ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร–เครื่องดื่มไทยปี 2568
ธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคปีละราว 6 แสนล้านบาท และสร้างงานให้คนไทยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน
ปัจจุบันมีร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มรวมกันราว 7 แสนร้าน ตั้งแต่เชนใหญ่รายได้ระดับหมื่นล้านต่อปี ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเล็กที่ทำรายได้หลักแสนต่อปี พร้อมด้วยเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องยาวตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ไปจนถึงค้าส่ง–ค้าปลีก
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง มูลค่าตลาดรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มคาดอยู่ที่ 646,000 ล้านบาท ขยายตัวเพียง 2.8% และต่ำกว่าประมาณการเดิมที่เคยคาดว่าจะโต 4.6% มูลค่า 657,000 ล้านบาท
ทำไมยอดโตช้าลง? 2 ปัจจัยหลักต้องจับตา
1. เศรษฐกิจโตช้า กำลังซื้อถูกกดดัน
เศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลต่อทั้งการมีงานทำและกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งสะเทือนไปถึงค่าใช้จ่ายในการทานอาหารนอกบ้านและการจับจ่ายในร้านเครื่องดื่ม
2. นักท่องเที่ยวต่างชาติสะดุด เสี่ยงทั้งปีไม่โต
ในช่วงต้นปี 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณไม่ดี ข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม – 11 พฤษภาคม 2568 ระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย หดตัว 1% (YoY) อยู่ที่ราว 9 ล้านคน และมีแนวโน้มชะลอต่อเนื่อง
ฝั่งคนไทยเที่ยวในประเทศแม้ยังขยายตัว แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจทำให้หลายกลุ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านอาหารนอกบ้าน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มก็ยังได้แรงหนุนจาก
ไลฟ์สไตล์คนไทยที่คุ้นกับการทานนอกบ้านและสั่งอาหารมาทานที่บ้าน
แบรนด์ใหม่ๆ ทั้งอาหารและเครื่องดื่มที่ทยอยเข้าตลาด
การขยายสาขาจากผู้ประกอบการเดิม
โปรโมชั่นร่วมกับแพลตฟอร์ม Food Delivery เพื่อเปิดช่องทางรายได้ใหม่และกระตุ้นยอดขาย
เทรนด์การลงทุน: ญี่ปุ่น–เกาหลี–เอเชียยังมาแรง
ในปี 2568 ทั้งรายใหญ่ รายเล็ก และผู้เล่นหน้าใหม่ยังสนใจลงทุนในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ร้านอาหารเอเชีย และ อาหารญี่ปุ่น ในเซ็กเมนต์พรีเมียมที่ยังดึงดูดผู้ประกอบการได้ดี
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่าในช่วง 3 เดือนแรกปี 2568 มีธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 973 ราย แม้จะลดลง 11.0% (YoY) แต่ก็ยังติดกลุ่มธุรกิจยอดนิยมที่มีการเปิดใหม่สูงติดอันดับต้นๆ ทุกปี
คาดว่าทั้งประเทศจะมีร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 6.9 แสนร้าน และยังไม่รวม
ร้านรถเข็นริมทางไม่มีหน้าร้านถาวร
ฟู้ดทรัค
Ghost Kitchen ที่ไม่มีหน้าร้านแต่มีจำนวนมากในตลาด
กรุงเทพฯ ยังเป็นสนามหลักของนักลงทุน
การลงทุนส่วนใหญ่ยังไหลเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นทำเลศักยภาพหลัก ข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai ชี้ว่า ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 กรุงเทพฯ มีร้านอาหารเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 4.8% เทียบกับสิ้นปี 2567
พื้นที่ที่มีร้านอาหารและเครื่องดื่มกระจุกตัวสูง ได้แก่
เขตจตุจักร
เขตปทุมวัน
เขตประเวศ
เขตพระนคร
เขตลาดกระบัง
ต่างจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เช่น
ชลบุรี
เชียงใหม่
สุราษฎร์ธานี
พื้นที่เหล่านี้ได้แรงหนุนจากทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้ามาต่อเนื่อง
แข่งดุ–ปิดร้านก็เยอะ เปิดใหม่ก็แยะ
แม้หลายคนยังอยากเข้ามาลุย แต่ภาวะการแข่งขันในธุรกิจนี้ถือว่า ร้อนแรงมาก ผู้เล่นจำนวนมากและเทรนด์ร้านใหม่ๆ ที่เปลี่ยนเร็ว ทำให้โมเดลธุรกิจต้องถูกปรับอยู่ตลอดเวลา
ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้อง
สร้างแบรนด์ใหม่
รีแบรนด์ร้านเดิมให้ภาพลักษณ์ทันสมัยขึ้น
ในขณะเดียวกันก็มีร้านที่ต้องปิดตัวหรือปิดสาขาที่แข่งขันไม่ไหวจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
3 เทรนด์การลงทุนร้านอาหาร–เครื่องดื่มที่ต้องรู้
1. Contemporary Casual – ร้านเท่ ๆ ที่ตอบโจทย์ Gen Z
ร้านอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Casual) กำลังมาแรง โดยเน้น
การออกแบบร้านแนวมินิมอล
การสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์
เมนูใหม่ๆ ที่ครีเอตจากวัตถุดิบท้องถิ่น
ระดับราคาหลากหลาย เข้าถึงได้
ผู้เล่นส่วนใหญ่ในเซ็กเมนต์นี้คือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Young Entrepreneur) โดยมีลูกค้าหลักเป็นกลุ่ม Gen Z ที่พร้อมลองของใหม่และชอบแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย
2. แบรนด์ต่างชาติบุกหนัก: ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ มาเต็ม
ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ต่างประเทศ รวมถึงร้านเบเกอรี่ กำลังเข้ามาทำตลาดไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะมาจาก
ญี่ปุ่น
จีน
เกาหลีใต้
ออสเตรเลีย
รูปแบบการเข้ามา มีทั้ง
การร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทย
การซื้อแฟรนไชส์เข้ามาบริหารเอง
ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ทุนต่างชาติยังให้ความสนใจธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง เฉพาะไตรมาสแรกปี 2568 มูลค่าทุนจดทะเบียนในธุรกิจร้านอาหารจากต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 542 ล้านบาท จากยอดสะสม ณ สิ้นปี 2567
3. Premium Casual – จับกลุ่มกำลังซื้อสูง
ร้านอาหารระดับกลาง–บน (Premium Casual) เป็นอีกกลุ่มที่เติบโต โดยตั้งเป้าลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ค่าอาหารต่อจานเฉลี่ยราว 500 บาทขึ้นไป
จุดเด่นของเซ็กเมนต์นี้คือ
วัตถุดิบคุณภาพ
เทคนิคการทำอาหารที่มีความสร้างสรรค์
เมนูใหม่ แปลก และมีคาแรกเตอร์
กลุ่มลูกค้าหลัก คือ ครอบครัวและวัยทำงานที่ต้องการประสบการณ์การรับประทานอาหารคุณภาพสูง โดยเฉพาะ ร้านอาหารญี่ปุ่น เซ็กเมนต์พรีเมียมที่เปิดตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
มองลึก: แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารแยกตามประเภท
มูลค่าตลาดร้านอาหารปี 2568 (รวมร้าน Full Service, Limited Service และ Street Food ที่มีหน้าร้าน) คาดว่าจะอยู่ที่ราว 562,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 3.0% จากปี 2567
ร้าน Full Service – กระทบก่อนใครเมื่อเศรษฐกิจแกว่ง
ร้านอาหารที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full Service Restaurants) คาดว่าจะ
เติบโตเพียง 1% จากปี 2567
มีมูลค่าราว 209,000 ล้านบาท
กลุ่มนี้คือเซ็กเมนต์ที่มักโดนผลกระทบจากเศรษฐกิจเป็นกลุ่มแรก เพราะผู้บริโภคจะเริ่ม ลดความถี่ หรือ ลดงบ ในการทานอาหารนอกบ้าน
อย่างไรก็ตาม ร้านบุฟเฟต์ยังได้รับความนิยมเพราะผู้บริโภคมองเรื่อง ความคุ้มค่า ขณะเดียวกันร้านอาหารแบบอะลาคาร์ทในสไตล์ Contemporary Casual Dining เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น เกาหลี และไทยแนวไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ก็ยังเติบโตตามเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ร้าน Limited Service – โตแรงตามสาขาใหม่และโปรโมชัน
สำหรับ ร้านอาหารที่ให้บริการจำกัด (Limited Service Restaurants) คาดว่าจะ
เติบโตประมาณ 7% จากปี 2567
มีมูลค่าราว 92,000 ล้านบาท
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก
การขยายสาขาของเชนใหญ่ เช่น กลุ่มไก่ทอด พิซซ่า
ร้าน Full Service หลายแบรนด์หันมาปรับโมเดลสู่ Quick Service มากขึ้น
แคมเปญโปรโมชันต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย
Street Food – ตัวจริงเรื่องคุ้มค่าและเข้าถึงง่าย
กลุ่ม ร้านอาหารข้างทาง (Street Food) ที่มีหน้าร้าน คาดว่าจะ
เติบโตราว 7% จากปี 2567
มีมูลค่าประมาณ 261,000 ล้านบาท
จุดแข็งของ Street Food คือ
เป็นร้านต้นตำรับ เปิดมานาน มีเอกลักษณ์ชัดเจน
เมนูพื้นฐาน เข้าถึงง่าย ราคาย่อมเยา
ได้รับความนิยมทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
การทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียช่วยดึงกระแสนิยมของร้านกลุ่มนี้ได้ดี ทำให้ยังมีโอกาสเติบโตมากกว่าหลายเซ็กเมนต์
แนวโน้มธุรกิจร้านเครื่องดื่ม–คาเฟ่ และเบเกอรี่
ในปี 2568 มูลค่าตลาด ร้านเครื่องดื่ม (รวมเบเกอรี่และไอศกรีม) คาดว่าจะอยู่ที่ราว 84,200 ล้านบาท เติบโตประมาณ 1.9% จากปี 2567
การขยายตัวมาจาก
การเปิดสาขาใหม่ของเชนใหญ่
ผู้ประกอบการรายเล็ก (บุคคล) ยังทยอยเปิดร้านใหม่
แฟรนไชส์ร้านเครื่องดื่มจากต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ เครื่องดื่มและเบเกอรี่สูตรใหม่ๆ จากต่างประเทศยังช่วยกระตุ้นดีมานด์ โดยเฉพาะกลุ่ม เครื่องดื่มสุขภาพระดับพรีเมียม ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
2 ด่านหินที่ผู้ประกอบการต้องเจอ: ต้นทุน–พฤติกรรมผู้บริโภค
ต้นทุนพุ่งรอบด้าน กดดันกำไร
ในปี 2568 ต้นทุนของธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้นในหลายด้าน เช่น
ค่าแรง คิดเป็นราว 15% ของต้นทุนรวม
ค่าสาธารณูปโภค + ค่าเช่า รวมกันมากกว่า 20% ของต้นทุน
ต้นทุนวัตถุดิบอาหาร ประมาณ 35% ของต้นทุนทั้งหมด และยังมีความผันผวนสูง
สาเหตุที่ทำให้ราคาวัตถุดิบขึ้น เช่น
ต้นทุนการผลิตเพิ่ม
สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน ทำให้ผลผลิตลดลง
นโยบายภาษีจากสงครามการค้า ทำให้ราคาสินค้าบางประเภทสูงขึ้น
ตัวอย่างวัตถุดิบที่ราคาปรับเพิ่มในประเทศ ได้แก่
ไข่ไก่
เนื้อหมูสด
ส่วนวัตถุดิบที่ต้องนำเข้า เช่น
นมผง
เนย
ชีส
แป้งสาลี
โกโก้
เมล็ดกาแฟ
แม้ราคาบางตัวจะอ่อนลงจากช่วงต้นปี 2568 แต่ยังอยู่ในระดับที่ ผันผวนสูง ทำให้กลุ่ม ร้านเครื่องดื่ม ร้านเบเกอรี่ และร้านอาหารตะวันตก ถูกกระทบค่อนข้างมาก
ผู้บริโภคยุคใหม่: ชอบลองของใหม่ ไม่ผูกกับแบรนด์เดิม
พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้มีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้น และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม
วันนี้มาตรฐานความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่มักประกอบด้วย “ความแปลกใหม่ + ประสบการณ์ + คุณภาพ + สุขภาพ + ราคาสมเหตุสมผล”
ลูกค้าไม่ยึดติดแบรนด์เดิมเหมือนในอดีต
ความภักดีต่อแบรนด์ต่ำ เปลี่ยนตามกระแสโซเชียลอย่างรวดเร็ว
เทรนด์เมนู–เทรนด์ร้านเปลี่ยนถี่ ผู้เล่นต้องปรับตัวทัน
ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้อง
ปรับรูปแบบธุรกิจและเมนูได้อย่างรวดเร็ว
บริหารต้นทุนควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า
รักษากำไรให้สม่ำเสมอท่ามกลางการแข่งขันที่เข้าถึงง่ายแต่โหดขึ้นเรื่อยๆ
สรุป: ปี 2568 ไม่ใช่ปีง่าย แต่ยังมีโอกาสสำหรับคนที่ปรับตัวไว
แม้ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มในปี 2568 จะไม่หวือหวา แต่โอกาสยังมีสำหรับผู้เล่นที่เข้าใจเกมการแข่งขันใหม่
ใครที่อ่านขาดทั้ง เทรนด์ผู้บริโภค, ทำเล, ต้นทุน, และ ประสบการณ์ลูกค้า ยังมีพื้นที่ให้เติบโต
ในขณะที่ใครไม่รีบปรับตัว ทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติที่กำลังรุกหนัก อาจกลายเป็นคู่แข่งที่แรงเกินจะรับไหว
ในสนามที่เปิดกว้างแต่เต็มไปด้วยผู้เล่นแบบนี้ การรอดไม่ใช่แค่ขายดี แต่ต้องมีกำไรและยืนระยะให้ได้ยาวๆ ด้วย

