ปูพื้นอนาคตสาย AI ที่ไม่ได้มีแค่ทฤษฎี
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินเกมยาวรับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้แค่สอนให้ “ใช้เครื่องมือ” แต่ปั้นหลักสูตรแบบเจาะลึกทั้งทฤษฎีและการลงมือทำจริง เพื่อให้นักศึกษาพร้อมรับโลกที่ AI เข้าไปอยู่แทบทุกมิติของชีวิตและธุรกิจ
เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ใช้ AI เป็น แต่ต้องเข้าใจมันอย่างแท้จริง และควบคุมทิศทางมันได้
3 สายหลักในโลกดิจิทัลของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศของ สจล. วางหลักสูตรปริญญาตรีมาเพื่อผลิตบุคลากรที่ลงสนามทำงานได้ทันที รองรับดีมานด์สายดิจิทัลที่โตขึ้นต่อเนื่อง โดยมี 3 สายหลักสำคัญ:
เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ครอบคลุม 3 แขนง: ระบบเครือข่าย, การพัฒนาซอฟต์แวร์, มัลติมีเดีย
โฟกัสการสร้างผู้เชี่ยวชาญที่เข้าองค์กรไหนก็ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่ผ่านวิชา
วิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ (Data Science and Business Analytics)
ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่ที่ตัดสินใจด้วยข้อมูล
เน้นตั้งแต่การจัดการข้อมูล ไปจนถึงการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Technology)
หลักสูตรล่าสุดที่วางมาชัด ๆ ว่า “ต้องได้ลงมือทำ”
นักศึกษาไม่ได้เรียนแค่โมเดล แต่ต้องเอา AI ไปแก้ปัญหาจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
AI Technology: เน้นลงสนามจริง ตั้งแต่ปี 1
หลักสูตรเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบให้ “มือเปื้อนงานจริง” เป็นหลัก ไม่ใช่เรียนแค่ในสไลด์ โดยเฉพาะสองกลไกสำคัญที่ช่วยให้เด็กได้คิดแบบนักพัฒนาและนักธุรกิจไปพร้อมกัน
1) Team Project: ฝึกคิดแบบทีม–คิดแบบธุรกิจ
ตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 3 นักศึกษาจะได้เจอกับรายวิชา Team Project ที่ไม่ได้มีไว้ทำโปรเจ็กต์ส่งผ่าน ๆ แต่เป็นสนามซ้อมสำคัญในการเรียนรู้:
การทำงานเป็นทีมเหมือนอยู่ในองค์กรจริง
การวิเคราะห์ปัญหา และมองหา Pain Point ที่เอา AI ไปช่วยได้
การออกแบบโครงงานที่มีเป้าหมายเชิงธุรกิจ ไม่ใช่แค่ “ของเจ๋งแต่ใช้จริงไม่ได้”
การฝึกคิดเชิงลงทุน และการนำเสนอผลงานให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
2) ฝึกงานแบบ “ฝังตัว” ผ่านสหกิจศึกษา
อีกมุมหนึ่งที่ทำให้หลักสูตรนี้แตกต่าง คือการฝึกงานแบบฝังตัว (Cooperative and Work Integrated Education) โดยเฉพาะในสาย AI นักศึกษาจะเข้าไปทำงานในองค์กรทั้งรัฐและเอกชนในฐานะ “พนักงานฝึกหัดจริง”
ได้ทำงานกับระบบและโจทย์ขององค์กรจริง
ได้เห็น Workflow การทำงานในธุรกิจ ไม่ใช่แค่จำลองสถานการณ์
เปลี่ยนความรู้จากห้องเรียนให้กลายเป็นสกิลที่ใช้ได้ทันทีในโลกการทำงาน
เรียน AI แบบลงลึก: ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงงานวิจัย
หลักสูตรเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สจล. เปิดสอนครบทั้ง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยวางโครงให้เข้าใจ “ตั้งแต่รากจนถึงยอด” ของการสร้าง AI
พื้นฐานที่ต้องแน่นก่อนเล่นของยาก
เนื้อหาช่วงต้นจะพานักศึกษาปูฐานให้แข็งแรงในเรื่อง:
คณิตศาสตร์ที่จำเป็นต่อ Machine Learning และ AI
การเขียนโปรแกรม
เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน
เมื่อพื้นฐานครบ ถึงจะเริ่มไต่ระดับสู่เนื้อหาเฉพาะทาง
ลงลึกสู่สายลึก AI
ในระดับเนื้อหาสายลึก นักศึกษาจะได้สัมผัสหัวข้อที่เป็นหัวใจของ AI ยุคใหม่ เช่น
Deep Learning
Probabilistic Machine Learning
Data Science
Big Data Analytics and Engineering
Neural Network and Optimization
Computer Vision
Natural Language Processing (NLP)
การจัดกลุ่มข้อมูล (Clustering)
การประมวลผลภาพ (Image Processing)
การเชื่อมโยงระบบ Internet of Things (IoT)
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หยุดแค่ในห้องเรียน แต่ต้องถูกเอาไปใช้ในการทำโครงงานหรือวิทยานิพนธ์จริง (Thesis) ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เช่น SCG, Seagate, Western Digital, KBTG โดยเฉพาะงานด้าน FinTech, System Integration และ Data Analytics
ด้านฮาร์ดแวร์ก็ไม่ธรรมดา
เพื่อรองรับงานวิจัยด้าน AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สจล. มี DGX Server ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High Performance Computing) รองรับทั้ง
งานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์
การประมวลผล Big Data
การฝึกและพัฒนา Machine Learning Model ขนาดใหญ่
Generative AI: ถ้าไม่เข้าใจ เราอาจถูกมันนำทางแทน
ปัจจุบัน Generative AI เข้ามาแทรกตัวอยู่ในหลายสายอาชีพอย่างชัดเจน ทั้งงานด้านภาษา ภาพ และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ แต่ปัญหาใหญ่ของสังคมตอนนี้คือ
ใช้ AI เก่ง แต่ “ไม่เข้าใจ” ว่ามันคิดอย่างไร
เมื่อไม่เข้าใจหลักการและข้อจำกัดของเทคโนโลยี มนุษย์ก็มีโอกาสกลายเป็นฝ่ายถูกระบบนำทาง แทนที่จะเป็นผู้ออกแบบและกำหนดทิศทางของมัน
การเรียน AI ที่แท้จริง จึงต้องสอนให้มอง AI เป็น “เครื่องมือที่เราคุมได้” ไม่ใช่ “กล่องดำที่ต้องเชื่อมันทุกอย่าง”
AI: ไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นสกิลพื้นฐานของอนาคต
วันนี้ AI ไม่ได้เป็นแค่คำฮิต แต่กลายเป็นเทคโนโลยีที่ยากจะหลีกเลี่ยงในแทบทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานโปรแกรม, ธุรกิจ, คอนเทนต์ หรือการบริหารองค์กร
การเรียนรู้ AI จึงไม่ควรจบแค่การ “ใช้เครื่องมือ” แต่ต้องเข้าใจตั้งแต่เบื้องลึก โดยเฉพาะคนที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์
นักศึกษาสามารถใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดได้ก็จริง
แต่ถ้าไม่เข้าใจพื้นฐานเลย จะปรับ แก้ หรือออกแบบระบบให้ตรงตามโจทย์จริงของผู้ใช้ไม่ได้
มุมมองสำคัญคือ AI ควรถูกมองเป็น “ส่วนขยายศักยภาพมนุษย์” ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่มนุษย์
เมื่อเข้าใจ AI อย่างลึกซึ้ง นักศึกษาจะเปลี่ยนจากผู้ตามเทคโนโลยี ไปเป็นคนที่ใช้มันเพื่อสร้างโอกาสของตัวเอง ทั้งในเส้นทางการเป็นพนักงานมืออาชีพ และการลุยสายผู้ประกอบการในอนาคต
รับเด็กอย่างไร ใครเหมาะกับสายนี้
ในระดับปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สจล. รับนักศึกษารุ่นละประมาณ 250 คน โดยเฉพาะสาย AI จะได้โอกาสฝึกงานในองค์กรจริง ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมจากตำราสู่โลกการทำงาน
แนวคิดการสอนจึงไม่ได้เน้นแค่ “จบแล้วรู้เยอะ” แต่เน้นให้
รู้จักการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
ปรับตัวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนตลอดเวลา
มีทั้งความรู้ วิธีคิด และวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
ในระดับ ปริญญาโท – เอก มีหลักสูตรภายใต้ชื่อ AI for Business Analytics เปิดรับรุ่นละประมาณ 30–45 คน ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นคนทำงานจากภาคธุรกิจจริง รวมถึงเจ้าของกิจการที่มองเห็นแล้วว่า ถ้าไม่เอา AI เข้าองค์กร ก็อาจตามคู่แข่งไม่ทัน
สรุป: ถ้าอยากไม่ใช่แค่ “คนใช้ AI” แต่เป็น “คนสร้างอนาคตด้วย AI”
โลกกำลังเดินหน้าไปไกลด้วยพลังของ AI และ Generative AI แต่ความต่างระหว่างคนที่ถูกเทคโนโลยีนำ กับคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นแต้มต่อชีวิต อยู่ที่ระดับความเข้าใจเชิงลึกและประสบการณ์จริงในการลงมือทำ
หลักสูตรสาย AI ของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สจล. วางโครงให้ครบทั้ง:
พื้นฐานแน่น + เนื้อหาสายลึก
โปรเจ็กต์ทีมที่คิดแบบธุรกิจ
การฝึกงานแบบฝังตัวในองค์กรจริง
โครงสร้างพื้นฐานด้านฮาร์ดแวร์ระดับ High Performance Computing
ใครที่อยากยืนอยู่แถวหน้าของยุค AI การเริ่มจากการเข้าใจกลไกเบื้องหลัง ไม่ใช่แค่กดปุ่มใช้งาน คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด

