เปิด Netflix ไว้ แต่ตาไปอยู่ที่มือถือ
เคยไหม เปิด Netflix ทิ้งไว้ แต่ตัวจริงนั่งจมอยู่ในหน้าจอมือถือ?
งานวิจัยปี 2023 พบว่า 91% ของชาวอเมริกันเคยเล่นโทรศัพท์ระหว่างดูทีวี
พฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกเท่ๆ ว่า Second-Screen Experience คือแม้จะมีทีวีอยู่ตรงหน้า แต่เรายังต้องควักจอที่สองอย่างมือถือหรือแท็บเล็ตขึ้นมาเล่นไปพร้อมกันอยู่ดี
ผลลัพธ์คือ ซีรีส์หรือหนังที่ฉายอยู่ กลายเป็นเหมือน เสียงพื้นหลัง ประกอบการเล่นมือถือ มากกว่าจะเป็นคอนเทนต์หลักที่เราตั้งใจดูจริงๆ
และ Netflix ก็ไม่ได้หลับหูหลับตาทำเป็นไม่รู้ เพราะบริษัทมองออกแล้วว่าพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไป จนเริ่ม ออกแบบคอนเทนต์ให้รองรับการ “ดูแบบไม่มองจอ” โดยเฉพาะ
เมื่อ “หู” สำคัญกว่าตา: ดูด้วยการฟัง
ในเมื่อสายตาของผู้ชมถูกมือถือแย่งไป คำตอบของ Netflix คือ ทำให้คน “ฟัง” ก็ยังตามเรื่องทัน
หนึ่งในเทคนิคที่ถูกใช้มากขึ้นคือ ให้ตัวละครพูดอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ
มีรายงานว่า ฝั่งผู้บริหาร Netflix บรีฟนักเขียนบทให้ใส่ไดอาล็อกที่ตัวละครคอยบอกว่า ตอนนี้ตนเองกำลังทำอะไร หรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้วบ้าง เพื่อให้คนที่แค่ฟังผ่านๆ ขณะจ้องมือถือยังพอรู้เรื่องว่าเรื่องราวไปถึงไหนแล้ว
ตัวอย่างชัดๆ คือในหนังเรื่อง Irish Wish ที่นางเอกมีโมโนล็อกยาวๆ เล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้คนดูฟังแบบตรงไปตรงมา

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อน สไตล์เขียนบทแบบนี้อาจโดนมองว่า “ขี้เกียจเขียน” หรือไม่สามารถเล่าเรื่องผ่านภาพได้ดีพอเลยต้องให้ตัวละครพูดอธิบายทุกอย่าง
แต่ในยุคที่ผู้ชม ไม่ยอมเงยหน้าจากมือถือ การเล่าแบบยัดเยียดผ่านเสียงกลับกลายเป็นฟีเจอร์หลัก ไม่ใช่ข้อเสีย เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ความวิจิตรของภาษาภาพยนตร์ แต่อยู่ที่คำถามง่ายๆ ว่า “ถึงไม่เงยหน้ามองจอ ฉันยังเข้าใจอยู่ไหม?”
การแสดงก็ต้อง “เบาลง” เพื่อไม่แย่งซีนมือถือ
ไม่ใช่แค่นักเขียนบทที่ต้องปรับตัว แต่นักแสดงเองก็โดนผลกระทบจากยุค Second-Screen เต็มๆ

มีรายงานว่าปี 2023 นักแสดงหลายคนเคยโดนสะกิดจากบริษัทว่า “การแสดงของคุณยังไม่เหมาะกับการเป็นจอที่สอง”
แปลแบบตรงๆ คือ แอคติ้งที่เล่นใหญ่ จัดเต็มเกินไป อาจ รบกวนสมาธิการเลื่อนฟีดในมือถือของผู้ชม แทนที่จะช่วยดึงดูดให้เขาดูจอทีวี
ในพ็อดแคสต์ที่สัมภาษณ์นักแสดงจากซีรีส์ดังอย่าง Stranger Things ก็มีการเล่าว่า หลายสตูดิโอเริ่มมองหา “ไอเดียที่จงใจน่าเบื่อ” มากขึ้น เพื่อให้คนกล้าหันไปเล่นโทรศัพท์อย่างสบายใจ ไม่รู้สึกว่าพลาดอะไรใหญ่โต
บนแพลตฟอร์มเอง เราเริ่มเห็นคอนเทนต์แนว “ไม่ต้องตั้งใจดูก็รู้เรื่อง” มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น
ซิทคอมเบาสมองอย่าง Emily in Paris
รายการแต่งบ้านอย่าง Dream Home Makeover ที่ฟังผ่านๆ ก็เข้าใจ
นักข่าวจากสหรัฐฯ คนหนึ่งถึงกับตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นยุคของ “ทีวีแอมเบียนต์” (Ambient TV) เพราะ Netflix เลือกจะเป็นเหมือนเสียงประกอบหรือฉากหลังที่ดีที่สุด มากกว่าจะฝืนแข่งกับความดึงดูดระดับยาสลบของหน้าจอสมาร์ตโฟน
Netflix ผิดไหม? ผู้ชมผิดหรือเปล่า?
จุดที่น่าสนใจคือ พออ่านภาพรวมทั้งหมด หลายคนอาจรู้สึกเหมือน Netflix กำลังยอมแพ้ให้มือถือ ยอมถอยไปเป็นตัวประกอบทั้งๆ ที่ตัวเองเคยเป็นจอหลักของบ้าน
แต่ถ้ามองในมุมธุรกิจ สิ่งที่ Netflix ทำ ไม่ได้ผิดอะไรเลย เพราะหน้าที่ของธุรกิจคือ ตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าลูกค้าควรจะต้องเป็น

ถ้าผู้ชมยุคนี้อยากได้คอนเทนต์ที่ เปิดทิ้งไว้เฉยๆ ก็ยังตามเนื้อเรื่องทัน จะฟังไป ล้างจานไป ไถมือถือไป ทำงานบ้านไป Netflix ก็แค่ผลิตคอนเทนต์ให้ตรงโจทย์ แค่นั้นเอง
ในทางกลับกัน ฝั่งผู้ชมเองก็อาจไม่ได้ผิดเช่นกัน เพราะต้องยอมรับตามตรงว่า ทุกวันนี้มีหนังหรือซีรีส์ที่ เข้าขั้น “มรดกทางศิลปะ” น้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณคอนเทนต์ที่ถูกผลิตออกมาทุกวัน
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเลือก เปิดอะไรเบาสมอง ตลกๆ หรือเรียลลิตี้ดูไปวันๆ ขณะไถมือถือ หรือนั่งพักเฉยๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางนี้ยัง ไม่กระทบผลประกอบการของ Netflix เลยแม้แต่น้อย
ไตรมาส 4 ปี 2024 บริษัททำรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง 16%
จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีกราว 19 ล้านคน
แปลเป็นภาษาคนก็คือ: ยอมเป็นเสียงพื้นหลัง ก็ยังโตได้แบบสบายๆ
หรือจริงๆ แล้ว เราต่างห่างจากโลกความบันเทิงยุคใหม่?
เมื่อกลยุทธ์ของ Netflix ไม่ได้ผิด ธุรกิจก็ยังเติบโต
พฤติกรรมของผู้ชมที่หันมาเล่นมือถือไป ดูทีวีไป ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น
คำถามที่น่าถามต่อคือ ไม่ใช่ “ทำไมคนดูไม่ตั้งใจอีกแล้ว” แต่คือ
เราเองหรือเปล่า ที่ยังติดภาพเดิมๆ ของการดูหนังแบบต้องนั่งนิ่งๆ มองจอ 100% จนตามความจริงของยุคนี้ไม่ทัน?
บางที การยอมรับว่าทีวีทุกวันนี้อาจเกิดมาเพื่อเป็นแค่เสียงประกอบชีวิตเรา ไม่ใช่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เหมือนสมัยก่อน ก็อาจเป็นการทำความเข้าใจโลกบันเทิงยุคใหม่… ที่ Netflix รู้เท่าทันเรามานานแล้ว

