รับแอปรับแอป

อากาศร้อนขึ้น ผิวพังลง? ความจริงเรื่องความร้อน รังสียูวี และมะเร็งผิวหนังที่หลายคนมองข้าม

พิชิต ศรีทอง01-30

โลกยิ่งร้อน ผิวยิ่งเสี่ยง

อุณหภูมิโลกไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึก “ร้อน” ขึ้นเฉยๆ แต่กำลังผลักให้ผิวของเราเข้าใกล้ความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังมากขึ้นแบบแทบไม่รู้ตัวด้วย

นักวิทยาศาสตร์พบว่าความร้อนสามารถ เสริมพลังรังสียูวี (UV) ให้ทำร้ายผิวได้หนักกว่าเดิม ทั้งจากพฤติกรรมของเราเอง และจากกระบวนการชีวภาพที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์ผิว

ตั้งแต่ปี 1880 เป็นต้นมา อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยต่อทศวรรษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเร่งตัวขึ้นมากหลังปี 1982 แนวโน้มนี้ไม่ได้แค่ “ขึ้น” แต่กำลัง พุ่ง ขึ้นอย่างชัดเจน

ทำไมความร้อนถึงทำให้เสี่ยงมะเร็งผิวหนังมากขึ้น

ไม่ใช่ทุกวันที่แดดออกจะร้อน และไม่ใช่ทุกวันที่ร้อนจะมีแดดจัด แต่ปัจจัยสองอย่างนี้สามารถจับมือกันทำร้ายผิวได้แรงขึ้นอย่างน่ากลัว

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าความร้อนและรังสียูวีร่วมกันเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังผ่าน สองเส้นทางหลัก:

  • พฤติกรรมของเราเมื่ออากาศอบอุ่นขึ้น

  • การเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ผิวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ปัจจัยที่ 1: ยิ่งร้อน ยิ่งออกแดด ยิ่งโดนรังสียูวี

เมื่ออากาศอุ่นขึ้น เรามักทำสิ่งเดิมๆ ที่อันตรายต่อผิวโดยไม่รู้ตัว

  • ใส่เสื้อน้อยลง โชว์ผิวมากขึ้น

  • ใช้เวลาอยู่กลางแจ้งนานขึ้น แม้ในฤดูที่เคยหนาวจนต้องกักตัวในบ้าน

เหงื่อเองก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะสามารถทำหน้าที่เหมือน เลนส์ขยายรังสียูวี ให้ลงลึกสู่ผิวได้มากขึ้น แถมยังลดประสิทธิภาพของครีมกันแดด หากเราไม่ทาซ้ำหรือทาไม่พอ

หลายคนหลงเชื่อว่าฤดูหนาวหรือวันที่ฟ้ามืดครึ้มคือ “วันปลอดภัย” เลยออกไปข้างนอกนานเกินควรโดยไม่ทาครีมกันแดด ทั้งที่รังสียูวีบางชนิดยังทำงานเต็มที่ตลอดทั้งปี

UVA vs UVB: ตัวร้ายที่ต่างบทบาท

รังสียูวีมี 2 กลุ่มหลักที่ผิวเราต้องเจอ:

  • UVB: ตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวไหม้แดด เกิดน้อยลงในหน้าหนาวและวันที่ฟ้าครึ้ม

  • UVA: ทะลุเมฆ ทะลุกระจก เข้าถึงชั้นผิวลึกได้ตลอดทั้งปี และสะสมความเสียหายในระยะยาว

รังสี UVA ที่จู่โจมผิวชั้นลึกซ้ำๆ ทำให้ความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังชนิดรุนแรงเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความเสียหายสะสมจากทั้ง UVA และ UVB จะดันโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังชนิดที่พบบ่อยให้สูงขึ้นตามไปด้วย

ทำไมคนอยู่รัฐ/เมืองหนาวถึงเป็นมะเร็งผิวหนังเยอะ

อากาศหนาวไม่ได้แปลว่าผิวปลอดภัย ตรงกันข้าม หลังผ่านฤดูหนาวที่ยาวนาน ผู้คนในพื้นที่หนาวจัดมัก “ปล่อยผิว” ให้โดนแดดแบบจัดเต็มในฤดูร้อน

  • หน้าร้อนทีไร หลายคนตั้งใจให้ผิวไหม้แดดอย่างไม่รู้ตัว

  • พื้นที่อากาศอุ่นตลอดปี เช่น เมืองร้อนหรือทะเลทราย ผู้คนโดนแดดบ่อยก็จริง แต่ไม่ค่อยมีช่วงที่รับรังสียูวีในระดับ “พีก” แบบฉับพลัน

ผลลัพธ์คือ บางภูมิภาคแม้จะไม่ได้ร้อนตลอดปี กลับมีอัตรามะเร็งผิวหนังชนิดรุนแรงสูงกว่าที่คิด

ปัจจัยที่ 2: ความร้อนทำให้รังสียูวีอันตรายขึ้นระดับเซลล์

ด้านที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สิ่งที่เกิดขึ้น ภายในเซลล์ผิว ของเราเมื่อเจอทั้งความร้อนและรังสียูวีไปพร้อมกัน

ตั้งแต่ราวทศวรรษ 1940 งานวิจัยทั้งในสัตว์และมนุษย์พบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น อัตราเกิดเนื้องอกจากรังสียูวีก็สูงขึ้นตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจกลไกเสริมฤทธิ์นี้ระดับเซลล์ชัดขึ้น

กลไก “เซลล์ควรตายแต่ไม่ยอมตาย”

โดยปกติแล้ว หากเซลล์ผิวถูกทำลาย DNA จากรังสียูวี เซลล์จะเปิดโหมด “ฆ่าตัวตาย” เพื่อไม่ให้กลายเป็นเซลล์ผิดปกติในอนาคต

แต่เมื่อมีความร้อนเข้ามาร่วมด้วย เซลล์จะผลิตโปรตีนบางชนิดที่ ยับยั้งสัญญาณสั่งทำลายตัวเอง ทำให้:

  • เซลล์ที่ DNA เสียหายไม่ถูกกำจัด

  • เซลล์ผิดปกติเหล่านี้รอดและสะสม

  • พลังการก่อมะเร็งของรังสียูวีเพิ่มสูงขึ้น

นี่คือกลไกระดับจุลภาคที่เราไม่เห็น แต่ผิวกำลังรับผลเต็มๆ

ชั้นโอโซนบางลง = เกราะป้องกันผิวก็อ่อนลง

นอกจากความร้อนและรังสียูวีที่แรงขึ้นแล้ว ชั้นโอโซนของโลก ก็กลายเป็นอีกตัวแปรสำคัญ

โอโซนในชั้นบรรยากาศชั้นบนทำหน้าที่กรองรังสี UVB บางส่วนไม่ให้ลงมาถึงผิวเรา แต่ปัญหาคือ หลายสิบปีที่ผ่านมา ชั้นโอโซนถูกทำลายอย่างต่อเนื่องจากสารเคมีที่มนุษย์ปล่อยออกมา

  • เคยพบ “รูโอโซน” ขนาดใหญ่เหนือซีกโลกใต้

  • บริเวณอื่นๆ ของโลกก็พบว่าชั้นโอโซนบางลงเช่นกัน

แม้จะมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ช่วยชะลอการทำลายโอโซน แต่การฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยจริงๆ อาจต้องใช้เวลา หลายสิบปี และในระหว่างนี้ ผิวเราก็ต้องรับรังสี UVB มากกว่าที่เคย

ภาวะโลกร้อน ไฟป่า และมลพิษ: ทีมตัวร้ายทำร้ายผิว

ภาวะโลกร้อนไม่ได้แค่เพิ่มอุณหภูมิ แต่ยังทำให้ ไฟป่ารุนแรงและบ่อยขึ้น พื้นที่ถูกไฟไหม้ในแต่ละปีเพิ่มขึ้นตามเส้นกราฟอุณหภูมิโลก

อนุภาคจากไฟป่ามีลักษณะ “เหนียว” และเต็มไปด้วยสารก่อมะเร็ง เช่น:

  • โลหะหนัก

  • โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน

สารเหล่านี้สามารถซึมผ่านผิว และอาจทำให้ผลกระทบจากรังสียูวีรุนแรงขึ้นไปอีก

แม้มะเร็งผิวหนังจะไม่เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่การรวมพลังกันของ:

  • ความร้อน

  • รังสียูวี

  • มลพิษทางอากาศ

  • โครงสร้างพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน

ทำให้ภาพรวมความเสี่ยงต่อผิว น่ากังวลกว่าที่คิดมาก

แม้สัญญาณเตือนจะดังแค่ไหน แต่หลายคนก็ยังหลงใหลในผิวแทนแบบบรอนซ์ แฮชแท็กการอาบแดดยังคงถูกกดไลก์และรับชมหลักล้านบนโซเชียลมีเดีย

ท่ามกลางโลกที่ร้อนขึ้น เราปกป้องผิวได้อย่างไร

ในโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ กลยุทธ์ดูแลผิวของเราจำเป็นต้อง อัปเกรด ให้ทันความเสี่ยงใหม่ๆ มากกว่าครั้งไหนๆ

1. ครีมกันแดด = ของจำเป็นทุกวัน ไม่ใช่ตัวเลือก

คำแนะนำดั้งเดิมของแพทย์ผิวหนังเรื่อง “ทาครีมกันแดดและเลี่ยงแดดจัด” ตอนนี้ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ แต่กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนระดับสุขภาพผิวในระยะยาว

  • ครีมกันแดดควรเป็นส่วนหนึ่งของ กิจวัตรทุกเช้า เหมือนแปรงฟัน

  • เลือกสูตรที่ปกป้องได้ทั้ง UVA และ UVB

  • ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง หรือทันทีหลังว่ายน้ำ/ออกกำลังกายหนักๆ

หากมีงานอดิเรกกลางแจ้ง เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ปีนเขา หรือเล่นทะเล การทาครีมกันแดดแบบ “ครั้งเดียวจบ” ไม่พออีกต่อไป

2. เลือกเวลาออกแดดให้ฉลาดขึ้น

เพื่อเลี่ยงช่วงที่ดัชนีรังสียูวีพุ่งสูง ควรปรับตารางชีวิตกลางแจ้งใหม่:

  • เลี่ยงแดดช่วงสายถึงบ่าย

  • หากจะออกไปเดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ให้เน้นช่วงก่อน 10.00 น. และหลัง 16.00 น. เป็นต้นไป

3. ปัจจัยที่มองข้าม: ความสูงจากระดับน้ำทะเล

ระดับรังสียูวีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2% ต่อความสูงทุกๆ 1,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล

นั่นแปลว่า:

  • สายปีนเขา สกี เล่นสโนว์บอร์ด มีโอกาสรับแสงมากกว่าที่คิด

  • หิมะและน้ำแข็งยังสะท้อนรังสียูวีกลับสู่ผิวเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง

ยิ่งสูง ยิ่งต้องจริงจังกับหมวก แว่นกันแดด ครีมกันแดด และเสื้อผ้าปกป้องผิว

4. อย่าลืมเช็กคุณภาพอากาศ ไม่ใช่แค่อุณหภูมิ

ผิวคือ ด่านแรกที่สัมผัสสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เวลากำลังจะออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน ลองดูมากกว่าตัวเลขอุณหภูมิและดัชนียูวี

ควรเช็กเพิ่มว่า:

  • คุณภาพอากาศวันนี้เป็นอย่างไร

  • มีฝุ่นควันหรือมลพิษสูงหรือไม่

หากค่าคุณภาพอากาศแย่ การย้ายมาออกกำลังกายในร่มอาจดีกว่าทั้งสำหรับผิวและปอดของคุณ

แม้จะอยู่ในที่ร่มเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าต้องเดินไปมา หรือวิ่งในสวนที่มีต้นไม้บังแดด ก็ยังควร:

  • ใส่หมวกปีกกว้าง

  • ใส่ถุงเท้าและรองเท้าปิดส้น

  • เลือกเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวได้ดี

ยิ่งผิวถูกปกป้องมากเท่าไร มลพิษทางอากาศและรังสียูวีก็ยิ่งเจาะถึงตัวเราน้อยลงเท่านั้น

5. ไม่ใช่ทุกคนที่มี “สิทธิ์เลือก” เท่ากัน

เมื่อพูดถึงการปกป้องผิวจากความร้อนและรังสียูวี ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจก็สำคัญไม่แพ้ครีมกันแดด

  • ชุมชนรายได้น้อยมักอยู่ใน “เกาะความร้อนในเมือง” ที่มีต้นไม้น้อยและคอนกรีตเยอะ ทำให้อากาศร้อนกว่าพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์หลายองศา

  • ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากไม่มีงบสำหรับเครื่องปรับอากาศ

  • หลายคนต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น ก่อสร้าง ทำไร่ ทำสวน อยู่กลางแดดและมลพิษตลอดวัน

องค์กรสาธารณสุขระดับโลกพบว่า คนงานกลางแจ้งคิดเป็น สัดส่วนสำคัญ ของผู้เสียชีวิตจากมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา

กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษได้แก่:

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • ผู้ที่เป็นโรคผิวหนังบางชนิด เช่น มีผิวเป็นด่างขาว หรือภาวะที่ทำให้ผิวไวต่อแดดผิดปกติ

ผิวสวยในยุคโลกร้อน: ต้องคิดไกลกว่าแค่สกินแคร์

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า การลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังไม่ใช่แค่เรื่องครีมกันแดดหรือการใส่หมวก แต่ยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และโครงสร้างสังคมด้วย

การดูแลผิวให้ปลอดภัยในโลกที่ร้อนขึ้นจึงมีทั้งสองมิติ:

  • ระดับ “ตัวเราเอง” — เลือกใช้ครีมกันแดดทุกวัน ปรับเวลาออกแดด ใส่เสื้อผ้าปกป้องผิว และใส่ใจคุณภาพอากาศ

  • ระดับ “โลก” — ตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำของมนุษย์ต่อสภาพภูมิอากาศและชั้นโอโซน ซึ่งย้อนกลับมาทำร้ายผิวของเราเอง

หากอยากรักษาผิวให้แข็งแรงและลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังอย่างจริงจัง เราต้องมองไกลกว่ากระจกในห้องน้ำ และเริ่มคิดถึงสิ่งที่เรากำลังทำกับโลกใบนี้ไปพร้อมกันด้วย