รับแอปรับแอป

เปิดศึกธุรกิจร้านอาหาร–คาเฟ่ปี 2568 โตแผ่วแต่แข่งเดือด! ใครรอด…ใครร่วง?

พงศกร นาคทอง01-31

ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร–เครื่องดื่มไทยปี 2568

ธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคปีละราว 6 แสนล้านบาท และสร้างงานให้คนไทยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน

ปัจจุบันมีร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มรวมกันราว 7 แสนร้าน ตั้งแต่เชนใหญ่รายได้ระดับหมื่นล้านต่อปี ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเล็กที่ทำรายได้หลักแสนต่อปี พร้อมด้วยเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องยาวตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ไปจนถึงค้าส่ง–ค้าปลีก

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง มูลค่าตลาดรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มคาดอยู่ที่ 646,000 ล้านบาท ขยายตัวเพียง 2.8% และต่ำกว่าประมาณการเดิมที่เคยคาดว่าจะโต 4.6% มูลค่า 657,000 ล้านบาท

ทำไมยอดโตช้าลง? 2 ปัจจัยหลักต้องจับตา

1. เศรษฐกิจโตช้า กำลังซื้อถูกกดดัน

เศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลต่อทั้งการมีงานทำและกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งสะเทือนไปถึงค่าใช้จ่ายในการทานอาหารนอกบ้านและการจับจ่ายในร้านเครื่องดื่ม

2. นักท่องเที่ยวต่างชาติสะดุด เสี่ยงทั้งปีไม่โต

ในช่วงต้นปี 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณไม่ดี ข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม – 11 พฤษภาคม 2568 ระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย หดตัว 1% (YoY) อยู่ที่ราว 9 ล้านคน และมีแนวโน้มชะลอต่อเนื่อง

ฝั่งคนไทยเที่ยวในประเทศแม้ยังขยายตัว แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจทำให้หลายกลุ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านอาหารนอกบ้าน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มก็ยังได้แรงหนุนจาก

  • ไลฟ์สไตล์คนไทยที่คุ้นกับการทานนอกบ้านและสั่งอาหารมาทานที่บ้าน

  • แบรนด์ใหม่ๆ ทั้งอาหารและเครื่องดื่มที่ทยอยเข้าตลาด

  • การขยายสาขาจากผู้ประกอบการเดิม

  • โปรโมชั่นร่วมกับแพลตฟอร์ม Food Delivery เพื่อเปิดช่องทางรายได้ใหม่และกระตุ้นยอดขาย

เทรนด์การลงทุน: ญี่ปุ่น–เกาหลี–เอเชียยังมาแรง

ในปี 2568 ทั้งรายใหญ่ รายเล็ก และผู้เล่นหน้าใหม่ยังสนใจลงทุนในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ร้านอาหารเอเชีย และ อาหารญี่ปุ่น ในเซ็กเมนต์พรีเมียมที่ยังดึงดูดผู้ประกอบการได้ดี

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่าในช่วง 3 เดือนแรกปี 2568 มีธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 973 ราย แม้จะลดลง 11.0% (YoY) แต่ก็ยังติดกลุ่มธุรกิจยอดนิยมที่มีการเปิดใหม่สูงติดอันดับต้นๆ ทุกปี

คาดว่าทั้งประเทศจะมีร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 6.9 แสนร้าน และยังไม่รวม

  • ร้านรถเข็นริมทางไม่มีหน้าร้านถาวร

  • ฟู้ดทรัค

  • Ghost Kitchen ที่ไม่มีหน้าร้านแต่มีจำนวนมากในตลาด

กรุงเทพฯ ยังเป็นสนามหลักของนักลงทุน

การลงทุนส่วนใหญ่ยังไหลเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นทำเลศักยภาพหลัก ข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai ชี้ว่า ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 กรุงเทพฯ มีร้านอาหารเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 4.8% เทียบกับสิ้นปี 2567

พื้นที่ที่มีร้านอาหารและเครื่องดื่มกระจุกตัวสูง ได้แก่

  • เขตจตุจักร

  • เขตปทุมวัน

  • เขตประเวศ

  • เขตพระนคร

  • เขตลาดกระบัง

ต่างจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เช่น

  • ชลบุรี

  • เชียงใหม่

  • สุราษฎร์ธานี

พื้นที่เหล่านี้ได้แรงหนุนจากทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้ามาต่อเนื่อง

แข่งดุ–ปิดร้านก็เยอะ เปิดใหม่ก็แยะ

แม้หลายคนยังอยากเข้ามาลุย แต่ภาวะการแข่งขันในธุรกิจนี้ถือว่า ร้อนแรงมาก ผู้เล่นจำนวนมากและเทรนด์ร้านใหม่ๆ ที่เปลี่ยนเร็ว ทำให้โมเดลธุรกิจต้องถูกปรับอยู่ตลอดเวลา

ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้อง

  • สร้างแบรนด์ใหม่

  • รีแบรนด์ร้านเดิมให้ภาพลักษณ์ทันสมัยขึ้น

ในขณะเดียวกันก็มีร้านที่ต้องปิดตัวหรือปิดสาขาที่แข่งขันไม่ไหวจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

3 เทรนด์การลงทุนร้านอาหาร–เครื่องดื่มที่ต้องรู้

1. Contemporary Casual – ร้านเท่ ๆ ที่ตอบโจทย์ Gen Z

ร้านอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Casual) กำลังมาแรง โดยเน้น

  • การออกแบบร้านแนวมินิมอล

  • การสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์

  • เมนูใหม่ๆ ที่ครีเอตจากวัตถุดิบท้องถิ่น

  • ระดับราคาหลากหลาย เข้าถึงได้

ผู้เล่นส่วนใหญ่ในเซ็กเมนต์นี้คือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Young Entrepreneur) โดยมีลูกค้าหลักเป็นกลุ่ม Gen Z ที่พร้อมลองของใหม่และชอบแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย

2. แบรนด์ต่างชาติบุกหนัก: ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ มาเต็ม

ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ต่างประเทศ รวมถึงร้านเบเกอรี่ กำลังเข้ามาทำตลาดไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะมาจาก

  • ญี่ปุ่น

  • จีน

  • เกาหลีใต้

  • ออสเตรเลีย

รูปแบบการเข้ามา มีทั้ง

  • การร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทย

  • การซื้อแฟรนไชส์เข้ามาบริหารเอง

ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ทุนต่างชาติยังให้ความสนใจธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง เฉพาะไตรมาสแรกปี 2568 มูลค่าทุนจดทะเบียนในธุรกิจร้านอาหารจากต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 542 ล้านบาท จากยอดสะสม ณ สิ้นปี 2567

3. Premium Casual – จับกลุ่มกำลังซื้อสูง

ร้านอาหารระดับกลาง–บน (Premium Casual) เป็นอีกกลุ่มที่เติบโต โดยตั้งเป้าลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ค่าอาหารต่อจานเฉลี่ยราว 500 บาทขึ้นไป

จุดเด่นของเซ็กเมนต์นี้คือ

  • วัตถุดิบคุณภาพ

  • เทคนิคการทำอาหารที่มีความสร้างสรรค์

  • เมนูใหม่ แปลก และมีคาแรกเตอร์

กลุ่มลูกค้าหลัก คือ ครอบครัวและวัยทำงานที่ต้องการประสบการณ์การรับประทานอาหารคุณภาพสูง โดยเฉพาะ ร้านอาหารญี่ปุ่น เซ็กเมนต์พรีเมียมที่เปิดตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มองลึก: แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารแยกตามประเภท

มูลค่าตลาดร้านอาหารปี 2568 (รวมร้าน Full Service, Limited Service และ Street Food ที่มีหน้าร้าน) คาดว่าจะอยู่ที่ราว 562,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 3.0% จากปี 2567

ร้าน Full Service – กระทบก่อนใครเมื่อเศรษฐกิจแกว่ง

ร้านอาหารที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full Service Restaurants) คาดว่าจะ

  • เติบโตเพียง 1% จากปี 2567

  • มีมูลค่าราว 209,000 ล้านบาท

กลุ่มนี้คือเซ็กเมนต์ที่มักโดนผลกระทบจากเศรษฐกิจเป็นกลุ่มแรก เพราะผู้บริโภคจะเริ่ม ลดความถี่ หรือ ลดงบ ในการทานอาหารนอกบ้าน

อย่างไรก็ตาม ร้านบุฟเฟต์ยังได้รับความนิยมเพราะผู้บริโภคมองเรื่อง ความคุ้มค่า ขณะเดียวกันร้านอาหารแบบอะลาคาร์ทในสไตล์ Contemporary Casual Dining เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น เกาหลี และไทยแนวไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ก็ยังเติบโตตามเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ร้าน Limited Service – โตแรงตามสาขาใหม่และโปรโมชัน

สำหรับ ร้านอาหารที่ให้บริการจำกัด (Limited Service Restaurants) คาดว่าจะ

  • เติบโตประมาณ 7% จากปี 2567

  • มีมูลค่าราว 92,000 ล้านบาท

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก

  • การขยายสาขาของเชนใหญ่ เช่น กลุ่มไก่ทอด พิซซ่า

  • ร้าน Full Service หลายแบรนด์หันมาปรับโมเดลสู่ Quick Service มากขึ้น

  • แคมเปญโปรโมชันต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย

Street Food – ตัวจริงเรื่องคุ้มค่าและเข้าถึงง่าย

กลุ่ม ร้านอาหารข้างทาง (Street Food) ที่มีหน้าร้าน คาดว่าจะ

  • เติบโตราว 7% จากปี 2567

  • มีมูลค่าประมาณ 261,000 ล้านบาท

จุดแข็งของ Street Food คือ

  • เป็นร้านต้นตำรับ เปิดมานาน มีเอกลักษณ์ชัดเจน

  • เมนูพื้นฐาน เข้าถึงง่าย ราคาย่อมเยา

  • ได้รับความนิยมทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

การทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียช่วยดึงกระแสนิยมของร้านกลุ่มนี้ได้ดี ทำให้ยังมีโอกาสเติบโตมากกว่าหลายเซ็กเมนต์

แนวโน้มธุรกิจร้านเครื่องดื่ม–คาเฟ่ และเบเกอรี่

ในปี 2568 มูลค่าตลาด ร้านเครื่องดื่ม (รวมเบเกอรี่และไอศกรีม) คาดว่าจะอยู่ที่ราว 84,200 ล้านบาท เติบโตประมาณ 1.9% จากปี 2567

การขยายตัวมาจาก

  • การเปิดสาขาใหม่ของเชนใหญ่

  • ผู้ประกอบการรายเล็ก (บุคคล) ยังทยอยเปิดร้านใหม่

  • แฟรนไชส์ร้านเครื่องดื่มจากต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ เครื่องดื่มและเบเกอรี่สูตรใหม่ๆ จากต่างประเทศยังช่วยกระตุ้นดีมานด์ โดยเฉพาะกลุ่ม เครื่องดื่มสุขภาพระดับพรีเมียม ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

2 ด่านหินที่ผู้ประกอบการต้องเจอ: ต้นทุน–พฤติกรรมผู้บริโภค

ต้นทุนพุ่งรอบด้าน กดดันกำไร

ในปี 2568 ต้นทุนของธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้นในหลายด้าน เช่น

  • ค่าแรง คิดเป็นราว 15% ของต้นทุนรวม

  • ค่าสาธารณูปโภค + ค่าเช่า รวมกันมากกว่า 20% ของต้นทุน

  • ต้นทุนวัตถุดิบอาหาร ประมาณ 35% ของต้นทุนทั้งหมด และยังมีความผันผวนสูง

สาเหตุที่ทำให้ราคาวัตถุดิบขึ้น เช่น

  • ต้นทุนการผลิตเพิ่ม

  • สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน ทำให้ผลผลิตลดลง

  • นโยบายภาษีจากสงครามการค้า ทำให้ราคาสินค้าบางประเภทสูงขึ้น

ตัวอย่างวัตถุดิบที่ราคาปรับเพิ่มในประเทศ ได้แก่

  • ไข่ไก่

  • เนื้อหมูสด

ส่วนวัตถุดิบที่ต้องนำเข้า เช่น

  • นมผง

  • เนย

  • ชีส

  • แป้งสาลี

  • โกโก้

  • เมล็ดกาแฟ

แม้ราคาบางตัวจะอ่อนลงจากช่วงต้นปี 2568 แต่ยังอยู่ในระดับที่ ผันผวนสูง ทำให้กลุ่ม ร้านเครื่องดื่ม ร้านเบเกอรี่ และร้านอาหารตะวันตก ถูกกระทบค่อนข้างมาก

ผู้บริโภคยุคใหม่: ชอบลองของใหม่ ไม่ผูกกับแบรนด์เดิม

พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้มีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้น และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม

วันนี้มาตรฐานความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่มักประกอบด้วย “ความแปลกใหม่ + ประสบการณ์ + คุณภาพ + สุขภาพ + ราคาสมเหตุสมผล”

  • ลูกค้าไม่ยึดติดแบรนด์เดิมเหมือนในอดีต

  • ความภักดีต่อแบรนด์ต่ำ เปลี่ยนตามกระแสโซเชียลอย่างรวดเร็ว

  • เทรนด์เมนู–เทรนด์ร้านเปลี่ยนถี่ ผู้เล่นต้องปรับตัวทัน

ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้อง

  • ปรับรูปแบบธุรกิจและเมนูได้อย่างรวดเร็ว

  • บริหารต้นทุนควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า

  • รักษากำไรให้สม่ำเสมอท่ามกลางการแข่งขันที่เข้าถึงง่ายแต่โหดขึ้นเรื่อยๆ

สรุป: ปี 2568 ไม่ใช่ปีง่าย แต่ยังมีโอกาสสำหรับคนที่ปรับตัวไว

แม้ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มในปี 2568 จะไม่หวือหวา แต่โอกาสยังมีสำหรับผู้เล่นที่เข้าใจเกมการแข่งขันใหม่

  • ใครที่อ่านขาดทั้ง เทรนด์ผู้บริโภค, ทำเล, ต้นทุน, และ ประสบการณ์ลูกค้า ยังมีพื้นที่ให้เติบโต

  • ในขณะที่ใครไม่รีบปรับตัว ทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติที่กำลังรุกหนัก อาจกลายเป็นคู่แข่งที่แรงเกินจะรับไหว

ในสนามที่เปิดกว้างแต่เต็มไปด้วยผู้เล่นแบบนี้ การรอดไม่ใช่แค่ขายดี แต่ต้องมีกำไรและยืนระยะให้ได้ยาวๆ ด้วย