รับแอปรับแอป

เมื่อเพลงกลายเป็นยารักษาใจ : เรื่องเล่าจากเตียงคนไข้ของแฟนเพลงสุเทพ วงศ์กำแหง

ปกรณ์ ศรีสุวรรณ01-30

บทเพลงสุดท้ายที่กลายเป็นความทรงจำ

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 วงการเพลงไทยต้องสูญเสีย สุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินแห่งชาติ และนักร้องลูกกรุงหมายเลข 1 ของประเทศ เขาจากไปอย่างสงบที่บ้านพักในวัย 86 ปี

การจากไปครั้งนี้ ทำให้หลายคนย้อนคิดถึงเรื่องราวและข้อเขียนที่สะท้อนตัวตนของสุเทพ ไม่ใช่แค่ในฐานะศิลปินเสียงทอง แต่ในฐานะคนคนหนึ่งที่มีความผูกพันกับแฟนเพลงอย่างลึกซึ้ง

หนึ่งในเรื่องเล่าที่สะเทือนใจที่สุด คือบันทึกที่เล่าถึงการไปเยี่ยมแฟนเพลงที่ป่วยหนักในโรงพยาบาล และร้องเพลงให้ฟังถึงข้างเตียง เรื่องสั้นๆ นี้กลับทำให้เราเห็นว่า ระหว่างนักร้องกับคนฟัง บางครั้งสายใยนั้นแน่นกว่าสายไมโครโฟนบนเวทีเสียอีก

สุเทพบนเตียงคนไข้ และแฟนเพลงที่เฝ้ารอ

กลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 หลังปีใหม่ได้ไม่นาน สุเทพ วงศ์กำแหงถูกหามส่งโรงพยาบาลศิริราชกลางดึก เข้าห้องฉุกเฉินราวตีสามตีสี่ เพราะมีอาการแน่น อาเจียนไม่ออก รู้สึกไม่สบายอย่างหนัก ภรรยา ผุสดี และลูกต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล

แรกเริ่ม เขาอยู่ในห้องฉุกเฉิน ก่อนจะถูกย้ายไปห้องผู้ป่วยรวมที่ตึกอัษฎางค์ แพทย์ตรวจพบภาวะน้ำท่วมปอด และการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

ผ่านไปสามสี่วัน สุเทพถูกย้ายไปตึก 72 ปี เพราะยังมีไข้สูง และพบว่านิ่วอุดตันท่อน้ำดี แพทย์จึงสั่งพักผ่อนเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพอจะรักษาอาการนิ่ว

ไม่นานหลังจากนั้น การรักษาก็เป็นผล สามารถเอานิ่วออกได้ สุเทพเริ่มแข็งแรงขึ้น พูดคุยกับคนรอบข้างได้ ยิ้มแย้ม รับแขกที่มาเยี่ยม แต่ก็อดพูดไม่ได้ว่า เขาอยากกลับบ้าน

ในช่วงที่นอนรักษาตัว แฟนเพลงจำนวนไม่น้อยผลัดกันมาเยี่ยม บ้างก็มานั่งคุย เฝ้ามองอย่างห่วงใย บางคนถึงขั้นอยากร้องเพลงให้สุเทพฟังเอง หวังจะทำให้คนป่วยรู้สึกสบายใจขึ้น อย่างกับเป็นการคืนความสุขจากคนฟังกลับไปยังคนร้อง

แต่ใครจะคิดว่า ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2514 สุเทพเองเคยเดินเข้าโรงพยาบาล เพื่อไปยืนร้องเพลงให้คนป่วยฟังถึงข้างเตียงมาก่อนแล้ว

โทรศัพท์ที่เปลี่ยนเป็น “ภารกิจทางใจ”

เรื่องนี้เริ่มจากเอกสารข้อเขียนชิ้นหนึ่งของสุเทพ ซึ่งถูกส่งมายังผู้เขียนผ่าน ธัชชัย ยอดพิชัย หรือ “โหน่ง” จากกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม หลังจากพูดคุยกันถึงอาการป่วยของสุเทพ และเล่าถึงแฟนเพลงที่อยากร้องเพลงให้เขาฟัง

โหน่งเล่าว่า หลายปีก่อน สุเทพเคยไปร้องเพลงให้ลุงของเขา คือ นายแพทย์เผชิญ แก้วตาทิพย์ ที่ป่วยหนักและนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล บทความที่แม่ของโหน่ง คือ แม่สมคิด ยอดพิชัย ตัดเก็บจากหนังสือพิมพ์ไว้ เป็นข้อเขียนที่สุเทพเล่าเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง

ในคอลัมน์ “7 ชีวิต เพลงนั้น…ไม่มีดนตรี” สุเทพบรรยายเหตุการณ์วันหนึ่ง ที่เขาได้รับโทรศัพท์กลางวันในห้องอาหารโลลิต้า เสียงปลายสายเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง น้ำเสียงสุภาพ อ่อนโยน เธอขออนุญาตเล่าเรื่องให้ฟังก่อนจะให้เขาตัดสินใจ

เธอแนะนำตัวว่าเป็นหัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลเทียนฟ้าแถวสามแยก และเอ่ยถึงคนไข้อีกคนหนึ่งที่ศรัทธาในตัวสุเทพอย่างมาก ไม่ว่าเขาจะไปร้องเพลงที่ไหน คนไข้คนนี้ก็ตามไปฟัง ทั้งที่โลลิต้า หรือแม้กระทั่งห้องอาหารดีส์ที่หัวมุมถนนสาทร

แต่ตอนนี้ คนไข้คนนั้นป่วยหนัก และไม่แน่ใจว่าจะรอดหรือไม่ พยาบาลจึงอยากขอร้องให้สุเทพช่วยหาเวลาไปเยี่ยม เพื่อเป็นกำลังใจครั้งสำคัญในชีวิตของเขา

คำขอร้องนั้นหนักแน่นแต่สุภาพ เธอบอกสุเทพให้คิดเสียว่า นี่คือการทำบุญทางใจสักครั้งหนึ่ง และย้ำว่าหากเขาตัดสินใจจะมา ให้บอกวันเวลาแน่นอน เธอจะคอยรับอยู่หน้าตึก หรือขึ้นไปรอที่ชั้นสาม

สุเทพตอบรับ เขาระบุวันเวลา และเมื่อวางสาย เขาก็ยืนนึกถึงใบหน้าของคนไข้ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร รู้แต่ว่า “ช่างน่าสงสาร” จนเขาไม่อาจเพิกเฉยได้ ไม่ว่าจะยุ่งเพียงใดก็ตาม

โรงพยาบาลผิดที่ แต่ใจไม่เคยผิดคน

ถึงวันนัด สุเทพตื่นแต่เช้า อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถออกจากบ้าน แวะซื้อกระเช้าดอกไม้หนึ่งชุด ก่อนมุ่งหน้าไปสามแยก

ทว่า รถบริเวณนั้นติดหนัก ทำให้เขาไปถึงช้ากว่าเวลานัดเกือบชั่วโมง แต่แม้มาช้า สุเทพก็มั่นใจว่า อย่างไรเสียก็น่าจะหาคนไข้คนนั้นเจอ แม้จะคลาดกับพยาบาล

เขาเดินหาตลอดชั้นสามของตึกที่ไปถึง ถามพยาบาลทุกคน แต่กลับไม่มีใครรู้เรื่องคนไข้ป่วยหนักที่ศรัทธาในตัวเขาเลย ทั้งที่พยาบาลหลายคนช่วยกันโทรศัพท์ถามทุกชั้นแล้ว

ตอนนั้นเอง สุเทพถึงนึกได้ว่า เขาลืมถามชื่อคนไข้ตั้งแต่แรก เขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังตามความเป็นจริง และสุดท้ายต้องฝากกระเช้าดอกไม้ไว้กับหัวหน้าตึกชั้นสาม ก่อนเดินกลับลงลิฟต์ด้วยความผิดหวัง

ระหว่างจะกลับ เขาได้ยินพยาบาลกระซิบกันเบาๆ ว่า

“โถ…ไม่รู้จักคนไข้เลยก็ยังอุตส่าห์มาเยี่ยม ถ้าพบคนไข้คงจะดีใจมากนะเธอ”

ไม่กี่วันต่อมา พยาบาลคนเดิมโทรศัพท์กลับมาหาเขาอีกครั้ง สีเสียงของเธอไม่มีความโกรธเคืองแม้แต่น้อย เมื่อสุเทพเอ่ยคำขอโทษ เธอกลับบอกว่า ทราบแล้วว่าเขาไปจริงตามนัด เพียงแต่…ไปผิดโรงพยาบาล

วันนั้นสุเทพไปโรงพยาบาลกว๋องสิว แต่ที่เธอทำงานอยู่คือโรงพยาบาลเทียนฟ้า พยาบาลที่กว๋องสิวเป็นคนโทรมาเล่าให้เธอฟัง ทำให้เธอรีบโทรมาขอบคุณ แม้เขาจะยังไม่ได้พบคนไข้ก็ตาม

เมื่อรู้เช่นนั้น สุเทพจึงตัดสินใจทันทีว่า เขาจะไปใหม่อีกครั้ง

เมื่อศิลปินยืนร้องเพลงข้างเตียงหมอ

วันถัดมา สุเทพขับรถไปหาโรงพยาบาลเทียนฟ้าจนพบ พยาบาลคนเดิมคอยเขาอยู่ด้วยความกระวนกระวาย เมื่อเจอกันก็รีบพาเขาขึ้นไปเยี่ยมคนไข้ทันที

เพียงเห็นใบหน้าซูบผอม แก้มตอบของคนไข้ สุเทพก็จำได้ทันทีว่า คนๆ นี้คือแฟนเพลงที่คุ้นหน้ากันมานาน มักจะมาพร้อมพยาบาลอีก 2-3 คน และเคยถูกแนะนำให้รู้จักกันด้วยซ้ำ

สิ่งที่เขาจำได้ดีคือ แฟนเพลงคนนี้ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มเบียร์ ไม่สูบบุหรี่เลยสักครั้ง ทั้งที่สถานที่ฟังเพลงมักเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้

เขาคือ นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลเทียนฟ้า ที่กำลังจะเดินทางไปดูงานต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือน แต่โชคร้ายล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรงเสียก่อน

สุเทพเล่าว่า ตอนนั้นเขาใจหาย ความรู้สึกในอกตีบตันจนบรรยายยาก คุณหมอพยายามทรงกายให้ดูปกติ แต่ทุกคนรอบตัวก็ขอร้องให้เขานอนพักเฉยๆ แววตาของหมอกลับดูสดใสทันทีที่ได้พบกัน

หลังจากสุเทพเป็นฝ่ายพูดคุยให้หมอฟังอยู่นาน ญาติและพยาบาลต่างก็ขอร้องให้สุเทพร้องเพลงให้ฟัง เป็นเพลงที่คุณหมอชอบฟังอยู่เสมอ

สุเทพจึงร้องเพลง “พี่ยังรักเธอไม่คลาย” และ “รักอย่ารู้คลาย” ขับกล่อมอยู่ข้างเตียง ด้วยความรู้สึกที่เขาบรรยายว่า “บอกไม่ถูก” เสียงของเขาในวันนั้นสั่นและแกว่ง ไม่อาจควบคุมได้เหมือนทุกครั้งบนเวที บางจังหวะต้องหันหน้าไปอีกทางเพื่อแอบซับน้ำตา เช่นเดียวกับพยาบาลหลายคนที่ยืนฟังอยู่

จากห้องผู้ป่วยวันนั้น เขากลับไปทำงานที่โลลิต้าด้วยหัวใจที่สับสน หดหู่ และเศร้า นึกภาวนาอย่างเดียวว่า ขอให้คุณหมอหายดี แม้จะรู้ว่าความหวังนั้นช่างเลือนลาง

เพราะพยาบาลคนหนึ่งกระซิบบอกเขาทั้งน้ำตาตอนมาส่งที่รถว่า คุณหมอเป็นมะเร็งตับ…ไม่มีทางรักษาให้หายได้แล้ว และไม่มีใครกล้าบอกหมอโดยตรงเลยแม้แต่คนเดียว

ในหัวของสุเทพยังวนเวียนอยู่กับเสียงแผ่วเบาของคุณหมอ ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับ

“หมอกลับจากนอกแล้ว จะไปฟังคุณสุเทพร้องอีก…”

ประโยคสั้นๆ นี้ กลายเป็นเสียงสะท้อนที่ติดอยู่ในใจของสุเทพตลอดมา

เมื่อเสียงเพลงกลายเป็นความสุขครั้งสุดท้าย

ข้อเขียนของสุเทพจบลงตรงนั้น แต่ความรู้สึกของคนอ่านไม่จบง่ายๆ ใครได้อ่านก็สัมผัสได้ถึง สายใยอันลึกซึ้งระหว่างศิลปินกับแฟนเพลง ไม่ได้ผูกพันกันแค่ผ่านแผ่นเสียงหรือเวทีใหญ่ แต่ผูกกันถึงปลายเตียงคนไข้ในห้องเงียบๆ ของโรงพยาบาล

โหน่งเล่าต่อว่า ที่จริงแล้ว ลุงหมอเผชิญนั้นเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลกว๋องสิว ไม่ใช่เทียนฟ้า แต่สุดท้ายแล้ว เรื่องสถานที่ก็ไม่สำคัญ เพราะทั้งคุณหมอและสุเทพได้พบกัน ได้เยี่ยมเยียนกัน และได้แบ่งปันช่วงเวลาสำคัญร่วมกันแล้ว

หลังจากนั้น ไม่นานคุณหมอเผชิญก็จากไปในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2514 ทิ้งเรื่องราวหนึ่งบทที่ไม่มีดนตรีประกอบ แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงในความทรงจำ

ด้านคุณแม่สมคิดเล่าว่า ทุกครั้งที่ได้ยินสุเทพร้องเพลง เธอมักจะรู้สึก ขอบคุณสุเทพในใจเสมอ เพราะเสียงร้องของเขาเคยทำให้ลุงเผชิญมีความสุข เหมือนเป็นความสุขครั้งสุดท้ายในชีวิต ที่มาจากบทเพลงที่เขารัก

บันทึกที่กลายเป็นคำไว้อาลัยเงียบๆ

ต้นฉบับเรื่องเล่านี้ ผู้เขียนเขียนส่งศิลปวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ขณะที่สุเทพยังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

วันนี้ เมื่อเราย้อนกลับมาอ่านอีกครั้งหลังจากที่สุเทพจากไปแล้ว เรื่องเล่าเมื่อครั้งเขาเดินเข้าไปยืนร้องเพลงให้หมอฟังถึงข้างเตียง กลับกลายเป็นเหมือนภาพสะท้อนชีวิตของเขาเอง

  • เขาคือศิลปินที่ไม่เคยทอดทิ้งแฟนเพลง

  • เขาคือคนที่มองว่า การร้องเพลงปลอบใจคนหนึ่งคน คือ “การทำบุญทางใจ”

  • เขาคือเสียงที่ทำให้ใครหลายคนมีความสุข แม้ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

บางครั้ง เพลงหนึ่งเพลงอาจไม่ได้แค่ให้ความบันเทิง แต่อาจกลายเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายในชีวิตของใครบางคน

และชื่อของ สุเทพ วงศ์กำแหง ก็จะถูกจดจำไม่ใช่แค่ในฐานะศิลปินแห่งชาติ หากยังเป็นคนร้องเพลงข้างเตียง ที่มอบเสียงเพลงเป็นยารักษาใจให้กับแฟนเพลงของเขาเสมอ