คมเดือน (MANDATE): วายการเมืองที่กล้าแตะสิ่งที่ซีรีส์ไทยไม่ค่อยพูดถึง
ในโลกซีรีส์วายที่มีทั้งแนวหวานใส ดราม่าหนัก ไปจนถึงแฟนตาซีเหนือจริง คมเดือน (MANDATE) คือหนึ่งเรื่องที่โดดออกมาจากฝูงแบบไม่เกรงใจใคร ด้วยโทนการเมืองเข้มข้น บรรยากาศเมืองจริงจัง และความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ความไว้ใจ และคำถามว่า “เราควรเชื่อใครกันแน่”
เรื่องนี้เล่าเรื่องผ่านการแสดงของสองนักแสดงมากฝีมือ บอย–ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ เบน–บัญญพนต์ ลิขิตอํานวยพร ที่ไม่ได้แค่สวมบท แต่เล่นจนตัวละครดูมีเลือดเนื้อ มีอดีต มีปม และมีแผลในใจจริงๆ
ซีรีส์ไม่ได้ตั้งใจแค่เล่าเรื่องรักของสองตัวละครในฉากหลังการเมืองเท่านั้น แต่ยังเหมือนตั้งใจให้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของวงการวายไทย ที่กล้าขยับเข้าไปอยู่ในพื้นที่การเมืองอย่างจริงจัง
ทำไม ‘คมเดือน’ ถึงต่างจากวายเรื่องอื่น (และซีรีส์การเมืองทั่วไป)
Boy: สำหรับผม คมเดือนน่าจะเป็นซีรีส์วายเรื่องแรกๆ ที่เข้าโหมด political series แบบเต็มตัว เพราะปกติซีรีส์ไทยไม่ค่อยกล้าพูดเรื่องการเมืองกันตรงๆ เท่าไหร่
แต่เรื่องนี้ไม่ได้แตะแบบผิวๆ นะครับ มันไปให้สุด ทั้งบรรยากาศ ทั้งสถานการณ์ และหลายซีนสะท้อนสิ่งที่เราเคยเห็นหรือกำลังเห็นอยู่จริงๆ ในการเมืองไทยแบบไม่หลบมากนัก คนเขียนบทกล้าที่จะเขียนและกล้าที่จะพาเรื่องไปไกลถึงจุดนั้น
สิ่งที่ทำให้ผมสนใจตั้งแต่ตอนอ่านบทครั้งแรกคือ ความสมจริง ทั้งในแง่การเมืองและความสัมพันธ์ มันไม่ใช่วายที่มีแต่ความฟิน แต่มันนำความรักเข้าไปเชื่อมกับเกมอำนาจ การต่อรอง และผลประโยชน์ได้อย่างลื่นไหล
ผมเองอยากลองเล่นซีรีส์วายอยู่แล้ว พอเจอโปรเจกต์ที่เป็นซีรีส์การเมืองที่โทนแปลกใหม่ เข้มข้น และท้าทาย เลยรู้สึกว่า นี่คือบทที่พลาดไม่ได้
การเมืองในเรื่องนี้ “ดิบจริง” แค่ไหน
Boy: ซีรีส์การเมืองที่เราเคยเห็นกัน ส่วนใหญ่จะหยิบเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างการประท้วง ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านมาใช้เป็นฉากหลัง
แต่ คมเดือน เลือกจะลงไปลึกกว่านั้น มันชวนเรามองการเมืองในฐานะ “เกมดีลผลประโยชน์” ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ มากกว่าจะโฟกัสแค่ภาพใหญ่แบบที่เคยเห็นกัน
การเมืองถูกเล่าในฐานะ “การเจรจา – การแลกเปลี่ยน – การต่อรอง”
เห็นชัดว่าผลประโยชน์ของ “คนกลุ่มหนึ่ง” บางครั้งถูกวางเหนือเสียงของประชาชน
เกมหลังฉากระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ กลายเป็นตัวจุดชนวนดราม่าระหว่างตัวละคร
ความซับซ้อนนี้เองที่ทำให้ความสัมพันธ์ของตัวละครที่ผมเล่นกับตัวละครของเบนมี conflict หนักมาก ทั้งๆ ที่อยู่พรรคเดียวกัน แต่กลับเชื่อมโยงกับคนจากอีกฝั่ง ทำให้เกิดคำถามว่า “จะไว้ใจกันได้จริงไหม หรือสุดท้ายจะหักหลังกัน?”
สิ่งที่ผมชอบคือ เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ ความเป็นมนุษย์ ของตัวละครสูงมาก ทั้งด้านงาน การเมือง และความรัก ทุกอย่างสมจริงแบบที่คนโตแล้วดูแล้วจะได้แอบคิดว่า “เออ ความรักตอนโตมันก็เป็นแบบนี้แหละ”
ฉากเดือด ฉากยาก และฉากที่นักแสดงรักเป็นพิเศษ
Boy: ถ้าถามว่า “ซีนไหนยากที่สุด” ผมกลับรู้สึกว่ามันยากทั้งเรื่อง ซีนใหญ่ๆ หรือซีนอารมณ์หนักๆ ต่างก็มีความกดดันในแบบของมันเอง
แต่ถ้าให้เลือกซีนที่ชอบ ผมชอบหลายซีนมาก โดยเฉพาะ
ซีน debate และซีนหาเสียง – ซึ่งคนจะได้เห็นบ้างในตัวอย่าง เป็นซีนที่ผมรู้สึกว่า “โคตรทันยุค” เพราะปกติเรามักเห็นแค่ซีนหาเสียง แต่เรื่องนี้ใส่ ซีน debate จริงจัง เข้าไปด้วย ทำให้เห็นการปะทะทางความคิดอย่างเข้มข้น
ซีนระหว่างผมกับเบน – เป็นความรักที่ไม่ใช่แค่เรื่องหัวใจ แต่มีเรื่องผลประโยชน์ ความไว้ใจ และการเมืองที่เข้ามาเป็น “อุปสรรคความสัมพันธ์” แทนที่จะเป็นแค่มือที่สามแบบที่ซีรีส์รักชอบใช้กัน
อีกหลายซีนที่ผมชอบคือซีนที่ตัวละครของผมกับเบนเริ่มเคลือบแคลงใจกัน แต่ยังต้องทำงานและอยู่ใกล้กันตลอดเวลา อารมณ์มันเลยทั้งกดดัน ทั้งอึดอัด และทั้งลึกในเวลาเดียวกัน
เพราะตั้งแต่ต้นเรื่อง ตัวละครของเบนเป็นคนมาชวนผมลงการเมือง เราเลยต้องเดินไปด้วยกันตลอด ซึ่งทำให้ทั้งเคมีและความตึงเครียดสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
Ben: สำหรับผม ซีนที่ชอบที่สุดคือ ซีนดุเดือดระหว่างตัวละครวี (ที่ผมเล่น) กับหมอหน่อง (ของพี่บอย) เป็นฉากที่อารมณ์ของทั้งคู่ปะทะกันแบบเต็มแม็กซ์ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ตัวละครสองตัวนี้ “จูนกันติด” ผ่านความเดือด ไม่ใช่ผ่านความเข้าใจกัน
ตอนเล่นซีนนี้สนุกมาก เพราะพี่บอยอินมาเต็ม เราเองก็เลยใส่กลับไปเต็มเหมือนกัน กลายเป็นฉากที่ทั้งเหนื่อย ทั้งมัน ทั้งน่าจดจำ
ส่วนซีนที่ยากที่สุดสำหรับผมคือ ซีนบนรถเมล์ที่ต้องขึ้นพูดบนเวทีต่อหน้าคนเยอะๆ มันเหมือนการไปพรีเซนต์งานหน้าห้องในมหาวิทยาลัย แต่ในสเกลที่ใหญ่กว่าเยอะ ทั้งความตื่นเต้น ทั้งความเกร็งมันประดังเข้ามา ถึงแม้อยู่ต่อหน้ากล้องได้ อยู่กลางคนเยอะๆ ได้ แต่พอขึ้นเวทีคนเดียวมันยากกว่าที่คิดเยอะครับ
ประเด็นสังคมและการเมืองที่คมเดือนอยากสะท้อน
Boy: ในมุมของผม ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนเป็นการ “ตีแผ่” การเมืองไทยในแบบที่คนดูจับต้องได้ ว่าสุดท้ายแล้วการเมือง ไม่ควรเป็นพื้นที่ของผลประโยชน์คนกลุ่มเล็กๆ แต่ควรยืนอยู่บนประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
อีกมุมหนึ่งที่สำคัญมากคือมุมของความรักในฐานะซีรีส์วาย คมเดือนเล่าให้เห็นว่า ทุกวันนี้ความรักไม่ควรถูกจำกัดด้วยเรื่องเพศ ความสัมพันธ์เพศเดียวกันเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้แต่ในสนามการเมืองที่ดูแข็ง ทื่อ และจริงจังที่สุด
Ben: ผมมองว่าซีรีส์เรื่องนี้คือ กระจกสะท้อนความไม่เท่าเทียม ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกการเมือง แต่มันสามารถเกิดขึ้นในทุกวงการ ทุกระบบ ทุกโครงสร้างสังคม
นักแสดงอยากให้คนดูได้รับอะไรกลับไป
Boy: อย่างแรกสุด ผมอยากให้คนดูรู้สึกว่า ดูแล้วสนุกจริง เข้มข้นจริง เพราะโทนเรื่องและสถานการณ์มันพาให้ลุ้นได้ตลอดอยู่แล้ว
อีกอย่างที่อยากให้ติดตามคือ พัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างหมอหน่องกับ สส.วี ว่าจากจุดเริ่มต้นจนถึงตอนจบ
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเปลี่ยนไปแบบไหน
อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาใกล้กัน หรือห่างกัน
สุดท้ายแล้วจะเป็น happy ending หรือจบแบบเจ็บๆ
ด้วยประสบการณ์ทำงานเกือบ 20 ปี ผมกล้าพูดว่าการทำงานกับเบนคือหนึ่งในการร่วมงานที่เคมีดีมากๆ เพราะเขาเป็นคนเปิดรับตลอด ทั้งคำแนะนำ ข้อมูล หรือความรู้สึกที่เราส่งไปให้
พอเล่นด้วยกันแล้วมันเลยอินมาก ทุกอย่างดูจริงไปหมด จนพาไปสู่ฉากที่ต้องใช้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบสุดๆ ซึ่งผมเชื่อว่าคนดูน่าจะชอบทั้ง “พาร์ตเข้มข้น” และ “พาร์ตหวาน” ที่เดินคู่กันแบบบาลานซ์ดี
Ben: ผมอยากให้คนดูรู้สึกว่าได้ทั้ง ความเพลิดเพลินและการผ่อนคลาย ไปพร้อมๆ กับการได้เห็นความซับซ้อนของโลกการเมือง และการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกระหว่างคนสองคนที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นทีละนิด
ทั้งหมดนี้จะพาไปสู่คำถามว่า ความสัมพันธ์ในโลกที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์และอำนาจต่อรองแบบนี้ จะลงเอยอย่างไรต่อไป
สรุป: ถ้าชอบวายเข้มข้น ดราม่าจัด และไม่กลัวการเมือง เรื่องนี้ไม่ควรพลาด
คมเดือน (MANDATE) ไม่ได้มาเล่นๆ ในฐานะซีรีส์วายที่มีฉากหลังเป็นการเมือง แต่มันกล้าพาเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่สีเทาๆ ของเกมอำนาจ แล้วถามเรากลับว่า
เราเชื่ออะไรในระบบนี้จริงๆ
ความรักท่ามกลางผลประโยชน์มีสิทธิ์เติบโตได้ไหม
และในสนามการเมืองที่ทุกอย่างคือดีล ความไว้ใจยังมีความหมายอยู่หรือเปล่า
ถ้าคุณชอบซีรีส์วายที่ ไม่ได้มีดีแค่ความฟิน แต่มีอะไรให้คิดต่อหลังดูจบ ‘คมเดือน’ คือหนึ่งเรื่องที่ควรอยู่ในลิสต์อย่างแรง

