จากขยะอาหารสู่ชามข้าวหมา: จุดเริ่มต้นที่มาจากความเชื่อ
ทุกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มักเริ่มจากคำถามง่ายๆ และความเชื่อที่หนักแน่นในใจคนคนหนึ่ง
เรื่องของ แบรนด์ “ใจกล้า” (JAIKLA) ก็เช่นกัน อาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมที่ไม่ได้เกิดจากเนื้อชั้นดีราคาแพง แต่เกิดจากสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นแค่ “ขยะอาหาร (Food Waste)” แล้วทิ้งให้สูญเปล่า
สองผู้ร่วมก่อตั้งอย่างคุณ อิทธิกร เทพมณี และคุณ พชรพล อัฉริยะศิลป์ เลือกกระโดดออกจากชีวิตการงานที่มั่นคง มาสร้างธุรกิจที่ใครๆ ก็มองว่าบ้าบิ่น แต่พวกเขาเชื่อว่า ของเหลือ สามารถกลายเป็น โปรตีนทางเลือก ที่มีคุณค่าทั้งต่อโลกและต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยงได้จริง
จากชีวิตมนุษย์เงินเดือน สู่ภารกิจ “เปลี่ยนโลกให้หมาเราก่อน”
คนจุดไฟให้แบรนด์ใจกล้าคือคุณอิทธิกร เดิมทีเขาอยู่ในโลกการเงินที่มีแต่ตัวเลข กราฟ และการวิเคราะห์เศรษฐกิจ แต่เมื่อความท้าทายเริ่มหายไป เขากลับมองเห็นปัญหาใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร
เขาเริ่มตั้งคำถามกับรายงานของ FAO (องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) เมื่อราว 6–7 ปีก่อน ที่เตือนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในมุมของคนเมือง เราอาจไม่รู้สึกอะไร เพราะเดินเข้าร้านสะดวกซื้อก็มีของเต็มชั้น แต่เบื้องหลังนั้นคือความเสี่ยงระดับโลก ทั้งเรื่อง ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการใช้ทรัพยากรเกินตัว
คำถามที่คาใจเขามากที่สุดคือ
“อาหารเหลือทั้งหมดถูกเอาไปไหนต่อ เอาไปทำอะไร?”
จากคำถามนี้เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดว่า ถ้าเรานำ ฟู้ดเวสต์ เหล่านี้มาสร้างคุณค่าใหม่ได้ โลกอาจจะไม่จำเป็นต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นเท่าที่เคย แต่จัดการของที่มีอยู่ให้ฉลาดขึ้นแทน
เขาจึงตัดสินใจออกจาก Comfort Zone ทั้งที่ยังไม่มีโมเดลธุรกิจในมือ มีเพียงความเชื่อว่าตัวเองจะสามารถเอาของเหลือทิ้งมาทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและมีประโยชน์จริง
ทุบอีโก้ ทิ้งเชิ้ตเรียบหรู แล้วลงไปเดินตลาดสด
ครั้งหนึ่งเขาเคยนั่งออฟฟิศติดแอร์เย็นฉ่ำ ใส่เชิ้ตเรียบร้อย คุยงานกับผู้บริหารบริษัทใหญ่ในกลุ่ม SET 100
วันถัดมา เขาต้องถอดเชิ้ตตัวเดิม แล้วไปเดินตลาดสด จ้องมอง “ของเหลือทิ้ง” ในเข่ง ทั้งเศษผัก เศษอาหาร และวัตถุดิบที่ไม่มีใครอยากแตะ
เขาต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ ตั้งแต่การคุยกับแม่ค้าในตลาด การขอข้อมูล การเก็บของเหลือ ไปจนถึงการฝึก “ขายของ” ด้วยตัวเอง ซึ่งไม่เคยอยู่ในสกิลเซ็ตของนักวิเคราะห์มาก่อน
เขาเรียกช่วงนั้นว่า “การทุบอีโก้ที่หนักที่สุดในชีวิต”
การก้าวออกจากตำแหน่งงานที่มั่นคง เพื่อเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ทำให้เขาเปลี่ยนจาก “คนวิเคราะห์” มาเป็น “คนลงมือทำ” อย่างเต็มตัว
หัวใจของแนวคิดคือการ Upcycle หรือการยกระดับของที่เหมือนหมดประโยชน์ให้กลับมามีชีวิตใหม่ในรูปแบบที่ดีกว่าเดิม ทั้งในด้านฟังก์ชัน คุณค่า และดีไซน์
ฟู้ดเวสต์เหล่านี้ถูกนำไปเลี้ยง หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly) ก่อนจะถูกสกัดออกมาเป็น โปรตีนคุณภาพสูง เป็นแหล่งสารอาหารใหม่ที่ไม่ใช่แค่ลดขยะ แต่ยังสร้างคุณค่าทางโภชนาการให้สัตว์เลี้ยงด้วย
นี่คือจุดกำเนิดของแบรนด์ที่ต่อมาจะถูกตั้งชื่อว่า “ใจกล้า”
จาก “ไลกา” สุนัขอวกาศ สู่ “ใจกล้า” แบรนด์ที่กล้าพลิกโลก
ช่วงสองปีแรก โปรเจกต์นี้ใช้ชื่อว่า “ไลกา” ตามชื่อสุนัขอวกาศโซเวียต ที่กลายเป็นสัตว์ตัวแรกที่โคจรรอบโลกไปพร้อมยานสปุตนิก 2 และเป็นสัตว์ตัวแรกที่เสียชีวิตในวงโคจร
สุนัขตัวเล็กๆ ตัวนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าและการสำรวจสิ่งใหม่ของมนุษยชาติ และแรงบันดาลใจเดียวกันนี้ก็ถูกส่งต่อมายังแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงจากโปรตีนแมลง
ตลอดเวลากว่าสองปี เขาลุยคนเดียว มีแค่ความกล้าและไอเดียล้ำหน้าเป็นแรงขับเคลื่อน จนวันที่เขาไปออกบูธเล็กๆ ในงาน Startup Thailand ที่ True Digital Park
ที่นั่นเองที่ทำให้เขาได้พบกับคุณ พชรพล อัฉริยะศิลป์ นักลงทุนรุ่นใหม่ที่เห็นศักยภาพในแววตาและความมุ่งมั่นของเขา ก่อนจะตัดสินใจร่วมลงแรงและเงินทุน ผลักดันให้โครงการนี้เติบโตจริงบนเส้นทางธุรกิจ
เมื่อถึงวันที่ต้องขยับขยายไปต่างประเทศ ชื่อ “ไลกา” กลับกลายเป็นอุปสรรค เพราะถูกจดทะเบียนไปแล้วในหลายประเทศ ส่งออกไม่ได้ ทีมจึงต้องหาชื่อใหม่ที่สื่อสารตัวตนได้ชัด และสามารถไปต่อในระดับสากล
คำตอบที่ออกมาคือ “ใจกล้า” ชื่อที่ออกเสียงคล้ายเดิม จำง่าย และสะท้อนตัวตนผู้ก่อตั้งที่ กล้าเสี่ยง กล้าลอง และกล้าเปลี่ยนโลกของสัตว์เลี้ยงด้วยโปรตีนทางเลือก
แรงบันดาลใจจากหมาอวกาศในอดีต ถูกแปลงร่างมาเป็นแบรนด์ยุคใหม่ที่มีเป้าหมายไม่แพ้กัน คือพาสัตว์เลี้ยงของเราไปสู่โลกที่ยั่งยืนกว่าเดิม
โปรตีนแมลง: จากหนอนตัวเล็กสู่ “ซูเปอร์โปรตีน” ของหมายุคใหม่
หัวใจสำคัญของใจกล้าไม่ใช่แค่ไอเดียดี แต่คือการพิสูจน์ด้วยงานวิจัยจริง
คุณอิทธิกรเล่าว่า เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีการร่วมมือกับอาจารย์สัตวแพทย์และนักวิจัยมืออาชีพ เพื่อศึกษาผลของ โปรตีนแมลง ต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทั้งเรื่องภูมิคุ้มกัน ระบบย่อย และปัญหาแพ้อาหาร
ผลวิจัยพบว่าโปรตีนจาก หนอนแมลงวันลาย มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน แถมยังอุดมไปด้วย
Lauric Acid ที่ช่วยเสริมสมองและระบบประสาท
Antimicrobial Peptides (AMPs) ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดโอกาสการติดเชื้อ
สูตรอาหารและเครื่องดื่มสำหรับสุนัขของใจกล้า ถูกออกแบบโดยทีมสัตวแพทย์และนักโภชนาการสัตว์เลี้ยง ได้มาตรฐานทั้ง
FEDIAF (มาตรฐานโภชนาการสัตว์เลี้ยงยุโรป)
AAFCO (มาตรฐานโภชนาการและฉลากอาหารสัตว์ในสหรัฐ)
จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีดีแค่คอนเซ็ปต์รักษ์โลก แต่ยัง ปลอดภัย เหมาะสม และดีต่อสุขภาพสุนัขจริงๆ
ขนมสุนัขสูตรกรุบกรอบของแบรนด์นี้ ใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนหลัก ทำให้ย่อยง่าย เหมาะกับหมาที่แพ้โปรตีนจากเนื้อสัตว์แบบเดิมๆ เสริมด้วย
คาร์โบไฮเดรตจากข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอรี่
น้ำมันปลาทะเลที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 และ 6
สารต้านอนุมูลอิสระ
และที่สำคัญคือ ไม่แต่งสี ไม่ใส่เกลือ และไม่มีสารกันเสีย
ฟู้ดเวสต์ x โปรตีนแมลง: เส้นทางที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและบททดสอบ
การทำให้โปรเจกต์ “ขนมหมาจากแมลง” สำเร็จ ไม่ได้จบแค่การเลี้ยงแมลงในฟาร์มแล้วจบ แต่ต้องควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
เขาต้องหาวิธีเลี้ยงแมลงให้ได้คุณภาพสม่ำเสมอ ตั้งระบบที่ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นในทุกขั้นตอนของซัพพลายเชน
อีกโจทย์ยากคือการเข้าไปทำงานร่วมกับ ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีอาหารเหลือทุกวัน เพราะนี่คือ “ผู้เล่นหลัก” ของแหล่งฟู้ดเวสต์ แต่การจะเข้าไปเป็นพาร์ตเนอร์กับองค์กรใหญ่แบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ต้องรู้ว่าใครเป็นเจ้าของการตัดสินใจ ใครเป็นผู้บริหารที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ และต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการจัดการขยะอาหารด้วยโมเดลแบบใจกล้า จะไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์คู่ค้า
ทุกขั้นตอนจึงต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และน่าเชื่อถือ แบบไม่ให้มีจุดพร่อง
คำถามที่คนชอบถามซ้ำๆ คือ
“ทำไมต้องใช้โปรตีนจากแมลง?”
คำตอบของทีมใจกล้าจึงไม่ใช่แค่ “เพราะรักษ์โลก” แต่คือการชี้ให้เห็นปัญหาจริงของฟู้ดเวสต์ และการสร้างคุณค่าใหม่จากของเหลือ ที่เชื่อมโยงทั้ง สิ่งแวดล้อม เกษตรกร และสัตว์เลี้ยง เข้าด้วยกัน
เส้นทางของใจกล้าคือภาพจริงของ เศรษฐกิจ BCG (Bio–Circular–Green Economy) ไม่ใช่แค่แนวคิดสวยหรูบนกระดาษ
จากเศษอาหารในตลาด ถูกนำมาเลี้ยงหนอนแมลงวันลายในฟาร์มระบบปิดย่านลาดกระบัง ที่สะอาด ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง
แล้วต่อยอดกลายเป็น โปรตีนทางเลือกคุณภาพสูง ก่อนจะกลายเป็น อาหารสัตว์เลี้ยงที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ทั้งโลกและสุขภาพสัตว์เลี้ยงในเวลาเดียวกัน
หนึ่งในปัญหาใหญ่ระหว่างทางคืออาหารส่วนเกินตามฤดูกาล เช่น ขนมไหว้พระจันทร์ ที่ผลิตช่วงสั้นๆ แต่เหลือทิ้งมหาศาล
โจทย์คือจะจัดการอาหารเหล่านี้อย่างไรให้
มีมาตรฐานสม่ำเสมอ
ไม่กระทบต่อคุณภาพโปรตีนแมลง
ทีมงานจึงต้องทดลอง ปรับสูตร ปรับสัดส่วนอาหาร และสร้างระบบจัดการอาหารส่วนเกินร่วมกับพันธมิตรหลายราย กว่าจะได้แหล่งวัตถุดิบที่มั่นคง
บางรายยอมให้วัตถุดิบฟรีเพราะเห็นด้วยกับแนวทาง บางรายเริ่มเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งทีมใจกล้ามองว่านี่คือสัญญาณดี
เพราะเมื่อวันหนึ่งเราต้อง “จ่ายเงินค่าขยะอาหาร” ได้ นั่นแปลว่าโมเดลนี้ยืนได้ด้วยตัวเอง และฟู้ดเวสต์กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าแล้วจริงๆ
ผลิตให้ทันแมลง เลี้ยงทัน แต่ขายยังไม่ทัน
อีกหนึ่งความท้าทายในตอนนี้คือ ปลายน้ำไปไม่ทันต้นน้ำ
ฟาร์มแมลงของใจกล้ามีศักยภาพผลิตได้ถึงร้อยตันต่อเดือนแบบสบายๆ และมีอาหารเหลือจากซูเปอร์มาร์เก็ตมากพอสำหรับเลี้ยงแมลงอย่างต่อเนื่อง
แต่ในความเป็นจริง โรงงานยังเดินเครื่องอยู่เพียงราว 10–20% เท่านั้น
เหตุผลคือ สินค้าปลายน้ำอย่างขนมสุนัขที่เป็นผลิตภัณฑ์หลัก ยังขายได้ไม่เร็วพอ ถ้าผลิตเยอะเกินไปจะกลายเป็นสต็อกค้างเต็มโกดัง
จึงต้องเร่งทำการตลาดอย่างจริงจัง ตั้งแต่การออกบูธ เปิดป๊อปอัพ ไปจนถึงการขยายช่องทางจำหน่าย เพื่อให้ระบบทั้งต้นน้ำ–ปลายน้ำเดินไปด้วยกันอย่างสมดุล
ตลอดเส้นทาง เขาต้องเจอทั้งฝนตก น้ำท่วม ความไม่เข้าใจจากคนรอบข้าง และความล้มเหลวจำนวนไม่น้อย แต่ทุกครั้งที่ท้อ คำถามหนึ่งจะกลับมาดังในหัวเสมอว่า
“แมลงตัวเล็กๆ พวกนี้ จะสร้างคุณค่าให้เกษตรกร สัตว์เลี้ยง และโลกได้จริงไหม?”
และจนถึงวันนี้ คำตอบของเขาคือ “ได้”
แมลงจึงไม่ได้เป็นแค่โปรตีนทางเลือก แต่กลายเป็น โปรตีนคุณภาพสูงที่ยั่งยืน อย่างแท้จริงในสายตาของเขาและทีมงาน
เมื่อทุนวิจัยกลายเป็นตัวเร่งให้ไอเดียกลายเป็นนวัตกรรมจริง
ตลอดเส้นทางตั้งแต่เริ่มต้น ใจกล้า ต้องเผชิญทั้งปัญหาคุณภาพการเลี้ยงแมลง ระบบซัพพลายเชนที่ยังไม่นิ่ง และตลาดที่ยังไม่คุ้นกับโปรตีนจากแมลงในอาหารสัตว์เลี้ยง
แต่ความพยายามของทีมไม่ได้เดินลำพัง เพราะมีพันธมิตรสำคัญอย่าง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เข้ามาสนับสนุน ผ่านแผนงานกลุ่มอาหารมูลค่าสูง
บพข. มองเห็นว่า ใจกล้ามีโอกาสต่อยอดสู่ โมเดลธุรกิจ BCG (Bio–Circular–Green Economy) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ และยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ซึ่งปัจจุบันเป็น ผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก
แต่ปัญหาคือ ไทยยังติดอยู่กับบทบาทผู้ผลิตแบบ OEM/ODM ผลิตให้แบรนด์ต่างชาติโดยใช้ชื่อแบรนด์ของเขา ทำให้
มูลค่าเพิ่มต่อหน่วยต่ำ
แบรนด์ไทยไม่เป็นที่จดจำของผู้บริโภคโลก
เสี่ยงต่อการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ หากเขาเปลี่ยนซัพพลายเออร์ รายได้ก็หายไปทันที
ทั้งที่จริงแล้ว ไทยมีทั้ง มาตรฐานการผลิตที่สูง และ วัตถุดิบครบวงจร เพียงแต่ยังขาดการลงทุนด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ในต่างประเทศอย่างจริงจัง
การได้รับทุนจาก บพข. จึงเปรียบเหมือนการให้ “อาวุธครบมือ” แก่ใจกล้า จากเดิมที่ทำได้แค่ขนมและเครื่องดื่มสำหรับสุนัข ตอนนี้ทีมสามารถต่อยอดไปสู่การวิจัยและพัฒนา อาหารสุนัขระดับพรีเมียมเต็มรูปแบบ ที่เตรียมจะเปิดตัวในตลาดภายในปี 2026
นี่คือการสร้างวงจรชีวิตใหม่ให้ทรัพยากร ลดของเสีย ลดคาร์บอน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการเพาะเลี้ยงแมลงเชิงเศรษฐกิจ
บพข. เดินหน้าตามนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566–2570 โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อให้ไทยแข่งได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านพลังของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
ภายใต้เป้าหมาย O1 F3 บพข. ตั้งใจผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก
Functional Ingredients
Functional Food
Novel Food (อาหารนวัตกรรม)
ในระดับโลก ซึ่งหนึ่งในโปรเจกต์ที่ได้รับการสนับสนุนก็คือ ใจกล้า ผู้พัฒนาโปรตีนจากแมลงเพื่อใช้ในอาหารอนาคตนี่เอง
การสนับสนุนนี้ทำให้ใจกล้าสามารถดึงผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บมาสู่เชิงพาณิชย์จริง ปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปโปรตีนแมลงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบไทย และผลักให้ไทยมีที่ยืนในตลาด Functional Food และ Sustainable Protein ระดับโลก
ขนมหมากู้โลก: ไม่ได้มีดีแค่โปรตีนแมลง
ปัจจุบัน ใจกล้ามีขนมสุนัขจากโปรตีนแมลงอยู่ 3 สูตรหลัก คือ
สูตรบำรุงผิวและขน
สูตรวิตามินสูง เสริมภูมิคุ้มกัน
สูตรควบคุมน้ำหนัก ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน
ทั้งหมดเป็นขนมสุขภาพสำหรับสุนัข ขนาด 80 กรัม จำหน่ายในช่วงราคา 180–220 บาท ต่อซอง
แต่ของเด็ดไม่ได้มีแค่นั้น ใจกล้ายังมี น้ำผักเพิ่มวิตามินสำหรับสุนัข ซึ่งเป็นเครื่องดื่ม Plant-based 100% ราคาซองละประมาณ 60 บาท (80 กรัม) สำหรับหมาที่ดื่มน้ำน้อย นี่คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้สุนัข
ได้รับความชุ่มชื้นเพิ่ม
ได้รับวิตามินธรรมชาติ
เพิ่มความน่ากินให้มื้ออาหาร
น้ำผักนี้ดื่มได้ทั้งแบบน้ำเปล่า ผสมกับอาหาร หรือแช่เย็นเพิ่มความสดชื่น และที่สำคัญคือ ไม่มีเกลือ ไม่มีสารกันเสีย ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่นสังเคราะห์
นอกจากสูตรจะตั้งใจเพื่อสุขภาพหมาแล้ว ด้าน แพ็กเกจจิ้ง ก็ถูกออกแบบมาอย่างจริงจัง เพื่อสะท้อน Brand belief ของใจกล้า ทั้งโลโก้ สีสัน ชื่อแบรนด์ และการเล่าเรื่อง ล้วนบอกเล่าปรัชญาที่ว่า
“เรากล้าพลิกโลก และกล้าทำให้การดูแลหมากลายเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน”
หมาของคุณก็เป็น “นักเคลื่อนไหวเพื่อโลก” ได้
ด้านการสื่อสาร ใจกล้าเลือกใช้เมสเสจที่ชัดเจนมากคือ “ขนมสุนัขกู้โลก”
เพราะพวกเขาเชื่อว่า สุนัขสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะไม่สามารถขึ้นเวทีปราศรัยหรือพูดเรื่อง Climate Change แต่หมาทุกตัวสามารถเป็น “สื่อกลาง” ให้เจ้าของหันมาใส่ใจโลกมากขึ้นได้
ไอเดียนี้คล้ายกับปรากฏการณ์ของ เกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดนที่กลายเป็นสัญลักษณ์ด้านความยั่งยืน ทำให้เด็กและคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องโลกมากขึ้น
ใจกล้าจึงใช้หมาเป็น “ตัวแทนสื่อสาร” เรื่องความรับผิดชอบต่อโลกในรูปแบบที่ เข้าถึงง่าย น่ารัก และจับต้องได้ ผ่านการเลือกขนมหนึ่งซองให้หมาที่บ้าน
ในแง่ช่องทางจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของใจกล้าถูกกระจายทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ตั้งแต่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม ไปจนถึงร้าน Pet Shop และพื้นที่พรีเมียมในห้างใหญ่ เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่พร้อมจ่ายเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน
ทีมผู้ก่อตั้งย้ำจุดยืนชัดเจนว่า
“ใจกล้าไม่ใช่แค่ขนมสุนัข แต่คือ ‘อาหารแห่งอนาคต’ สำหรับสัตว์เลี้ยงของคนที่ใส่ใจทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และเราต้องการเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารทั้งห่วงโซ่อุปทาน”
แล้วเจ้าของหมาอย่างเรา ทำอะไรได้บ้าง?
ถ้าคุณเลี้ยงสุนัขอยู่ หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดคือ “วันนี้จะให้อะไรลงไปในชามข้าวของเค้า?”
การเลือกขนม หรืออาหารที่มีที่มาชัดเจน โปร่งใส ใส่ใจทั้งสุขภาพหมาและโลกใบนี้ คืออีกหนึ่งทางที่ทำให้เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบง่ายๆ แค่เริ่มจากชามข้าวเล็กๆ ที่บ้าน
เพราะทุกครั้งที่คุณเลือกขนมหนึ่งซองให้หมา คุณกำลัง โหวต ให้อนาคตของโลก และสนับสนุนคนทำงานกลุ่มเล็กๆ ที่กล้าเชื่อว่า
“หนอนตัวเล็ก ขยะอาหารที่เคยไร้ค่า และหมาตัวโปรดของเรา สามารถร่วมกันเปลี่ยนโลกได้จริง”
และบางที การเริ่มเปลี่ยนโลก อาจไม่ได้เริ่มจากห้องประชุมใหญ่ หรือเวทีระดับโลก แต่อาจเริ่มจาก มือที่เปิดซองขนมสุขภาพให้หมาที่คุณรักอยู่ตรงหน้า นี่แหละ

