ถ้ากด Refresh 5 วินาที แทนงาน 2 ชั่วโมงได้ คุณจะลองไหม?
Power Query คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณลดเวลางาน Routine ได้แบบดุเดือด ถึงระดับแทบไม่ต้องทำเอง
จากงานเดิมที่ต้องนั่งงมทุกเดือนเป็นชั่วโมงๆ พอเอา Power Query มาช่วย กลายเป็นแค่กดปุ่ม Refresh ครั้งเดียวแล้วเดินไปชงกาแฟต่อได้เลย
สำหรับคนที่ต้องทำงาน Excel ซ้ำๆ เหมือนเดิมทุกสิ้นเดือน ทุกสัปดาห์ หรือทุกครั้งที่มีไฟล์ใหม่หล่นมาบนโต๊ะ Power Query ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมืออีกตัว แต่มันคือ “ตัวเปลี่ยนชีวิตการทำงาน” ได้จริงๆ
Power Query คืออะไรกันแน่?
Power Query คือเครื่องมือสำหรับดึง-แปลง-โหลดข้อมูล (ETL: Extract – Transform – Load) ที่อยู่ในตัว Excel และ Power BI อยู่แล้ว ไม่ต้องลงอะไรเพิ่มในเวอร์ชันใหม่ๆ
แนวคิดคือ เราออกแบบขั้นตอน “จัดการและทำความสะอาดข้อมูล” แค่ครั้งเดียว เช่น
ลบหัวตารางซ้ำ
รวมหลายไฟล์เข้าด้วยกัน
ลบแถวว่าง
แปลงโครงสร้างข้อมูลให้อยู่ในรูปที่เอาไปทำต่อได้ง่าย
หลังจากนั้นทุกครั้งที่มีข้อมูลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เราทำเพียงอย่างเดียวคือกด Refresh แล้วปล่อยให้ Power Query ทำงานแทนเราแบบอัตโนมัติ
ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกโหลดเป็น ข้อมูลค่าคงที่ใน Sheet หรือส่งเข้า Data Model
ไม่หน่วงเหมือนสูตรที่คำนวณรัวๆ
ไม่ต้องกลัว recalculation วุ่นวาย
อยากอัปเดตเมื่อไหร่ก็แค่ Refresh ทีเดียว
สรุป: ได้ทั้งความเร็ว ความเสถียร และความยืดหยุ่นในชุดเดียว
ทำไมผมถึงเชียร์ Power Query หนักมาก?
1) งาน Routine ที่เคยกินเวลา 1–2 ชั่วโมง เหลือ 5 วินาที
ลองนึกภาพงานประจำสิ้นเดือนที่หลายคนต้องเจอ:
โหลดไฟล์ข้อมูลออกจากระบบ
ก๊อปชีตไปไฟล์ใหม่
ลบหัวตารางซ้ำออก
รวมหลายไฟล์เข้าด้วยกัน
แก้ข้อมูลที่ผิดรูปแบบ
ลบแถวว่างที่เกะกะ
ทำวนๆ แบบนี้ 1–2 ชั่วโมงทุกเดือน เหนื่อยกาย แถมเหนื่อยใจ เพราะเป็นงานที่แทบไม่ได้ใช้สมอง แต่ก็ต้องรับกรรมทำต่อไป
พอใช้ Power Query แทน รูปแบบการทำงานเปลี่ยนเป็น:
กำหนด Step การจัดการข้อมูลไว้ครั้งเดียว
รอบถัดไปแค่โยนไฟล์ลงโฟลเดอร์เดิม
กด Refresh
จบงานในประมาณ 5 วินาที
ประหยัดเวลาได้ประมาณ 99.9% จาก 120 นาที เหลือแค่ไม่กี่วินาทีจริงๆ
จากประสบการณ์ที่เจอในหลายองค์กร พอเอา Power Query ไปช่วยงาน Data Preparation มักจะลดเวลากันได้ประมาณ 70–95% แล้วแต่ความซับซ้อนของข้อมูล
ฟีเจอร์ที่ควรลองให้ได้
หนึ่งในท่ายอดนิยมที่โคตรมีประโยชน์คือ
Get Data > From Folder
แล้วตามด้วย Combine Files
แค่นี้ Power Query ก็สามารถ ดึงทุกไฟล์ในโฟลเดอร์มารวมเป็นชุดเดียวแบบอัตโนมัติ แถมยังมี “ไฟล์แม่แบบ” ให้เราแก้ขั้นตอน Transform เพิ่มได้ (Transform Sample File) ไม่มีการทำซ้ำด้วยมือให้เหนื่อย
2) เรียนครั้งเดียว แต่ใช้ได้ทั้ง Excel และ Power BI
โลกของ Data ทุกวันนี้หนีไม่พ้นสองชื่อใหญ่:
Excel (ที่ทุกออฟฟิศแทบจะต้องใช้)
Power BI (ตัวจบสำหรับงาน Dashboard / BI)
ข่าวดีคือ Power Query ใช้ได้ทั้งใน Excel และ Power BI และใช้ภาษาเดียวกัน
เรียนครั้งเดียว แต่เอาไปใช้ได้สองโลก
ถ้าภายหลังย้ายจาก Excel ไปใช้ Power BI จริงจัง ก็ไม่ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์
ที่เด็ดกว่านั้นคือ สามารถ Copy Query จาก Excel ไปแปะใน Power BI ได้เลย
ไม่ต้องสร้าง Query ใหม่ให้เสียเวลา
ไม่มีการทำงานซ้ำซ้อน
ลด Waste ในการ Deploy งาน Data
พูดให้เห็นภาพคือ เรียน Power Query รอบเดียว เหมือนคุณได้สกิลติดตัวไปสองจักรวาล
3) เป็นประตูสู่ Data Model และ DAX
หลายคนอยากไปให้ถึงงาน Data ระดับมืออาชีพ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน Power Query นี่แหละคือ “ประตูด่านแรก” ที่ดีมาก
เพราะเมื่อเราใช้ Power Query เตรียมข้อมูลเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปคือการโหลดเข้า Data Model ซึ่งจะทำให้เกมเปลี่ยนทันที
เมื่ออยู่ใน Data Model แล้ว คุณจะสามารถ:
สรุปข้อมูลจากหลายตารางพร้อมกัน แบบไม่ต้องใช้ VLOOKUP/XLOOKUP
คำนวณที่ซับซ้อนใน Pivot โดยไม่ต้องสร้างคอลัมน์เสริมรกรางชีต
เขียน DAX เพื่อทำ Measure สุดโหด เช่น
เทียบ YOY (Year-over-Year)
Actual vs Target
ฟังก์ชัน Time Intelligence ต่างๆ
Workflow แบบสายโปร Data จะหน้าตาประมาณนี้:
`Power Query (ทำความสะอาด) → Data Model (สร้างความสัมพันธ์) → DAX (คำนวณ) → Pivot/Visual (นำเสนอ)`
และทั้งหมดนี้ กลับมาจบที่ปุ่มเดียวเหมือนเดิม คือ Refresh
4) ไม่เขียนโค้ดก็ได้ แต่ถ้าอยากเขียนก็ยิ่งโหด
Power Query ถูกออกแบบให้คน สาย No Code ก็ใช้ได้สบาย แค่คลิกเมนู เลือกคำสั่งทีละ Step ก็ประกอบเป็น Pipeline การแปลงข้อมูลได้แล้ว
แต่ถ้าวันหนึ่งเจอเคสยากๆ เช่น
เงื่อนไขแปลกๆ ที่ UI ทำให้ไม่สะดวก
โครงสร้างข้อมูลพิสดาร เปลี่ยนตำแหน่งไปมา
ต้องการแปลงข้อมูลแบบที่เมนูปกติไม่มีให้
เราสามารถเปิดดูและแก้ M Code ได้ ซึ่งเป็นภาษาที่ Power Query ใช้เบื้องหลัง
M Code มีฟังก์ชันสำเร็จรูปให้ใช้มากกว่า 700 ฟังก์ชัน
จำนวนฟังก์ชันเยอะกว่าสูตร Excel แบบชัดเจน
ข้อดีคือ เราไม่ต้องเลือกขาดว่าจะเป็น “สายโค้ด” หรือ “สายไม่โค้ด”
เริ่มจาก No Code ก่อนก็ได้
ถ้าอยากอัปเกรด ไปเล่นระดับ Low Code ค่อยๆ เติม M Code เข้าไปภายหลังก็ยังทัน
5) เปลี่ยนวิธีคิด ให้เข้าใกล้สาย Data จริงๆ
พอเริ่มลงลึกใน Power Query และ M Code เราจะเริ่มคิดแบบ Pipeline มากขึ้น คือมองงานเป็นลำดับขั้นตอนที่ข้อมูลไหลผ่านทีละ Step
ลักษณะการคิดแบบนี้คล้ายกับที่ใช้ในเครื่องมือสาย Data ยอดฮิตอีกตัวอย่าง Pandas ใน Python
ผลที่ตามมาคือ:
ใครอยากต่อยอดไปสาย BI ก็ปรับตัวได้ง่ายขึ้น
ใครอยากไปต่อ Python ก็ไม่รู้สึกว่าโลกมันไกลเหมือนเมื่อก่อน
ตอนนี้ Excel เองยังมี Python in Excel เพิ่มเข้ามาอีก ทำให้จักรวาลของ Excel ยิ่งสนุกและน่าเล่นขึ้นไปใหญ่
พูดตรงๆ คือ โลกของ Excel ตอนนี้มันกว้างจนเล่นกันได้ทุกวันแบบไม่เบื่อ
Power Query vs เครื่องมืออื่น มันยืนตรงไหน?
ถ้ามองภาพใหญ่ Power Query จะเด่นมากในด้าน งานเตรียมข้อมูล (Data Preparation / ETL)
ถ้าเทียบกับสูตร Excel: สูตรเหมาะกับการคำนวณบนตารางที่จัดรูปมาแล้ว แต่พอข้อมูลเละๆ มาเป็นกอง Power Query จะจัดการได้สบายกว่า
ถ้าเทียบกับ VBA: VBA ยืดหยุ่นและทำ Automation ได้รอบด้าน แต่ต้องเขียนโค้ดเองทั้งหมด ในขณะที่ Power Query ใช้คลิกเป็นหลัก ถือว่าเป็น “ทางลัด” สำหรับคนที่อยาก Automate งานด้าน Data โดยไม่อินกับการเขียนโปรแกรมเต็มตัว
สรุปง่ายๆ: ถ้างานของคุณเกี่ยวกับ “การจัดการข้อมูลก่อนเอาไปวิเคราะห์” Power Query คือพระเอกตัวจริง
เหมาะกับใครบ้าง?
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งในกลุ่มนี้ Power Query ควรอยู่ในลิสต์สกิลที่ต้องเรียนแบบจริงจัง:
คนที่ทำงานกับไฟล์ข้อมูลซ้ำๆ ทุกเดือน
คนที่เบื่อกับการก็อป-วาง-ลบ-จัดตารางวนไป
คนที่อยากได้เครื่องมือที่ ทรงพลังแต่ไม่บังคับให้เขียนโค้ดตั้งแต่วันแรก
คนที่ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปสาย Data Model / DAX / Power BI ในอนาคต
Power Query ใช้ง่ายกว่าสูตร Excel ที่ซับซ้อนเยอะมาก
โดยเฉพาะสูตรอย่าง LET, LAMBDA ที่มือใหม่เห็นแล้วอาจหมดกำลังใจก่อนจะเขียนจบครบหนึ่งบรรทัด แต่ Power Query แก้ปัญหาแบบเดียวกันได้ด้วยวิธีที่ “เป็นมิตรต่อคนทั่วไป” กว่าเยอะ
FAQ: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Power Query
Power Query คืออะไร และต่างจาก VBA ยังไง?
Power Query: เป็นเครื่องมือสาย ETL เน้นดึงและแปลงข้อมูล ใช้งานผ่าน UI ได้แบบ No Code ออกแบบมาเพื่อ Data Preparation โดยเฉพาะ ใช้ได้ทั้งใน Excel และ Power BI
VBA: เป็นภาษาโปรแกรมสำหรับ Automation ทั่วไป ต้องเขียนโค้ดเองทั้งหมด เหมาะกับงานที่ต้องควบคุม Excel ในภาพรวม เช่น สั่งเปิดไฟล์ สร้างรายงานหลายชีต ส่งเมล ฯลฯ
สรุปคือ ถ้างานหลักคือการ “ทำความสะอาดและจัดรูปข้อมูล” Power Query จะเหมาะกว่าและเรียนง่ายกว่าเยอะ
Power Query ใช้ยากไหม ต้องเขียนโค้ดเป็นก่อนหรือเปล่า?
ไม่ยาก และไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดมาก่อน
ส่วนใหญ่ใช้แค่เมนูคลิก ลาก เลือกคำสั่งทีละขั้นตอน
เคสงานทั่วไปกว่า 80% สามารถทำได้โดยไม่ต้องแตะ M Code เลย
ถ้าอยากได้ความยืดหยุ่นเพิ่ม ค่อยค่อยเปิดดู M Code แล้วปรับแต่งภายหลังก็ได้
พูดอีกแบบคือ Power Query เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับคนที่อยาก Automate งานข้อมูล แต่ยังไม่อยากกระโดดไปโลกการเขียนโปรแกรมเต็มตัว
Power Query มีใน Excel เวอร์ชันไหนบ้าง?
มีในตัวตั้งแต่ Excel 2016 และ Microsoft 365
ถ้าเป็น Excel 2010 หรือ 2013 ต้องติดตั้ง Add-in แยกต่างหากก่อนถึงจะใช้ได้
ถ้าเรียน Power Query ใน Excel แล้ว จะเอาไปใช้ใน Power BI ได้ไหม?
ได้แบบ 100% เต็ม
Power Query ใน Excel และ Power BI ใช้ภาษาเดียวกันคือ M Language
สามารถ Copy Query จาก Excel ไปวางใน Power BI แล้วใช้งานต่อได้ทันที
นี่คือเหตุผลที่หลายคนมองว่า Power Query คือสกิลเดียวที่คุ้มค่าในการลงทุนเรียนที่สุดสกิลหนึ่งในสายงาน Data
ปิดท้าย: ถ้าคุณทำงานกับข้อมูล Power Query คือสิ่งที่ “ควรลองจริงๆ”
ถ้าคุณอยาก:
ลดเวลางานซ้ำๆ ให้น้อยลงแบบรู้สึกได้
มีเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่จุดเริ่มต้นไม่ไกลจนท้อ
ปูทางให้ตัวเองไปต่อถึง Data Model / DAX / Power BI ได้แบบลื่นๆ
Power Query คือตัวเลือกที่อยากให้ลองด้วยตัวเองสักครั้ง
คุณอาจค้นพบว่า งานที่เคยใช้เวลาทั้งเช้า แท้จริงแล้วน่าจะเหลือแค่ “กด Refresh แล้วไปทำอย่างอื่นต่อ” แทนก็ได้
และถ้าคุณเป็นอีกคนที่หลงรัก Power Query หรือเจอท่าเด็ดๆ ในการเอาไปใช้กับงานจริง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนี่แหละ จะทำให้เรายิ่งเก่งเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด

