บทนำ : จากมะเมียะ–ศุขเกษม สู่ “กมล” บนเวที
ตำนานรักอันแสนรันทดระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมกับหญิงสาวจากเมืองมะละแหม่งนาม “มะเมียะ” ไม่เคยหยุดหายไปจากความทรงจำสังคมไทยเลยสักยุค
เรื่องเล่าจากล้านนาเดินทางข้ามเวลา ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ เพลง ละครโทรทัศน์ ละครหุ่น และละครเวที ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันที่แหลมคมร่วมสมัยอย่าง ละครเวที “กมล” ที่กล้าตั้งคำถามกับทั้งเพศสภาพ ชนชั้น และประวัติศาสตร์ที่เราเคยเชื่อ
ด้านหนึ่ง “มะเมียะ” เปิดมุมมองใหม่ต่อความสัมพันธ์ไทย–พม่า ที่เคยถูกกรอบด้วยวลี “พม่าเผาเมือง” แต่อีกด้านศิลปะร่วมสมัยก็พาเราไปไกลกว่านั้น ให้มอง “พม่า–ไทย” ในฐานะมนุษย์ที่มีความรัก ความฝัน และความทรงจำร่วมกัน
ไทย–พม่า: จากสนามรบสู่พื้นที่ความรู้สึก
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 77 ปี แต่ถ้านับสายใยทางวัฒนธรรมแล้ว เราเชื่อมถึงกันเป็นร้อย ๆ ปี
หลังเสียกรุงศรีอยุธยา ปี 2310 เชลยจากอโยธยาจำนวนมากถูกกวาดต้อนสู่กรุงอังวะ
นับจากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 258 ปี คนไทยเพิ่งเริ่ม “ออกจากหล่ม” ความเกลียดชังที่รัฐเคยจารึกไว้ให้จำ
คำว่า “พม่าเผาเมือง” คือเครื่องมือผลิตความเกลียดผ่านประวัติศาสตร์ฉบับรัฐ แต่ศิลปะกลับค่อย ๆ ลบอคติเหล่านั้นด้วยการเล่าเรื่องของคนตัวเล็ก ๆ ที่มีหัวใจเหมือนกัน
หนึ่งในงานสำคัญคือภาพยนตร์ “ถึงคน…ไม่คิดถึง” (From Bangkok to Mandalay) ที่ชาติชาย เกษนัส ใช้เวลาสร้างสามปี ถ่ายทำในประเทศที่เคยปิดตายจากสายตาเรา เล่าเรื่องรักข้ามชาติพันธุ์ที่พาเราไปแตะประเด็นชนชั้น เชื้อชาติ และความทรงจำร่วมกันโดยไม่ต้องตะโกนเรื่องการเมืองตรง ๆ แต่ใช้ “ความรัก” เป็นคำตอบ
จากหนังสู่ซีรีส์ประวัติศาสตร์ “จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี” แล้วค่อยต่อยอดสู่ละครเวที “กมล” ใจดวงร้าว…กับก้าวที่กล้า ท้านอกรีต กรีดขนบ ด้วยคำถามแทงใจว่า
“ถ้ามะเมียะเป็นผู้ชายล่ะ?”
มะเมียะ: จากเพลง คำเล่า และภาพจำที่สังคมร่วมแต่ง
ตำนานมะเมียะไม่ได้เกิดจากละครเวที แต่ถูกบ่มมาจากหลายแขนงศิลปะที่ “ส่องทางต่อกัน” เรื่อยมา
เพลงที่ทำให้ทั้งประเทศรู้จักมะเมียะ
เพลง “มะเมียะ” ของ จรัล มโนเพ็ชร ขับร้องโดย สุนทรี เวชานนท์ ในปี 2524 คือหมุดหมายใหญ่ที่ทำให้คนทั่วประเทศรู้จักเรื่องรักของเจ้าน้อยกับมะเมียะในฐานะ โศกนาฏกรรมล้านนา
เนื้อเพลงเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่เจ้าน้อยวัย 15 ที่ถูกส่งไปเรียนเมืองมะละแหม่ง จนถึงความรักที่ต้องจบลงด้วยการลาและความตาย
เพลงไม่ได้เป็นแค่บทประพันธ์ซึ้ง ๆ แต่มันกลายเป็น “ตัวกลาง” ที่ปลูกฝังภาพจำแบบเดียวกันในใจผู้คนทั้งรุ่น
ศิลปะบนเวที: จากหุ่นช่างฟ้อนถึงละครเวที
ผลงานศิลปะที่หยิบ “มะเมียะ” มาเล่าใหม่มีหลากหลายมิติ เช่น
บทเพลง “มะเมียะ” – ปักหมุดตำนานรักในมิติประวัติศาสตร์ล้านนา
ละครสั้น “มะเมียะ” โดยดาราวิดีโอ – ทำให้คนดูทีวีทั้งประเทศผูกพันกับเรื่องนี้ผ่านดราม่าในจอ
หุ่นช่างฟ้อน ‘โจ–หน่า’ – พลิกตำนานสู่โลกหุ่นร่วมสมัย จนคว้ารางวัลระดับโลกจากเทศกาลหุ่นโลกที่ปราก
ต่อมา “มะเมียะ” ถูกจัดเต็มบนเวทีในหลายรูปแบบ
ละครเวทีใน คอนเสิร์ต 25 ปี โฟล์คซองคำเมือง จรัล มโนเพ็ชร เพื่อรำลึกศิลปินล้านนาผู้ถูกขนานนามว่า “ราชาโฟล์คซองคำเมือง”
ละครเวทีนิเทศศาสตร์ “มะเมียะ A True Love Story Never Ends” แนวมิวสิคัล โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ผูกเรื่องผ่านแม่ชีในวัดไจ๊ตะหลันที่เล่าย้อนอดีต
“หมะเมียะ The Musical” กำกับโดย คำรณ คุณะดิลก ที่กล้าพูดถึงประวัติศาสตร์ในส่วนที่ไม่มีใครกล้าแตะ และโอบรับคำถามปลายเปิดว่า เราขุดวิญญาณมะเมียะ–ศุขเกษมขึ้นมา “เพื่อเรียนรู้อะไร”
ในเวอร์ชันมิวสิคัลนี้ รัฐ, ประวัติศาสตร์, ชาติ และความรัก ถูกจับมานั่งโต๊ะเดียวกัน และถามเราตรง ๆ ว่า เราอยู่ตรงไหนระหว่างความจริงกับจินตนาการ
เมื่อประวัติศาสตร์เริ่มถามกลับ: มะเมียะมีอยู่จริงไหม?
จุดเปลี่ยนใหญ่ของตำนานนี้ คือวันที่มีคนเริ่มถามว่า
“มะเมียะเป็นคนจริง หรือเป็นตัวละครในเรื่องแต่ง?”
ต้นธารสำคัญมาจากหนังสือ “เพ็ชรลานนา” ของ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง (พิมพ์ปี 2507) ที่เล่าเรื่องรักของมะเมียะ–เจ้าน้อยศุขเกษมอย่างละเอียด ทำให้คนอ่านจำนวนมาก “เชื่อ” ว่าเป็นประวัติศาสตร์จริง
แต่ต่อมา นักวิชาการอย่าง ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ และ อ.สมฤทธิ์ ลือชัย รวมถึงผู้ศึกษาอีกหลายคนเริ่มตั้งคำถาม พร้อมขุดหลักฐานเพื่อหาคำตอบอย่างจริงจัง
ปมหลัก ๆ ที่ถูกขยายในวงวิชาการ
เรื่องการไปเรียนที่มะละแหม่ง – มีหลักฐานยืนยันว่าเจ้าน้อยศุขเกษมถูกส่งไปเรียนที่เมืองมะละแหม่ง และโรงเรียนเซนต์แพททริก (St. Patrick’s) คือโรงเรียนกินนอนทันสมัยที่เป็นหน้าเป็นตาของภูมิภาคนี้
ชื่อ “มะเมียะ” อาจเป็นนามสมมุติ – มีข้อสันนิษฐานว่าจริง ๆ แล้วหญิงคนนั้นมีตัวตนแต่ไม่ทราบชื่อแน่ชัด จึงต้องตั้งชื่อขึ้นใหม่ คำว่า “เมียะ” ในภาษามอญแปลว่า “มรกต” เป็นชื่อยอดนิยมของหญิงชาวมอญ–พม่า
ท่าก้มสยายผมเช็ดบาท – พิธีกรรมที่มะเมียะทำก่อนจากกันสอดคล้องกับคติชาวมอญที่ใช้ผมเช็ดบาทผู้ที่ตนยกย่องสูงสุด ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานว่าเธออาจเป็นชาวมอญมากกว่าพม่า
เหตุผลการส่งมะเมียะกลับพม่า – แท้จริงแล้วเกี่ยวกับการเมืองสยาม–อาณานิคมอังกฤษ หรือคือการ “ชนชั้นไม่เท่ากัน” ระหว่างราชบุตรกับแม่ค้าสาวตลาด? หลายงานวิจัยชี้ว่าปมชนชั้นน่าจะสำคัญไม่แพ้เรื่องการเมืองระหว่างรัฐ
เส้นทางการเดินทางกลับมะละแหม่ง – คำถามว่าทำไมต้อง “ขึ้นช้างที่ประตูหายยา” ทำให้เกิดการสำรวจเส้นทางค้าขายระหว่างเชียงใหม่–มะละแหม่งในอดีต และพบว่าเส้นทางบกผ่านประตูหายยาคือทางหลักของคาราวานวัวต่างจริง
ชีวิตหลังจากนั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม – เขาแต่งงานกับ เจ้านางบัวชุม ณ เชียงใหม่ หลานพระราชชายาเจ้าดารารัศมี อยู่กินกันที่เชียงใหม่ ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคเส้นประสาทพิการ อายุเพียง 33 ปี
ข่าวลืออัฐิมะเมียะในสุสานวัดสวนดอก – มีคนเคยเชื่อว่ากู่อัฐิทรงพม่าข้างกู่ของเจ้าน้อยคือที่เก็บอัฐิมะเมียะ แต่การตรวจสอบล่าสุดชี้ชัดว่าเป็นกู่ของเจ้าแม่ทิพสม มิใช่มะเมียะ
เมื่อคนใกล้ชิดผู้เขียนออกมาพูด: “มะเมียะเป็นเรื่องแต่งเพิ่ม”
บัณรส บัวคลี่ นักเขียนและนักเคลื่อนไหวที่ใกล้ชิดกับ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง เคยเล่าตรง ๆ ว่า สำหรับเขา “หมะเมียะเป็นเรื่องแต่งเพิ่มแน่นอน แต่แต่งจากฐานเรื่องจริงของเจ้าน้อยศุขเกษม”
เขาย้ำว่า
ยุคแรก ๆ คนจำนวนมากเชื่อว่าเรื่องมะเมียะคือประวัติศาสตร์ล้วน เพราะผู้เขียนใส่เกร็ดและบรรยากาศยุคสมัยไว้แน่น
แต่เมื่อศึกษาลงลึก จะเห็นว่า จินตนาการถูกใช้เพื่อ “อรรถาธิบายประวัติศาสตร์จริง”
ที่น่าสนใจคือ เมื่อคนไทยไปสืบเรื่องถึงมะละแหม่ง คนท้องถิ่นกลับเริ่มเชื่อเรื่องมะเมียะตามเราไปด้วย จนกลายเป็น “เรื่องจริงในจินตนาการร่วมกัน”
บัณรสชี้ให้เห็นว่า หมะเมียะมีหลายมิติซ้อนกัน
มิติ “จริงหรือไม่จริง”
มิติ “ความมันส์ของเรื่องแต่งที่พาเราเข้าใจการเมือง–เศรษฐกิจ–ความสัมพันธ์รัฐในยุคนั้น”
และมิติที่ศิลปะใช้เรื่องนี้เป็นทางลัดพาเราเข้าใจอดีตได้สนุกและเจ็บกว่าอ่านตำรา
จากโศกนาฏกรรมส่วนตัวสู่คำถามใหญ่เรื่องชาติ ชนชั้น และอำนาจ
ท่ามกลางข้อถกเถียงไม่รู้จบว่า “จริงหรือแต่ง” นักวิชาการอย่าง อ.วรชาติ มีชูบท เสนออีกมุมว่า เรื่องมะเมียะที่เล่ากันในคุ้มอาจสลับตัวกับเรื่องรักของ เจ้าราชบุตร (วงษ์ตวัน) ซึ่งมีหลักฐานจดหมายเหตุชัดเจนว่าหนีตามหญิงสาวในจวนที่กรุงเทพฯ
เขาตั้งข้อสังเกตว่า
การส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนมะละแหม่งตอนอายุ 19 ปี ถือว่า “ผิดปกติ” เมื่อเทียบกับธรรมเนียมชายวัยนี้ที่มักบวชเรียนและมีครอบครัวแล้ว
การลอบส่งโอรสไปเรียนที่เมืองในอาณานิคมอังกฤษโดย “ไม่ให้สยามรู้” ดูไม่น่าเป็นไปได้ในเชิงการปกครอง
ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ปิดตำนานมะเมียะ แต่กลับผลักให้เรื่องนี้กลายเป็น สนามคิด ระหว่าง
ประวัติศาสตร์ทางการ vs ความทรงจำมุขปาฐะ
ความจริงเชิงเอกสาร vs ความจริงเชิงอารมณ์ร่วม
เรื่องส่วนตัวของคู่รัก vs เรื่องชาติ ศักดินา และโครงสร้างอำนาจ
“กมล”: เมื่อตำนานถูกเล่าใหม่ผ่านเพศสภาพและสิทธิมนุษยชน
เมื่อข้อสรุปล่าสุดในสายวิชาการเอนเอียงไปทางว่า “มะเมียะคือเรื่องแต่งบนฐานความจริง” ศิลปินกลุ่มใหม่จึงตัดสินใจ “แต่งต่อ” อย่างรู้ตัว และเอาตำนานมาใช้แบบตรงไปตรงมามากขึ้น
นี่คือจุดกำเนิดของละครเวที “กมล” ละครพูดร่วมสมัยแนว Devising ที่ไม่พยายามจะสวมรอยเป็นประวัติศาสตร์ แต่ใช้แรงบันดาลใจจากตำนานริมสาละวินมาสร้างโลกใหม่
“กมล” คืออะไรบนเวที
ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่ามะเมียะ–เจ้าน้อยศุขเกษม
ตัดท่อนประวัติศาสตร์หนัก ๆ ออกไป แล้วโฟกัสที่ ความรัก, ความหลากหลายทางเพศ และสิทธิมนุษยชน
แบ่งเป็น 2 เวอร์ชันที่สะท้อนความสัมพันธ์สองยุคสมัย แต่ดำเนินอยู่ในแกนเวลาเดียวกัน
นักแสดงนำ
วิศรุต หิมรัตน์ (โมสต์) – รับบท “กมล” ชายหนุ่มจากตระกูลสูงศักดิ์
กานดา วิทยานุภาพยืนยง (เน็ท) – รับบท “เมียท” (Myat) หญิงสาวที่พร้อมสละทุกสิ่งเพื่อความรัก
พิจิกา จิตตะปุตตะ (ลูกหว้า) – รับบท “เฟื่องฟ้า” คู่หมั้นและผู้เล่าเรื่อง (narrator) ที่คลุมโทนทั้งเรื่อง
วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล (พิช) – รับบท “จายวิน” ในเวอร์ชันที่พลิกมะเมียะจากหญิงเป็นชาย
ข้อมูลการแสดง
แสดงที่โรงละคร กาลิเลโอเอซิส กรุงเทพฯ
ความยาวประมาณ 90 นาที จำนวน 6 รอบ
แสดงเป็นภาษาไทย พร้อมคำบรรยายอังกฤษ
ทีมสร้าง “Kamol”: ศิลปะเบื้องหน้าและกลไกเบื้องหลัง
เบื้องหลังละครเวทีหนึ่งเรื่อง คือทีมงานที่ประกอบร่างอารมณ์ผู้ชมอย่างละเอียดทุกเส้น
Production Note “Kamol”
Executive Producer: ชาติชาย เกษนัส (แน็ต)
Director & Playwright: ธัญญรัตน์ ประดิษฐ์แท่น (ส้มโอ)
Playwright: จตุรชัย ศรีจันทร์วันเพ็ญ (ชวน)
Producer: ศิณัฐ กมุกะมกุล (กิ๊)
Co-Project: เพ็ญสิริ บุญแสนแผน (โม)
Set & Costume Designer: ณิชา บูรณะสัมฤทธิ์ (ปิ่น)
Assistant Art Director: อภิรัตน์ แก้วกัน (ต๊อก)
Music & Sound: อภิสิทธิ์ วงศ์โชติ (แจ็ค)
Lighting: ปาลิตา สกุลชัยวานิช (พาย), กรชัย มีวงศ์ (ป๊อป)
Graphic: สมัชญา แซ่จั่น (สมิ้ว)
PR Director: อติคุณ อดุลโภคาธร (เอิร์ธ)
Stage & Tech Team: พิชญ์พงษ์ นาคะยืนยงสุข (SM), ทีมเสียง–ซับไตเติล ฯลฯ
ทีมนี้ไม่เพียงเอาตำนานมา “เล่าใหม่” แต่เลือกจะ รื้อขนบการเล่าประวัติศาสตร์รัก แล้วแทนที่ด้วยภาษาละครร่วมสมัยที่เสียดสี แหลมคม แต่นุ่มลึก
กมล : ดอกบัว หัวใจ และแผลของประวัติศาสตร์
ชาติชาย เกษนัส ในฐานะ Executive Producer ของ “กมล” ไม่ได้เริ่มต้นจากความโรแมนติกหวาน ๆ แต่ใช้แผลลึกอย่าง เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 เป็นฉากหลังในใจ แล้วค่อยกลั่นออกมาเป็นงานศิลปะที่ “หวานแต่ขม”
เขาเคยทำงานอย่าง “ถึงคน…ไม่คิดถึง” และ “จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี” ที่ใช้ความรักเป็นประตูเข้าสู่การเมือง–สังคม คราวนี้ใน “กมล” เขายังคงแนวทางเดิม แต่เก็บทุกอย่างไว้ในนัยละเอียด ที่กฎหมายแตะไม่ถึง
ในเรื่อง ละครแบ่งเป็น 2 เวอร์ชันที่เชื่อมต่อกันอย่างไวเหมือนพลิกหน้าหนังสือ
เวอร์ชันแรกยังมีกลิ่นอายมะเมียะ–เจ้าน้อยในโทนประเพณีนิยม
เวอร์ชันหลัง ใช้ “จายวิน” ชายหนุ่มผู้รักกมล มาตอกย้ำคำถามเรื่องเพศสภาพและชนชั้น
จุดเจ็บคือประโยคของมะเมียะ/จายวิน ที่เตือนกมลว่า
“ต่อให้ท่านพยายามมากแค่ไหน มันก็เปลี่ยนความจริงไปไม่ได้”
และอีกประโยคที่ย้อนคืนจากปากจายวินว่า
“กมลต่างหากที่คิดน้อยไป”
มันคือการเช็กบิลความฝันโรแมนติกของชนชั้นสูง ที่เชื่อว่ารักแท้ชนะทุกอย่าง ทั้งที่ในความจริง โครงสร้าง–กฎเกณฑ์–ศักดินา แข็งแรงกว่าความรู้สึกของคนสองคนเสมอ
พลังนักแสดง: เมื่อเมียท เฟื่องฟ้า และจายวิน ครองอารมณ์ทั้งเวที
เน็ท – กานดา วิทยานุภาพยืนยง ในบท “เมียท” คือหัวใจของเวอร์ชันแรก เธอไม่เล่นเป็น “มะเมียะในนิยาย” แต่เป็นผู้หญิงธรรมดาที่รักจนกล้าทิ้งทุกอย่าง ทว่าไม่เคยทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเอง
ร่างระหงแบบนางแบบยุคใหม่
ท่าทีงดงามแบบกุลสตรีโบราณ
ฉากร้องไห้ที่ทำให้คนดูอยากลุกไปปลอบบนเวที
ประสบการณ์จากมิวสิคัลใหญ่ ๆ อย่าง Miss Saigon, ซูสีไทเฮา, สี่แผ่นดิน ทำให้เธอมีวินัยและพลังที่ดึงสายตาคนดูไว้ได้ทั้งฉาก แม้ “กมล” จะเป็นงานละครพูดเต็มเรื่องครั้งแรกของเธอก็ตาม
ด้าน พิจิกา จิตตะปุตตะ (ลูกหว้า) ในบท เฟื่องฟ้า ไม่ได้เป็นแค่คู่หมั้นของกมล แต่เป็น เสียงของเรื่อง ในฐานะ narrator ที่พาเราผ่านทั้งอดีต ปัจจุบัน และอารมณ์ที่ซับซ้อนของทุกตัวละคร
เธอคือศูนย์ถ่วงของโทนละคร
ครองทั้งคำพูด น้ำเสียง และจังหวะเล่าเรื่อง
เส้นทางยาวนานกว่า 20 ปีบนเวทีทำให้ทุกการขยับ–ทุกคำพูดมีน้ำหนัก
ส่วน วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล (พิช) ในบท จายวิน คือคนที่ทำให้เวอร์ชันหลัง “ดีด” ขึ้นไปอีกระดับ
เขาเปิดตัวด้วยออร่าแบบดอกไม้ป่าที่เด่นแต่ไม่แหลม
แบกความกดดันจากสายตาคนรอบตัวไว้บนหน้าอย่างชัดเจน
ในฉากที่ถูกกดด้วยชนชั้น–เชื้อชาติ–เพศสภาพ เขาไม่ต้องพูดเยอะ แต่คนดูกลับรู้สึกถึง “ความไม่ยุติธรรม” ได้เต็ม ๆ
เขาทำให้คำว่า “ชายที่ทั้งอ่อนโยนและแข็งแกร่ง” ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่กลายเป็น “คนคนหนึ่ง” ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา
เมื่อศิลปะกลายเป็นการทูต: จากรักส่วนตัวสู่สันติภาพสองฝั่งสาละวิน
สิ่งที่ทำให้เรื่องมะเมียะไม่เคยตาย มีอย่างน้อย 5 ข้อใหญ่ ๆ
มันสะท้อนชะตากรรมร่วมของคนตัวเล็ก – คนที่อยู่ในสถานะ “ต่ำต้อย” มักเป็นผู้แพ้เสมอ แม้จะรักแท้แค่ไหน เมื่อชนชั้นและฐานันดรลงโทษ ความรักก็กลายเป็นของฟุ่มเฟือย
มันแตะปมประวัติศาสตร์จริง – แผลเสียกรุงฯ และความรู้สึก “แพ้ให้พม่า” ถูกระบายผ่านเรื่องรักของหญิงพม่า–ชายล้านนา มะเมียะจึงเหมือน “แพะรับบาปทางอารมณ์” แทนทั้งชาติ
มันผูกกับช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบอบ – ช่วงก่อนเลิกทาส ก่อนโครงสร้างเก่าจะถูกเขย่า ทำให้เรื่องรักของเจ้าน้อย–มะเมียะกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่คนธรรมดายังไม่มีเสียง
รัฐชาติกลายเป็นมือที่มองไม่เห็นในเรื่องรักของคนสองคน – แรงกดจากชาติ ศาสนา ประเพณี ถูกสวมบทเป็น “ผู้มีสิทธิ์” จัดการชีวิตรักของใครก็ได้
ศิลปินจำนวนมากใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือส่องประวัติศาสตร์ – งานทุกชิ้นคือเศษเสี้ยวของคำตอบว่าความจริงในอดีตหน้าตาแบบไหน และเราจะคุยกับมันอย่างไรในปัจจุบัน
ในวันที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มัณฑะเลย์สะเทือนมาถึงไทย เราถูกเตือนกลาย ๆ ว่า ไทย–พม่าไม่เคยห่างกันจริง ๆ ทั้งในแง่ภูมิประเทศและชะตากรรม
ไม่ว่า “มะเมียะ” จะเป็นตำนานที่ถูกแต่ง หรือความจริงที่ถูกเล่า สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ
ความจริง – ไม่ว่าจริงเชิงเอกสาร หรือจริงเชิงความรู้สึก – มีพลังเสมอ
และเมื่อศิลปะหยิบมันมาขยาย พลังนั้นก็กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในเกมการเมือง–การทูตยุคใหม่ ที่ไม่ต้องเอ่ยคำว่า “มิตรภาพและสันติภาพ” ตรง ๆ แต่ทำให้ผู้ชม “รู้สึก” ได้ด้วยตัวเอง
ในแสงไฟของเวทีเล็ก ๆ อย่าง “กมล” เราอาจไม่ได้เห็นแค่รักต้องห้ามของสองคน แต่กำลังเห็น การเจรจาระหว่างอดีต–ปัจจุบัน, ระหว่างไทย–พม่า, ระหว่างความจริง–เรื่องแต่ง และระหว่างเสรีภาพ–กรอบจารีต ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ทุกครั้งที่ม่านเปิดขึ้นอีกครั้ง

