HDR10+ Advanced คืออะไร ทำไมวงการภาพต้องจับตา?

Samsung กำลังเขย่าวงการภาพอีกครั้งด้วย HDR10+ Advanced ฟอร์แมต HDR แบบไดนามิกรุ่นใหม่ที่ถูกวางตัวให้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Dolby Vision 2
เทคโนโลยีตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรีดประสิทธิภาพทั้งด้านสี ความสว่าง และความสมจริงของภาพให้สุดทาง โดยเฉพาะบนทีวีเจเนอเรชันใหม่และคอนเทนต์สตรีมมิ่งที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด
ทีวี Samsung รุ่นปี 2026 จะเป็นกลุ่มแรกที่รองรับอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเปิดตัวในงาน CES ต้นปีหน้า และยังมีลุ้นว่า ทีวีรุ่นปี 2025 บางรุ่น ที่วางขายอยู่แล้วอาจได้รับการอัปเดตให้รองรับด้วย
HDR10+ Bright: โหมดใหม่ที่ดันรายละเอียดแบบจัดเต็ม
หนึ่งในไฮไลต์หลักของ HDR10+ Advanced คือโหมด HDR10+ Bright ที่ใช้ข้อมูลเมตาแบบขยาย เพื่อแยกแยะความแตกต่างของสีและความสว่างได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม
พูดง่าย ๆ คือ ฉากมืดจะไม่มืดจนรายละเอียดหาย ส่วนฉากสว่างก็ยังเก็บมิติของภาพได้ครบ ไม่หลุดโทนหรือซีดจาง
เบื้องหลังทั้งหมดนี้คือการใช้ อัลกอริทึม AI เพื่อรองรับช่วงความสว่างแบบไดนามิกที่กว้างขึ้น โดย Samsung ระบุว่ารองรับจอที่มีความสว่างสูงสุดระดับ 4,000-5,000 นิต ซึ่งถือว่าสูงมากในโลกของทีวีคอนซูมเมอร์
Tone Mapping แบบใหม่: ภาพลึกขึ้น คุมแสงแม่นขึ้น
ฟีเจอร์ HDR10+ Advanced มาพร้อมระบบ Tone Mapping รุ่นปรับปรุงใหม่ ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยยกระดับความแม่นยำของการจัดการแสงและความสว่างในแต่ละส่วนของภาพ
ผลลัพธ์ที่ตั้งใจให้เกิดขึ้นคือ:
ควบคุมความสว่างเฉพาะจุดได้เนียนขึ้น
เพิ่มมิติความลึกของภาพโดยไม่ทำให้ภาพล้นหรือหลอกตา
เก็บดีเทลทั้งในส่วนไฮไลต์และเงามืดได้ครบกว่าเดิม
นี่คือการขยับจาก HDR แบบ “ทั่วทั้งภาพ” ไปสู่การควบคุมแบบละเอียดระดับโซนและคอนเทนต์จริง ๆ
สีสันสมจริงขึ้น แต่ยังแม่นยำกว่าเดิม
Samsung ยังพูดถึงการ อัปเกรดระบบควบคุมสี ใน HDR10+ Advanced ด้วย โดยใช้ข้อมูลเมตาที่ผู้สร้างคอนเทนต์ใส่มาเป็นฐานในการแสดงผล
จุดที่น่าสนใจคือ:
ปลดล็อกช่วงสีที่กว้างขึ้น ให้คอนเทนต์ดูจัดจ้านและมีชีวิตชีวา
แต่ยังให้ความสำคัญกับความแม่นยำของสี ไม่ใช่แค่ทำให้สดอย่างเดียว
โทนสีต่าง ๆ จะถูกดึงออกมาตามที่ผู้กำกับและทีมโปรดักชันตั้งใจไว้มากที่สุด
สีมากขึ้น แต่ไม่หลุดความจริง คือคีย์เวิร์ดของการอัปเกรดครั้งนี้
AI Content Recognition: ภาพปรับตามคอนเทนต์แบบอัตโนมัติ
อีกหนึ่งหมัดเด็ดคือระบบ จดจำเนื้อหาด้วย AI (AI Content Recognition) ที่ HDR10+ Advanced จะใช้ในการวิเคราะห์ว่าคุณกำลังดูอะไรอยู่ แล้วปรับการแสดงผลให้เหมาะที่สุดแบบอัตโนมัติ
ระบบนี้จะ:
ระบุประเภทคอนเทนต์ เช่น ละคร ซีรีส์ ภาพยนตร์ กีฬา ฯลฯ
ปรับเส้นโค้ง Tone Mapping ให้เหมาะกับแต่ละประเภท
จูนการประมวลผลภาพอื่น ๆ ให้เข้ากับสไตล์ของคอนเทนต์นั้น ๆ
ตัวอย่างเช่น
ละครหรือซีรีส์ดราม่า: โทนภาพจะดูเป็นธรรมชาติ สีผิวสมจริง แสงไม่แข็งจนเกินไป
รายการกีฬา: สีเขียวสนามสดขึ้น สีชุดทีมเด่นชัด การเคลื่อนไหวลื่นตาขึ้น
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ผู้ใช้แทบไม่ต้องเข้าไปนั่งไล่ปรับโหมดภาพด้วยตัวเอง
Intelligent Motion Smoothing: ลื่นแค่ไหนก็ยังให้ภาพไม่หลอกตา
ในเรื่องการเคลื่อนไหว HDR10+ Advanced เพิ่มฟีเจอร์ Intelligent Motion Smoothing ที่ไม่ใช่การเปิด Motion Smoothing แบบตายตัว แต่คือการให้ระบบ “คิดก่อนทำ” ด้วย AI
มันจะตรวจสอบว่า:
เนื้อหาที่คุณดู “ควร” ใช้ Motion Smoothing หรือไม่
ถ้าควรใช้ ควรใช้ในระดับไหนถึงจะลงตัว
โดยจะอ้างอิงจาก:
ประเภทของคอนเทนต์ (ผ่านระบบจดจำเนื้อหา)
ระดับความสว่างของภาพ
สภาพแวดล้อมในการรับชมของคุณ
ผลลัพธ์ที่ตั้งใจคือ ลดปัญหา ภาพลื่นเวอร์จนดูเหมือนละครซิตคอม (Soap Opera Effect) แต่ยังรักษาความลื่นในคอนเทนต์ที่ควรลื่น เช่น กีฬา หรือเกมที่เคลื่อนไหวเร็ว

เกมเมอร์และคลาวด์เกมมิ่ง: HDR10+ Advanced มาเพื่อคุณ
สำหรับสายเกมโดยเฉพาะคนที่เล่น คลาวด์เกมมิ่ง HDR10+ Advanced มีการปรับแต่งเฉพาะทางด้วยเช่นกัน
ฟีเจอร์สำคัญคือ Ambient Lighting Mapping แบบเรียลไทม์สำหรับแหล่งสัญญาณเกมบนคลาวด์ ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับ:
ฟอร์แมต HDR10+ Gaming
โหมดภาพเกมบนทีวี Samsung
สิ่งที่เกมเมอร์จะได้คือ:
ภาพในเกมปรับเข้ากับสภาพแสงห้องแบบอัตโนมัติ
คอนทราสต์และรายละเอียดในฉากมืด/สว่างบาลานซ์ขึ้น เห็นศัตรูในมุมอับได้ดีขึ้น
ประสบการณ์เล่นเกมผ่านคลาวด์ที่ภาพไม่ดรอป แม้จะเป็นสตรีมมิ่งไม่ใช่เครื่องเกมต่อสายตรง
สำหรับคนที่จริงจังกับภาพในเกม นี่คืออีกก้าวของ HDR ที่ออกแบบมาเผื่ออนาคตของคลาวด์เกมแบบเต็มตัว
ทำไม Samsung ต้องดัน HDR10+ Advanced ตอนนี้?
Samsung อธิบายว่ามีสองปัจจัยหลักที่ทำให้ต้องสร้างฟอร์แมต HDR รุ่นใหม่ขึ้นมา:
ฮาร์ดแวร์จอภาพก้าวกระโดด: การมาถึงของเทคโนโลยีจออย่าง Micro RGB / RGB Mini LED ที่ให้ความสว่างสูงและคอนทราสต์ดีขึ้น ทำให้ฟอร์แมตเดิมเริ่มดึงศักยภาพออกมาได้ไม่สุด
การเติบโตของสตรีมมิ่งทีวี: จำนวนผู้ใช้บริการสตรีมมิ่งทีวีคาดว่าจะเพิ่มถึง 2.1 พันล้านคนทั่วโลกภายในปี 2028 ตามข้อมูลที่ Samsung อ้างอิง ซึ่งหมายถึงคอนเทนต์ HDR จะกลายเป็นเรื่องแมสและต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน ทรงพลัง และขยายตัวได้
เมื่อเทคโนโลยีจอไปไกล และพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เปลี่ยนไป ฟอร์แมต HDR รุ่นใหม่จึงแทบจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จาก HDR10+ สู่ HDR10+ Advanced: พร้อมชน Dolby Vision 2
ปัจจุบันมีทีวี โปรเจ็กเตอร์ และสมาร์ทโฟนที่รองรับ HDR10+ มากกว่า 16,000 รุ่น รวมถึงบริการคอนเทนต์ที่รองรับอีกกว่า 10 กว่ารายการทั่วโลก
การออกเวอร์ชันอัปเกรดอย่าง HDR10+ Advanced จึงไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ แต่คือการต่อยอดจากฐานอุปกรณ์และคอนเทนต์ที่มีอยู่แล้ว
เป้าหมายชัดเจนมาก: ดัน HDR10+ Advanced ให้กลายเป็นคู่แข่งแบบตรง ๆ ของ Dolby Vision 2 ในฐานะฟอร์แมต HDR ยุคใหม่ที่เน้นไดนามิกสูง ใช้ AI หนัก และออกแบบมาเพื่อโลกของสตรีมมิ่งและเกมมิ่งอย่างแท้จริง
สรุป: ใครควรจับตา HDR10+ Advanced เป็นพิเศษ?
คนที่เล็งจะซื้อทีวี Samsung รุ่นปี 2026 หรือตัวท็อปของปี 2025
สายดูหนังผ่านสตรีมมิ่งที่อยากได้ภาพโทนผู้กำกับ ตั้งใจไว้แบบสุดทาง
เกมเมอร์ โดยเฉพาะ สายคลาวด์เกมมิ่ง ที่อยากได้ภาพ HDR ที่ฉลาด ปรับเข้ากับห้องและเกมแบบอัตโนมัติ
ยุคต่อไปของ HDR ไม่ได้แข่งกันแค่ความสว่างหรือสีจัด แต่แข่งกันที่ความฉลาดของระบบและการเข้าใจคอนเทนต์ที่คุณดูจริง ๆ และ HDR10+ Advanced ก็คือคำตอบฝั่ง Samsung ในศึกนี้อย่างเต็มตัว

