เลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ดันธุรกิจโตเป็นหมื่นล้าน
“Pet Humanization” หรือการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยในปี 2568
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศปี 2568 จะเติบโต 12% แตะระดับ 46,000 ล้านบาท ส่วนตลาดส่งออกคาดว่าจะขึ้นไปถึง 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ต้องเจอสมรภูมิแข่งขันที่ร้อนแรงขึ้นทั้งจากผู้เล่นหน้าเก่า หน้าใหม่ และสินค้านำเข้า
สรุปสั้น ๆ คือ คนยิ่งรักสัตว์มากเท่าไร เงินก็ไหลเข้าสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงมากเท่านั้น
ตลาดในประเทศโต 2 หลัก สัตว์เลี้ยงเพิ่ม-คนยอมจ่าย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง ตามจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นและกระแสเลี้ยงสัตว์แบบ “ลูกคนหนึ่ง”
ปี 2568 มูลค่าตลาดในประเทศคาดโต 12% จากปีก่อน
พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงคือ กรุงเทพฯและปริมณฑล เพราะมีสัตว์เลี้ยงมาก และกำลังซื้อสูง
ฝั่งส่งออก ปี 2568 คาดโต 15% ชะลอมาจากปีที่แล้วที่โตถึง 28.4% ตามดีมานด์ของตลาดหลักอย่างสหรัฐ อิตาลี ญี่ปุ่น ที่เริ่มโตช้าลง
ภาพรวมคือ ตลาดยังโต แต่ไม่ได้พุ่งแรงเหมือนช่วงก่อนหน้า
ยอดขายในประเทศ ทะลุ 3.98 แสนตัน
ปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศจะอยู่ราว 398,000 ตัน เติบโต 6% จากปีก่อน ตามจำนวนสัตว์เลี้ยงที่ขยายตัวต่อเนื่อง
จำนวนสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของปี 2568 คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 5.38 ล้านตัว เพิ่มขึ้นราว 6% แบ่งคร่าว ๆ เป็น
สุนัข 3.45 ล้านตัว
แมว 1.94 ล้านตัว
ทำให้โครงสร้างยอดขายวันนี้ยังนำโดย อาหารสุนัขกว่า 76% ของตลาดทั้งหมด
แต่แนวโน้มในอนาคต มีโอกาสเห็นสัดส่วนของ อาหารแมวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย เพราะคนไทยนิยมเลี้ยงแมวมากขึ้น โดยตัวเลขเฉลี่ยช่วงปี 2564-2567 พบว่า
จำนวนแมวที่เลี้ยง โตเฉลี่ย 28% ต่อปี
ขณะที่สุนัข โตเฉลี่ย 19% ต่อปี
ใครทำแบรนด์อาหารแมว ตอนนี้ถือว่ามาเจอจังหวะลมหนุนพอดี
กรุงเทพฯ-ปริมณฑล: ทำเลทองของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง
กรุงเทพฯและปริมณฑลถูกมองว่าเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง ด้วย 2 เหตุผลหลัก
มีจำนวนสัตว์เลี้ยงอยู่ราว 3.1 แสนตัว คิดเป็นประมาณ 6% ของสัตว์เลี้ยงทั้งประเทศ
รายได้เฉลี่ยของผู้เลี้ยงอยู่ที่ 35,901 บาท/เดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 29,030 บาท/เดือน
เมื่อกำลังซื้อสูง + ผูกพันกับสัตว์เหมือนคนในบ้าน = พร้อมจ่ายให้อาหารที่ “ดีกว่า-พรีเมียมกว่า” สินค้าทั่วไป
ดังนั้น มูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศปี 2568 จึงคาดว่าจะขึ้นไปแตะ 46,000 ล้านบาท โต 12% จากปีก่อน และ กำไรของธุรกิจยังมีแนวโน้มขยับขึ้นตามยอดขาย
แข่งเดือด! ผู้เล่นเพิ่ม สินค้านำเข้ารุกหนัก
ด้านหนึ่งตลาดเติบโตสวย แต่อีกด้านการแข่งขันก็เพิ่มดีกรีความดุเดือดไม่แพ้กัน
ปี 2567 มีผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงถึง 317 ราย
มีนิติบุคคลจดทะเบียนใหม่เพิ่มอีก 36 ราย ในปีเดียว
ที่น่าสนใจคือ นอกจากผู้เล่นสายเพ็ทฟู้ดโดยตรง ยังมีบริษัทจากธุรกิจอื่น ๆ กระโดดเข้ามาเล่นด้วย เช่น
ธุรกิจอาหาร
ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์
ธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที
และกิจการนอกวงการอื่น ๆ ที่มองเห็นโอกาสในตลาดนี้
ในเวลาเดียวกัน อาหารสัตว์เลี้ยง นำเข้า ก็รุกตลาดไทยแรงขึ้นต่อเนื่อง โดย
อัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ของมูลค่านำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยช่วงปี 2562-2567 อยู่ที่ 17% ต่อปี
แหล่งนำเข้าหลักคือ จีน ซึ่งครองสัดส่วนราว 40%
หมายความว่า แบรนด์ไทยไม่ได้แข่งกันเองแล้ว แต่ต้องสู้กับแบรนด์ต่างประเทศที่ภาพลักษณ์และราคากดดันเข้ามาพร้อมกัน
Pet Humanization ดันส่งออกไทยพุ่งบนเวทีโลก
ฝั่งต่างประเทศ แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีโอกาสโตเด่นต่อเนื่อง เพราะกระแสเลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกครอบครัวเกิดขึ้นทั่วโลก
ตลาดที่น่าจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่
สหรัฐอเมริกา
รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงราว 85,373 เหรียญสหรัฐ และมีสัตว์เลี้ยงสูงถึง 144 ล้านตัว ทำให้ศักยภาพการใช้จ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงสูงมากญี่ปุ่น
มีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 30% ของประเทศ ผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยอยู่ลำพังและนิยมเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนคลายเหงาออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
เทรนด์เลี้ยงสัตว์มาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่แต่งงานช้าหรือไม่อยากมีลูก เลี้ยงสัตว์แทนการมีบุตรเพื่อเติมเต็มความสุข
ในช่วงปี 2562-2567 มูลค่าการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกโตเฉลี่ย 12.7% ต่อปี โดยหลายตลาดที่โตเร็วและสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยอยู่แล้ว เช่น
สหรัฐอเมริกา
กลุ่มประเทศอาเซียน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโตบนเวทีโลก เพียงแต่ต้องแข่งให้ชนะคู่แข่งที่ขยับตัวเร็วไม่แพ้กัน
สำหรับปี 2568 ไทยคาดว่าจะส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงราว 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ โต 15% แม้จะชะลอลงจากปีก่อนที่โต 28.4% เพราะดีมานด์ในตลาดหลักอย่างสหรัฐ อิตาลี และญี่ปุ่น (รวมกันกว่า 50% ของตลาดส่งออกไทย) เริ่มโตช้าลง
อย่างไรก็ตาม ยังมีตลาดดาวรุ่งอีกหลายแห่ง เช่น
อังกฤษ ที่จำนวนสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นมากกว่า 3.2 ล้านตัว หลังโควิด-19
นิวซีแลนด์ ที่ได้รับแรงหนุนจากข้อตกลงการค้าเสรี FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ซึ่งทำให้ยกเว้นภาษีนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง ช่วยผลักดันการส่งออกไทยต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดส่งออกยังคงดุเดือด โดยเฉพาะกับประเทศที่ได้เปรียบเรื่อง ราคา และ ระยะทางขนส่ง ใกล้ตลาดปลายทาง เช่น
ในสหรัฐ ไทยต้องแข่งกับ เม็กซิโก ที่มีระยะขนส่งสั้นกว่า
ในญี่ปุ่น ไทยต้องเจอกับ เกาหลีใต้ ซึ่งได้เปรียบด้านราคา จนส่วนแบ่งตลาดของเกาหลีใต้ในญี่ปุ่นปี 2567 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2564
2 ความเสี่ยงใหญ่ที่ธุรกิจเพ็ทฟู้ดไทยต้องรับมือ
แม้ภาพรวมธุรกิจจะดูสดใส แต่ก็มีความเสี่ยงสำคัญที่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยต้องเผชิญ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ให้เห็น 2 ประเด็นหลัก
1. ต้นทุนการผลิตผันผวน โดยเฉพาะวัตถุดิบหลัก
ต้นทุนวัตถุดิบสำคัญอย่าง ปลาทูน่า ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 60% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด มีแนวโน้มราคาปรับขึ้นจากปัจจัยด้านสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง
เมื่อต้นทุนวัตถุดิบแกว่งขึ้น หากผู้ประกอบการไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนหรือปรับราคาขายได้ทัน อาจกระทบต่อ มาร์จิ้นและกำไรโดยตรง
2. มาตรการสิ่งแวดล้อมและการค้าระดับโลกกดดันการส่งออก
มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและกีดกันทางการค้าเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดยุโรปและสหรัฐ เช่น
นโยบาย Farm to Fork ของสหภาพยุโรป ที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอน และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
มาตรการ CBAM ของอียู ที่มีโอกาสขยายมาครอบคลุมภาคเกษตรและอาหาร รวมถึงการบังคับใช้วัตถุดิบที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และต้องดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน ทั้งในวัตถุดิบอย่างปลาป่น กากถั่วเหลือง หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ความเสี่ยงจากมาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐ ที่อาจส่งผลต่อการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย
สรุปคือ ใครอยากเล่นเกมส่งออกระยะยาว ต้องลงทุนเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้จริงจัง ไม่ใช่แค่ทำตามกระแส
มองไปข้างหน้า: ใครจะรุ่งในยุค Pet Humanization
เมื่อเทรนด์เลี้ยงสัตว์แบบคนในครอบครัวยังแรงไม่ตก ทั้งในไทยและทั่วโลก โอกาสของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังเปิดกว้าง โดยเฉพาะผู้เล่นที่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ดี
พัฒนาผลิตภัณฑ์ เกรดพรีเมียม ตอบโจทย์เจ้าของที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพและความปลอดภัย
เข้าถึงกลุ่ม ทาสแมว ที่กำลังเติบโตเร็ว ทั้งผ่านสูตรเฉพาะทาง และการสื่อสารแบรนด์ที่โดนใจ
วางกลยุทธ์เจาะพื้นที่กำลังซื้อสูงอย่างกรุงเทพฯและปริมณฑล ให้ลึกและตรงกลุ่มมากขึ้น
ปรับตัวเรื่อง มาตรฐานสิ่งแวดล้อม – ความยั่งยืน – การตรวจสอบย้อนกลับ ให้ทันเกมการค้าระดับโลก
ท้ายที่สุด ในยุคที่คนมองสัตว์เลี้ยงเป็น “ลูก” อีกหนึ่งคนในบ้าน ใครเข้าใจอินไซต์เจ้าของและให้ “คุณค่าทางใจ” มากกว่าแค่อาหารในชาม ก็มีโอกาสขึ้นมาเป็นแบรนด์โปรดที่อยู่ในบ้านไปอีกยาว ๆ

