เพื่อนตัวจิ๋วที่เขย่าทั้งชุมชน
กลางทุ่งน้ำหลากของลุ่มน้ำบางปะกง มีปลาตัวเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ปลาซิวสมพงษ์ กำลังทำให้ทั้งชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ ไปจนถึงเด็ก ๆ ในโรงเรียน ต้องมาจับมือกันเพื่อปกป้องบ้านของมัน
โครงการอนุรักษ์ปลาซิวสมพงษ์ในทุ่งน้ำหลากของลุ่มน้ำบางปะกง ระยะที่ 2 เกิดจากความร่วมมือของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) กองทุนหุ้นส่วนระบบนิเวศที่สำคัญ (CEPF) หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ และชุมชนในพื้นที่ เพื่อ ลดภัยคุกคามต่อปลาซิวสมพงษ์และถิ่นอาศัย พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย
ปลาซิวสมพงษ์ (Trigonostigma somphongsi) เป็นปลาท้องถิ่นของไทย เคยพบทั่วไปในลุ่มน้ำภาคกลาง แต่วันนี้เหลืออยู่เพียงในลุ่มน้ำบางปะกงตอนกลาง โดยเฉพาะแถบทุ่งน้ำหลากตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก และพื้นที่ใกล้เคียง
มันถูกจัดให้เป็น หนึ่งใน 100 ชนิดพันธุ์สัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งของโลก มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered – CR) ตามเกณฑ์ IUCN Red List ซึ่งหมายความว่าถ้าเราช่วยไม่ทัน อาจสูญหายไปตลอดกาล
ภัยคุกคามสำคัญของปลาซิวสมพงษ์คือ
การสูญเสียถิ่นอาศัยในพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมตามธรรมชาติที่มีคุณภาพดี
การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและระบบนิเวศทุ่งน้ำหลาก
การขาดข้อมูล ความรู้ และการตระหนักถึงความสำคัญของปลาชนิดนี้และถิ่นอาศัย
โครงการระยะที่ 2 เดินทางมาถึงจุดสรุป ทีมงานจึงร่วมกัน คืนข้อมูลให้ชุมชน และถอดบทเรียน ว่าจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาดูแลระบบนิเวศของตัวเอง และร่วมกันอนุรักษ์ปลาซิวสมพงษ์ไปพร้อมกัน
กฎหมายท้องถิ่นลุกขึ้นปกป้องถิ่นปลาซิวสมพงษ์
การอนุรักษ์ในพื้นที่ตำบลท่าเรือไม่ได้อยู่แค่ในเวทีประชุม แต่ถูกแปลงเป็น มาตรการคุ้มครองพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
องค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก นำโดยนายก อบต. ณรงค์ศักดิ์ พรมสวัสดิ์ ออกประกาศขอความร่วมมือให้คนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่
งดใช้เครื่องมือจับปลาที่มีตาข่ายตาถี่หรือขัดกับกฎหมายประมง
ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาจับสัตว์น้ำในเขตทุ่งใหญ่สาธารณประโยชน์ พื้นที่สาธารณะรอบข้าง และสระน้ำวัดลำบัวลอย
หากต้องการใช้พื้นที่ ต้องยื่นขอใช้พื้นที่ต่อ อบต.ท่าเรือ ก่อนทุกครั้ง
ขณะเดียวกัน ประภาส พิมลกนกวรรณ ประมงอำเภอปากพลี ทำงานด้าน การส่งเสริมควบคู่กับการป้องปราม ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปราจีนบุรี โดยเก็บรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาซิวสมพงษ์จากทุ่งนกเหยี่ยว จำนวน 88 ตัว เพื่อนำไปเพาะพันธุ์
ผลคือสามารถเพาะพันธุ์ได้สำเร็จ ได้ลูกปลาจำนวนมาก และที่สำคัญคือ องค์ความรู้การเพาะพันธุ์ที่เคยถูกจำกัดในกลุ่มผู้ค้าปลาสวยงาม กำลังถูกถ่ายทอดกลับสู่ชุมชน
ในมิติของกฎหมายระดับประเทศ กรมประมงเตรียมประกาศพื้นที่สระน้ำวัดลำบัวลอย เนื้อที่กว่า 17 ไร่ ให้เป็น เขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์น้ำ หรือ ‘ถิ่นอาศัยวิกฤต’ (Critical habitat) ของปลาซิวสมพงษ์ ห้ามจับสัตว์น้ำทุกชนิดด้วยเครื่องมือประมง
พื้นที่สำคัญ เช่น สระน้ำวัดลำบัวลอย และทุ่งใหญ่สาธารณประโยชน์ ตำบลท่าเรือ มีการติดตั้ง ป้ายประกาศเขตคุ้มครอง และป้ายขอความร่วมมืองดใช้เครื่องมือจับปลาขนาดเล็ก เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า ที่นี่ไม่ใช่แค่ทุ่งนา แต่คือบ้านของเพื่อนตัวจิ๋วที่โลกกำลังเป็นห่วง
ทุ่งท่าเรือ – ปากพลี: ห้องเรียนธรรมชาติที่หายากในภาคกลาง
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมสำรวจ ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ท่าเรือ–ปากพลี ไม่ได้มีดีแค่ “ปลาเล็กตัวเดียว” แต่คือ คลังความหลากหลายทางชีวภาพระดับล้านบาทต่อปีของชุมชน
ในพื้นที่นี้พบว่า
มีปลาซิวสมพงษ์ และปลาใกล้สูญพันธุ์หรือหายากอีกหลายชนิด
เป็นถิ่นของนกเหยี่ยวดำ
มีพันธุ์ข้าวป่าผืนสุดท้ายของภาคกลาง
เป็นแหล่งปลาท้องถิ่นกว่าร้อยชนิด
มีปลาเศรษฐกิจกว่า 15 ชนิด
มีพืชเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างรายได้หลักล้านบาทต่อปีให้ชุมชน
จึงไม่น่าแปลกใจที่พื้นที่ท่าเรือ–ปากพลี ถูกมองว่าเป็น พื้นที่ที่ควรอนุรักษ์อย่างยิ่ง
นอกจากปลาซิวสมพงษ์แล้ว ยังพบปลาที่ถูกคุกคามใน IUCN Red List อีกอย่างน้อย 5 ชนิด เช่น
ปลาซิวแคระสามจุด
ปลาซิวหางกรรไกรเล็ก
ปลาจีด
ปลาสวาย
ปลากัด
ปลากลุ่มนี้ล้วนมีวงจรชีวิตผูกพันกับระบบนิเวศทุ่งน้ำหลากแบบเดียวกับปลาซิวสมพงษ์ ดังนั้น การอนุรักษ์ถิ่นอาศัยจึงต้องมองทั้ง ระบบเกษตรนาข้าวน้ำลึก ควบคู่ไปด้วย ด้วยแนวคิดว่าหากช่วยให้ชาวนาปลูกข้าวน้ำลึกแบบอินทรีย์ได้อย่างมีมูลค่าเพิ่ม เขาก็มีแรงและแรงจูงใจจะรักษาทุ่งน้ำหลากไว้
วงจรชีวิตของปลาซิวสมพงษ์ในฤดูแล้งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะแหล่งน้ำดี ๆ ในตำบลท่าเรือมีไม่มาก และปลาชนิดนี้อยู่ได้เฉพาะในแหล่งน้ำคุณภาพดี มลพิษต่ำ ทั้งในแหล่งน้ำปิดที่เชื่อมกับธรรมชาติ เช่น สระน้ำวัดลำบัวลอย และแหล่งน้ำไหลอย่างลำรางสาธารณะใกล้ทุ่งนกเหยี่ยว
จากการสำรวจและทำแผนที่ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรพบว่า
ช่วงฤดูน้ำหลาก พื้นที่อาศัยของปลาซิวสมพงษ์มีมากกว่า 100 ตร.กม.
แต่พอถึงฤดูแล้ง พื้นที่แหล่งอาศัยลดลงเหลือน้อยกว่า 1 ตร.กม.
แปลว่า ในหน้าแล้ง ปลาแทบทั้งประชากรต้องมาแออัดอยู่ในแหล่งน้ำไม่กี่บ่อ ถ้าที่นั่นเสื่อมโทรมหรือถูกใช้ผิดวิธี ผลกระทบจะรุนแรงมาก
ดร.ชวลิตยังชี้ว่า วิถีอาหาร การทำมาหากิน และประเพณีของคนทุ่งน้ำหลากที่นี่ เป็นทุนวัฒนธรรมที่มีค่า สามารถพัฒนาเป็น
แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
พื้นที่เรียนรู้เรื่องทรัพยากรสำคัญของท้องถิ่น ระดับชาติ และนานาชาติ
ห้องเรียนกลางธรรมชาติสำหรับเยาวชน
ทั้งหมดนี้ไปด้วยกันกับวิสัยทัศน์ของตำบลท่าเรือที่ว่า “ตำบลน่าเที่ยว น่าอยู่ เกษตรก้าวหน้า การศึกษากว้างไกล”
เพาะเลี้ยงปลาซิวสมพงษ์: จากปลาสวยงามลับวงการ สู่ความหวังของชุมชน
อีกด้านหนึ่งของการอนุรักษ์คือการเพาะเลี้ยงในระบบควบคุม เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนประชากรในธรรมชาติ และลดแรงกดดันจากการจับไปขายในตลาดปลาสวยงาม
วรรณดา พิพัฒน์เจริญชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปราจีนบุรี คือกำลังหลักในการนำปลาซิวสมพงษ์เข้าระบบเพาะเลี้ยง โดยเริ่มจากการ ทำความเข้าใจถิ่นอาศัยในธรรมชาติ อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น
คุณภาพน้ำ
อาหารตามธรรมชาติ
ลักษณะดินและสภาพก้นบ่อ
พันธุ์ไม้น้ำที่ใช้วางไข่
ระดับออกซิเจน อุณหภูมิ และค่ากรดด่าง
เมื่อนำมาทดลองเพาะในระบบเลี้ยง พบว่า ปลาซิวสมพงษ์สามารถปรับตัวได้ดี มีพฤติกรรมไล่กันเพื่อผสมพันธุ์ และชอบวางไข่ใต้ใบกว้างของพืชน้ำ ไข่มีลักษณะกลม ใส
การเพาะเลี้ยงให้สำเร็จต้องอาศัย
ความเข้าใจชีววิทยาและวงจรชีวิตของปลา
พ่อแม่พันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค และสมบูรณ์เพศ
อาหารที่เหมาะสมทั้งสำหรับพ่อแม่พันธุ์และลูกปลาวัยอ่อน
ผู้นำชุมชนมองว่า การถ่ายทอดทักษะการเพาะเลี้ยงปลาซิวสมพงษ์ให้ชาวบ้าน เป็นทั้ง เครื่องมืออนุรักษ์ และโอกาสสร้างรายได้ ไปพร้อมกัน เพราะปลาชนิดนี้สามารถกลายเป็น
สัญลักษณ์ประจำตำบลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม
สินค้าในตลาดปลาสวยงามที่มีจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดและเรื่องราวการอนุรักษ์
เมื่อ “นาข้าวขึ้นน้ำ” กลายเป็นเกราะป้องกันความหลากหลายทางชีวภาพ
การอนุรักษ์ปลาซิวสมพงษ์แยกไม่ออกจากการจัดการเกษตรในท้องถิ่น โดยเฉพาะ นาข้าวขึ้นน้ำลึก ที่เป็นหัวใจของระบบนิเวศทุ่งน้ำหลาก
มาลินี จันวรรณ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ จากศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี นำเสนอแนวทางพัฒนาพื้นที่ตำบลท่าเรือตามแนวคิด BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อให้
สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
ข้าวนาน้ำลึกมีมูลค่าเพิ่ม
เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ทุ่งนา ปลา นก และระบบนิเวศอยู่ได้อย่างยั่งยืน
หัวใจของแนวคิด BCG ในพื้นที่นี้ ได้แก่
Bio Economy: เพิ่มมูลค่าข้าวนาน้ำลึกให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ของท่าเรือ ด้วยการใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
Circular Economy: จัดการตอซังและฟางข้าวอย่างสร้างสรรค์ แทนการเผา โดยวิจัยการแปรรูปฟางข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ และเชื่อมโยงกับตลาด ผ่านการร่วมมือกับบริษัทรับซื้อ
Green Economy: รักษาฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์ พัฒนาทุ่งน้ำหลากให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกษตร และวัฒนธรรม พร้อมเวทีให้ชุมชนได้เล่าเรื่องพื้นที่ของตัวเอง
ตำบลท่าเรือมีจุดแข็งที่สำคัญ:
เป็นแหล่งปลูกข้าวขึ้นน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ไม่ใช้สารเคมี ทำให้กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำหลากชนิด
เป็นแหล่งพักพิงของนกนานาชนิด
ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำหลาก ช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ข้างเคียง
ช่วยชะลอความเค็มในแม่น้ำบางปะกง
แม้จะยังมีโจทย์ใหญ่เรื่องการเผาตอซังฟางข้าว เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่ที่ยังยากต่อการเปลี่ยนวิธีทำนา แต่แนวทางคือ วิจัยหาวิธีแปรรูปฟางเพื่อเพิ่มมูลค่า ให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่องจากของเหลือในนา แทนการเผาทิ้ง
ทุ่งน้ำหลาก = ห้องเรียนกลางแจ้งสำหรับเด็กทั้งตำบล
สำหรับคนรักการพาเด็กออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน ทุ่งน้ำหลากท่าเรือ–ปากพลีคือ สนามเรียนธรรมชาติระดับเวิลด์คลาส ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แถมยังมาพร้อมเรื่องราวการอนุรักษ์สุดเข้มข้น
จากกิจกรรมค่ายเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ปลาซิวสมพงษ์และทุ่งน้ำหลากท่าเรือ–ปากพลี ทำให้ครูนอกตำราหลายคนเริ่มลุกขึ้นมาปรับการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่
กนกกาญจน์ สมหวัง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดลำบัวลอย และ จักรี สอนนุช ครูจากโรงเรียนวัดเกาะกา เห็นตรงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ ทุ่งน้ำหลากต้องเข้าไปอยู่ใน “หลักสูตรท้องถิ่น” ของเด็กตำบลท่าเรือ
แนวทางการออกแบบการเรียนรู้มีทั้ง
การสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับทุ่งน้ำหลาก วิถีชุมชน และการอนุรักษ์ ลงในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
การกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ให้เหมาะสมตามแต่ละระดับชั้น
การทำวิชาท้องถิ่นแบบเฉพาะทาง ในลักษณะ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ให้นักเรียนไปค้นคว้าจากผู้ปกครองและคนในชุมชน
เด็กจึงไม่ได้เรียนรู้แค่จากหนังสือ แต่ได้
ลงพื้นที่จริงในทุ่งน้ำหลากท่าเรือ–ปากพลี
เดินสำรวจทุ่งนกเหยี่ยว
ฟังเรื่องเล่าจากคนในชุมชน
สัมผัสปลาซิวสมพงษ์ และระบบนิเวศทั้งชุดด้วยตัวเอง
นี่คือการเรียนรู้แบบที่ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดลำบัวลอยเชื่อว่า “การเรียนรู้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในห้องเรียน” และทุ่งน้ำหลากคือห้องเรียนกลางธรรมชาติที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับเด็ก ๆ ในตำบลนี้
3 ปีที่เปลี่ยนปลาตัวจิ๋ว ให้กลายเป็นหัวใจของทั้งชุมชน
ตลอดระยะเวลาโครงการทั้งสองระยะ รวมประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา การทำงานอนุรักษ์ปลาซิวสมพงษ์ในทุ่งน้ำหลากลุ่มน้ำบางปะกง ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน
ด้านพื้นที่และกฎหมาย มีการ
ประกาศพื้นที่คุ้มครองบริเวณสระน้ำวัดลำบัวลอย
ประกาศพื้นที่ทุ่งใหญ่สาธารณประโยชน์ ตำบลท่าเรือ เป็นพื้นที่สำคัญต่อการอนุรักษ์
ติดตั้งป้ายประกาศขอความร่วมมืองดใช้เครื่องมือจับปลาขนาดเล็ก (ปลาสวยงาม)
จัดทำเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่สำคัญ
ด้านการสื่อสารและสร้างการรับรู้ มีการผลิตสื่อสารพลังสูงในหลายรูปแบบ เช่น
หนังสือว่าด้วยคุณค่าทุ่งน้ำหลากท่าเรือ–ปากพลี
หนังสือการ์ตูนเล่าเรื่องทุ่งน้ำหลากปากพลี
สมุดปกขาวว่าด้วยการอนุรักษ์ปลาซิวสมพงษ์และทุ่งปากพลี
โรลอัปแนะนำปลาชนิดสำคัญและสัตว์น้ำที่เป็นอาหารประจำทุ่งท่าเรือ–ปากพลี
ทั้งหมดนี้ช่วยให้ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และสังคมวงกว้าง เข้าใจคุณค่าของทุ่งน้ำหลากและปลาซิวสมพงษ์มากขึ้น ไม่ได้มองเห็นแค่เป็นปลาเล็ก ๆ ในทุ่งนาอีกต่อไป
ที่สำคัญที่สุดคือ การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนได้แตกแขนงออกไปเป็นงานต่อยอดอีกมากมาย เช่น
การจัดทำมาตรการคุ้มครองพื้นที่
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเชิงวัฒนธรรม
การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวและรูปแบบนาข้าวขึ้นน้ำ
การหาทางแก้ปัญหาการเผาตอซังข้าว
การเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงปลาซิวสมพงษ์ในระบบควบคุม
การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียน
ทั้งหมดนี้เกิดจากการร่วมมือของ
ผู้นำชุมชน
โรงเรียนในพื้นที่
หน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
นักวิชาการ
องค์กรภาคประชาสังคม
เพื่อช่วยกันดูแล เพื่อนตัวจิ๋วในทุ่งน้ำหลาก และถิ่นอาศัยที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งมีคุณค่าระดับโลก
ไอเดียชวนพาเด็กไปเรียนรู้ที่ทุ่งน้ำหลากท่าเรือ–ปากพลี
ถ้าคุณกำลังมองหา ที่เที่ยวสำหรับเด็ก ที่ได้ทั้งความสนุกและความรู้ ทุ่งน้ำหลากท่าเรือ–ปากพลี คือคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม
ไอเดียกิจกรรมที่ทำได้ร่วมกับเด็ก ๆ เช่น
เดินสำรวจดูทุ่งนาขึ้นน้ำ และเล่าให้ฟังว่าทำไมที่นี่จึงเป็นบ้านของปลาซิวสมพงษ์
ชวนสังเกตนกและสัตว์น้ำท้องถิ่น ให้เดาและจดบันทึกความหลากหลายที่พบ
ให้เด็กลองวาดรูป “บ้านของปลาซิวสมพงษ์ในจินตนาการ” แล้วเปรียบเทียบกับของจริงในพื้นที่
คุยกับชาวบ้านหรือเกษตรกรในพื้นที่ ให้เด็กได้ฟังเรื่องเล่าจากคนที่อยู่กับทุ่งน้ำหลากมาทั้งชีวิต
ประสบการณ์แบบนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ
เข้าใจว่าการอนุรักษ์ไม่ใช่แค่คำในหนังสือ แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนจริง ๆ
รู้สึกผูกพันกับธรรมชาติ และอยากลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ยังเล็ก
ปลาซิวสมพงษ์อาจตัวเล็ก แต่เรื่องราวของมันใหญ่พอจะเปลี่ยนวิธีที่เด็กคนหนึ่งมองโลกทั้งใบได้เลย

