สถาปัตยกรรมสีขาวที่ดูเรียบ แต่คิดมาแน่น
งานของริชาร์ด ไมเออร์มักถูกจดจำในฐานะงานสถาปัตยกรรมสีขาว รูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย โปร่ง โล่ง และเต็มไปด้วยช่องว่างที่คุยกับภูมิประเทศและธรรมชาติรอบตัวอย่างจริงจัง
ผลงานของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาสถาปัตย์ทั่วโลก และยังเป็นจุดตั้งต้นให้เราได้ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับ แสง ที่ว่าง บริบท และสีขาว ในงานออกแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
ลองตามไปดูวิธีคิดและวิธีทำงานของไมเออร์ ผ่านบ้านหนึ่งหลัง สีหนึ่งสี และแนวคิดที่เชื่อมจากสเก็ตช์เล็กๆ ไปจนถึงโครงการระดับเมือง
บ้านสมิธ: จุดเริ่มต้นของเส้นสายแบบ Meier
บ้านสมิธ (Smith House) ถือเป็นงานเปิดตัวในฐานะสถาปนิกอิสระของไมเออร์ และเป็นโปรเจกต์ที่เขายอมรับว่า มีความหมายมากในชีวิตการทำงาน
บ้านยุค 60 ส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับรูปแบบดั้งเดิม แต่บ้านสมิธกลับเลือกความโมเดิร์น โปร่ง และดูเป็นมิตรกับการอยู่อาศัย
ความละเอียดแม่นยำของรายละเอียดโครงสร้างถึงขั้นที่ผู้รับเหมาบอกว่า “หายไปหนึ่งส่วนแปดนิ้ว” แต่แม้ก่อสร้างเสร็จก็ยังหาจุดที่หายไปไม่เจอ
ความสัมพันธ์ระหว่างสถาปนิกกับเจ้าของบ้านดีมาก เจ้าของดูแลบ้านอย่างยอดเยี่ยมจนยิ่งทำให้โปรเจกต์นี้พิเศษขึ้นอีกขั้น
บ้านสมิธยืนระยะมาแล้วกว่า 50 ปี และเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่ผลักดันให้ไมเออร์คว้ารางวัลพริตซ์เกอร์ (Pritzker Prize) ในวัยเพียง 49 ปี รวมถึงรางวัล 25 ปี จาก AIA ที่มอบให้โครงการที่ ผ่านกาลเวลา และยังคงรักษามาตรฐานด้านการออกแบบอย่างต่อเนื่อง
ทำไมบ้านหลังนี้ถึง “สมเหตุสมผล” กับพื้นที่
สิ่งที่ทำให้บ้านสมิธน่าสนใจไม่ใช่แค่หน้าตา แต่คือการตอบโจทย์พื้นที่ตั้งที่เป็น โขดหินและที่ดินลาดลงสู่น้ำ
ที่ดินลาดเอียงลงสู่พื้นน้ำ วิวสวยมาก แต่เกือบทั้งหมดเป็นหิน การก่อสร้างแบบบ้านปกติจะทำให้ค่าเคลียร์พื้นที่สูงมาก
ไมเออร์เลือกแก้ด้วยการ ยกบ้านในแนวตั้ง แทนการฝังบ้านลงในดินเพื่อลดค่าใช้จ่ายการขุด
เขาออกแบบให้เข้าบ้านจากชั้นกลาง ก่อนจะไล่ขึ้นชั้นบนหรือเลื่อนลงชั้นล่าง ทำให้การเคลื่อนไหวในบ้านสัมพันธ์กับระดับที่ดินอย่างเป็นธรรมชาติ
พื้นที่สาธารณะ เช่น ห้องนั่งเล่น ถูกจัดให้อยู่ริมผืนน้ำ ส่วนห้องนอนซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวกลับถอยไปอยู่แถวทางเข้า
เมื่อมองจากด้านหน้า บ้านสมิธในเมืองเดเรียน รัฐคอนเนตทิคัต (สร้างเสร็จปี 1967) ดูเหมือนกล่องสีขาวสูง 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอยราว 260 ตร.ม. ใช้เฟอร์นิเจอร์แนวอุตสาหกรรม ห้องนอนถูกย่อให้เล็ก แต่กลับดึงจุดเด่นไปไว้ที่ ผนังกระจกเต็มสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ที่หันหน้าออกสู่ทะเล
โครงสร้างของบ้านแบ่งโซนชัดเจน
พื้นที่ส่วนตัว (private zone) อยู่บริเวณทางเข้า หันไปทางถนนและป่าไม้ ผนังด้านนอกทึบ แทรกหน้าต่างช่องเล็กๆ เรียงเป็นจังหวะ
พื้นที่สาธารณะ (public zone) สำหรับใช้ชีวิตร่วมกันของครอบครัว อยู่ด้านหลัง มองออกไปเห็นน้ำ แบ่งระดับ 3 ชั้นเช่นกัน แต่ซ่อนอยู่ในกรอบกระจกสามด้าน
ภาพรวมของบ้านจึงเหมือนแพลตฟอร์มสีขาวที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลและท้องฟ้า ขณะที่ฟาซาดด้านหลังโปร่งด้วยกระจก ส่วนเตาผิงกลับถูกออกแบบให้เป็นองค์ประกอบโครงสร้างที่ ยื่นพ้นผืนอาคารออกมา เหมือนเสาขนาดใหญ่ที่ตัดผ่านกรอบอาคารและคอยดึงสายตาไปสู่ทิวทัศน์ภายนอก
เตาผิงที่บังวิว…แต่กลับทำให้วิวสวยกว่าเดิม
ผู้อยู่อาศัยต้องเดินผ่าน “โซนส่วนตัว” ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่สาธารณะด้านหลัง ทำให้การเข้าสู่วิวทะเลค่อยๆ ถูกเปิดเผย ไม่ใช่เห็นทุกอย่างตั้งแต่จุดแรกที่เปิดประตู
ชัค สมิธ เจ้าของบ้านในปัจจุบันเล่าว่า สิ่งที่เขารักมากคือ เตาผิงที่ตั้งขวางสายตา ในห้องนั่งเล่น
ตอนเด็กๆ เวลาผลักประตูเข้าบ้าน เขายังมองไม่เห็นทุกอย่างในทันที เตาผิงกลายเป็นตัวกั้นสายตา ทำให้ต้องกวาดมองซ้าย–ขวา
พอพ้นแนวเตาผิงไป ภาพวิวที่ถูกเฉลยคือทะเลแบบเกือบอินฟินิตี้ ผืนน้ำพอดีกับแนวกรอบกระจกแทบทั้งความสูงสามชั้น
แผ่นกระจกขนาดใหญ่ถูกขนมาทางเรือและยกขึ้นด้วยเครนตอนก่อสร้าง ชัคยังจำภาพเสาเหล็กที่ฝังลึกลงไปในดินก่อนบ้านจะเสร็จสมบูรณ์ได้ดี
เขายังเล่าถึงความทรงจำเล็กๆ ที่ทำให้เห็นว่าบ้านหลังนี้ “เปราะบางแต่ทรงพลัง” ไปพร้อมกัน
โตมาในบ้านที่ผนังและกระจกสำคัญมาก เขามักถูกเตือนว่า “อย่าโยนบอลในบ้าน” หรือ “อย่าเตะกำแพง”
มีหน้าต่างบานหนึ่งที่เขายิงด้วยปืนบีบีกันจนยังเห็นรอยอยู่จนถึงทุกวันนี้
ชั้นลอยของบ้านเคยเป็นจุดที่เขาแอบยืนมองพ่อแม่คุยกับเพื่อนๆ ข้างล่าง มุมที่ดูน่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก แต่ก็ชวนให้รู้สึกว่าหนึ่งก้าวพลาดก็อาจตกลงไปได้
ในมุมของไมเออร์เอง เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่บ้านสมิธถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และยิ่งดีขึ้นไปอีกเมื่อเจ้าของบ้านเปิดให้ผู้คนแวะมาเยี่ยมชมอยู่เสมอ ทำให้บ้านหลังนี้ไม่ใช่เพียงบ้านของครอบครัวเดียว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมร่วมสมัย
สำหรับไมเออร์ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือบ้านสมัยใหม่จำนวนมากเริ่มได้รับการดูแลรักษาและอนุรักษ์ แต่ก็ยังไม่ใช่ทุกหลัง หลายอาคารถูกทุบทิ้งโดยไม่เห็นคุณค่า เขาหวังว่าผลงานบางชิ้น โดยเฉพาะบ้านที่มีคุณภาพเชิงสถาปัตยกรรมชัดเจน จะสามารถอยู่ต่อและเล่าเรื่องของเมืองได้อีกยาวนาน
ชัค สมิธยอมรับว่าการเติบโตท่ามกลาง เส้นสายที่สะอาด เรียบง่าย ของบ้านสมิธ ส่งผลต่อรสนิยมและมุมมองชีวิตของเขาโดยตรง เขากลายเป็นคนที่ชอบความเรียบง่าย และรู้สึกตอบรับกับความงามที่เกิดจากความชัดเจนและการลดทอน
สีขาวในสายตา Richard Meier: ไม่ใช่แค่ “สี” แต่เป็นเครื่องมือ
ไมเออร์นิยามสีขาวว่าเป็นตัวกลางสำคัญที่เชื่อมระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
สำหรับเขา สีขาวไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นตัวช่วยขยายให้เราเห็นสีอื่นชัดขึ้น
สีขาวสะท้อนและหักเหสีของภูมิทัศน์ ทำให้เรารับรู้ถึงบริบทโดยรอบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เราสามารถเห็นการเปลี่ยนเฉดสีในแต่ละช่วงของวัน การเปลี่ยนฤดูกาล และการเคลื่อนของแสงผ่านผิวสีขาวของอาคาร
สีของธรรมชาติกลายเป็นองค์ประกอบที่ “เติมสี” ให้สถาปัตยกรรม ทำให้ตัวอาคารดูมีชีวิตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ไมเออร์เคยกล่าวในสุนทรพจน์รับรางวัลพริตซ์เกอร์ว่า สีขาวนั้นวิเศษ เพราะภายในสีขาวคุณสามารถมองเห็นสีทั้งหมดของสายรุ้ง ความขาวไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยแสง ท้องฟ้า เมฆ ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์
สำหรับเขา สีขาวคือภาษาที่ชัดที่สุดของสถาปัตยกรรม
มันขับให้เห็นความแตกต่างระหว่างทึบและโปร่ง ระหว่างมวล (solid) และที่ว่าง (void)
ทำให้เส้น โครงสร้าง และพื้นผิวถูกอ่านง่ายขึ้น เหมือนมีตัวเน้นข้อความบนองค์ประกอบทุกชิ้น
สีขาวช่วยเน้นให้เรารู้ตัวว่ากำลังอยู่ในโลกที่แสงและเงาเล่าเรื่องอยู่ตลอดเวลา
เขายังอธิบายว่าสีขาวสะท้อนการไล่เฉดของแสงในแต่ละวัน วันฟ้าโปร่งเพียงวันเดียว ก็เพียงพอให้ผิวสีขาวของอาคารเปลี่ยนเฉดต่อเนื่องทั้งวันจากแสงและเงา ทำให้เรารู้สึกถึง การเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ได้มากยิ่งขึ้น
แต่สีขาวก็ไม่ใช่คำตอบเดียวของเขาเสมอไป ครั้งหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งบอกว่าอยากได้อาคารสีดำ ไมเออร์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทำไมจะไม่ได้” จึงเกิดโครงการ 685 First Avenue ที่นำผนังเคอร์เทนวอลล์สีดำมาใช้เหมือนสร้างผิวหนังอีกชั้นให้กับอาคาร แตกต่างไปจากงานสีขาวส่วนใหญ่ของเขาอย่างสิ้นเชิง
จากโต๊ะเขียนแบบเล็กๆ สู่คอลลาจ 150 เล่ม
การทำงานของไมเออร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ไซต์งานหรือออฟฟิศสถาปนิกเท่านั้น เขายังใช้ศิลปะมาเป็นเครื่องมือช่วยคิดและช่วยมองโลกด้วย
ตอนที่เขาย้ายมาทำงานในนิวยอร์ก เขาเคยเป็นลูกทีมของมาร์เซล บรอยเออร์ (Marcel Breuer) ขณะที่เพื่อนของเขาอย่างไมเคิล เกรฟส์ (Michael Graves) ทำงานอยู่กับจอร์จ เนลสัน (George Nelson) พวกเขาอยากมีที่สำหรับวาดรูปในตอนเย็นและวันหยุด จึงเช่าสตูดิโอเล็กๆ ร่วมกันบนถนนสายที่ 10 อยู่ช่วงหนึ่ง
เมื่อหมดสัญญาเช่า เขาตัดสินใจลาออกจากงานและเริ่มทำออฟฟิศของตัวเองในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ที่แบ่งเป็นห้องนอนหนึ่งห้องและห้องทำงานอีกหนึ่งห้อง มีพื้นที่พอวางโต๊ะทำแบบ แต่ไม่พอสำหรับวาดรูปขนาดใหญ่ เขาจึงเลี้ยวไปทำ งานคอลลาจ (collage) แทน
เขาเริ่มทำคอลลาจจริงจังตั้งแต่ปี 1959 และกลับมาทำต่อเนื่องในปี 1963 แต่จุดที่คอลลาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงๆ คือช่วงที่เขาเริ่มงานโครงการ Getty Center ในปี 1976
ตลอดเวลาหลายปีนั้น เขาต้องบินไป–กลับระหว่างนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และเมืองอื่นๆ เป็นประจำ เขาพกกล่องอุปกรณ์ทำคอลลาจขึ้นเครื่องทุกครั้ง ใช้เวลาบนเครื่องบินที่ยาว 4–5 ชั่วโมงในการตัด แปะ จัดองค์ประกอบภาพ จนสุดท้ายมีสมุดคอลลาจสะสมมากกว่า 150 เล่ม
ไมเออร์ยกให้ เคิร์ต ชวินเทอร์ส (Kurt Schwitters), จอร์จ บรัก (Georges Braque) และปิกัสโซ เป็นศิลปินคอลลาจที่เขาชื่นชมมากที่สุด สำหรับเขา คอลลาจคือศิลปะที่ทำงานกับกระดาษอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีวาระซ่อนเร้น
ในโลกของเขา งานสถาปัตยกรรม กับ งานคอลลาจ แยกจากกันอย่างชัดเจน
สถาปัตยกรรมคือการสร้างที่ว่างที่มนุษย์เดิน เข้าไป อยู่ ใช้งานได้ และผูกติดกับมาตราส่วนของมนุษย์อย่างเลี่ยงไม่ได้
คอลลาจคือการจัดองค์ประกอบสองมิติบนกระดาษ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เขาทำเพื่อตัวเอง ไม่เกี่ยวกับลูกค้า ไม่เกี่ยวกับการเมือง
ที่สำคัญ เขายังเลือก ไม่รับงานลูกค้าที่มีความขัดแย้งเชิงการเมืองหรือใช้สถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างชัดเจน
ใครคือแรงบันดาลใจของ Richard Meier
ในช่วงเริ่มต้น เขาหันไปศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะผลงานของ
จัน โลเรนโซ เบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini)
ฟรานเชสโก บอร์โรมีนี (Francesco Borromini)
โดนาโต บรามังเต้ (Donato Bramante)
เขามองว่าสถาปนิกเหล่านี้มีความสำคัญไม่แพ้ชื่อที่เราคุ้นเคยอย่าง อัลวาร์ อัลโต, แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์, เลอ คอร์บูซิเยร์ หรือหลุยส์ คาห์น เขายังบอกด้วยว่า คุณภาพและความเหนือกาลเวลา ของผลงานเหล่านั้นคือสิ่งที่เขานำมาแปลความใหม่ในงานของตัวเอง
จาก Ben Nicholson สู่เส้นสายเรขาคณิตในงานสถาปัตยกรรม
ไมเออร์บอกตรงๆ ว่าเขาได้รับอิทธิพลมากจากงานของศิลปินอย่างเบน นิโคลสัน (Ben Nicholson)
สิ่งที่เขาหลงรักคือ
ความบริสุทธิ์ (purity) ในการจัดองค์ประกอบ
ความละเอียดอ่อนแต่มีเหตุผล
การใช้รูปทรงพื้นฐานมาสร้างความลึกและจังหวะ
เราจึงเห็นรูปทรงเรขาคณิตเรียบๆ แต่จัดจังหวะอย่างแม่นยำปรากฏซ้ำๆ ในงานของไมเออร์ ทั้งผังอาคาร รูปด้าน และรายละเอียดของที่ว่าง
New Harmony: แค่เอียง 5 องศา แต่เปลี่ยนทุกอย่าง
โครงการ New Harmony เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าไมเออร์ใช้รูปทรงเรียบๆ เล่นกับบริบทและประวัติศาสตร์ของเมืองได้อย่างไร
เขามองว่าที่นี่ต้องรับผิดชอบต่ออดีตของเมือง New Harmony จึงเลือกปรับแกนอาคารให้ เอียงเพียง 5 องศา
ผลลัพธ์คือ
มุมมองของผู้ใช้เปลี่ยนไปทันที ทั้งที่ภายนอกเหมือนอาคารยัง “ตั้งตรง”
การเอียง 5 องศาผูกโยงกับรูปทรงเรขาคณิตของอาคารและบริบทโดยรอบ ไม่ใช่เอียงเพื่อความแปลก
เส้นทางเดิน ขบวนการเคลื่อนไหว การวางช่องเปิด ล้วนถูกออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้สัมผัสถึง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวอาคารกับแม่น้ำและพื้นที่รอบๆ
เขาพูดถึงการเดินผ่านหน้าต่างโค้งที่สะท้อนภาพริมแม่น้ำได้สวยงาม ซึ่งแตกต่างจากภาพมุมมองเส้นตรงในอาคารทั่วไป สำหรับไมเออร์ นี่คือการทำให้ “สถานที่” กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอาคาร ไม่ใช่แค่ฉากหลัง
เขายอมรับว่ามุมมองนี้สวนทางกับแฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ในบางประเด็น
ไรต์ชอบคิดเรื่องการขยายที่ว่างจากภายในไปสู่ภายนอก
แต่ไมเออร์สนใจ ความสัมพันธ์ระหว่างที่ว่างภายนอกกับภายใน มากกว่า เน้นการรับรู้ถึงความต่างระหว่างมนุษย์สร้าง กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
ในทุกโครงการ เขาหยิบกระดาษขึ้นมาเริ่มจากผังสองมิติก่อนเสมอ แล้วค่อยต่อยอดไปสู่ภาพสามมิติและประสบการณ์การเคลื่อนไหวจริงของผู้ใช้
บริบทไม่ใช่คำแฟนซี แต่คือจุดผิดพลาดใหญ่ของสถาปนิกยุคนี้
ไมเออร์เคยมองออกไปนอกหน้าต่างออฟฟิศตัวเอง เห็นตึกเอ็มไพร์สเตทและอาคารสูงอื่นๆ รอบๆ เขาอธิบายว่าปัญหาใหญ่ของสถาปนิกยุคนี้คือ
“คุณสร้างอาคารสูง 100 ชั้นได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณควรทำ”
สำหรับเขา การไม่คำนึงถึงบริบท คือความผิดพลาดใหญ่ที่สุด
แนวทางของไมเออร์จึงยึดกับประเด็นเหล่านี้เสมอ
ดูบริบทก่อนคิดฟังก์ชัน
ถามว่าอาคารจะอยู่ร่วมกับเมืองและชุมชนอย่างไร
ให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่คนเดินเท้าและผู้ใช้จะได้สัมผัสในระดับพื้นดินมากกว่างานโชว์บนสกายไลน์
เขาเคยยกตัวอย่างโบสถ์สีขาวในกรุงโรมที่ใช้ คอนกรีตสีขาวที่ทำความสะอาดตัวเองได้ เมื่อฝนตก ผิวอาคารก็ถูกล้างไปในตัว เป็นทั้งเรื่องเทคนิค วัสดุ และสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ที่เขาต้องการสื่อผ่านงานสถาปัตยกรรม
การจัดการโครงการ: ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ฟังก์ชัน
ไมเออร์ไม่ได้หยุดแค่ตอบคำถามว่า “อาคารใช้ทำอะไร” แต่ยังถามต่อว่า
สถาปัตยกรรมนี้จะ เปิดตัวเองให้สาธารณะ แค่ไหน
พื้นที่ที่สร้างขึ้นจะ ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ อย่างไร
โครงการนี้จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับบริเวณโดยรอบได้จริงหรือเปล่า
เขามองทุกโปรเจกต์แบบกรอบกว้างๆ เสมอ ไม่ได้มองเพียงอาคารโดดๆ แต่ดูว่าอาคารนั้นทำให้เมืองดีขึ้นอย่างไร
พื้นที่สาธารณะที่มีคนใช้งานจริง ไม่ใช่แค่พื้นที่ว่างในแบบ
หนึ่งในงานระดับมาสเตอร์พีซของไมเออร์คือ โครงการ Getty Center Complex ในลอสแอนเจลิส มูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดใช้ในปี 1997 ตั้งอยู่บนยอดเขาในเทือกเขาซานตาโมนิกา มองเห็นทั้งเมืองและมหาสมุทรแปซิฟิก
กลุ่มอาคารประกอบด้วย
พิพิธภัณฑ์
สถาบันวิจัยเก็ตตี้
สถาบันอนุรักษ์เก็ตตี้
มูลนิธิเก็ตตี้ และมูลนิธิเจ.พอล เก็ตตี้ ทรัสต์
ลานและสวนหลายรูปแบบ
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้พิเศษในสายตาไมเออร์คือ ความต่อเนื่องของชีวิตในพื้นที่
ตอนเปิดใหม่ๆ มีผู้เข้าชมราว 5,000 คนต่อวัน
ผ่านมากว่าสองทศวรรษ ตัวเลขก็ยังใกล้เคียงเดิม
ผู้คนไม่ได้แค่แวะชมงานศิลปะชั่วครู่ แต่ใช้ทั้งวันเดินเล่น นั่งกินข้าว ดูวิว และใช้พื้นที่กลางแจ้งอย่างเต็มที่
เขายังผูกเรื่องนี้เข้ากับชีวิตครอบครัวของตัวเองด้วย เพราะโปรเจกต์นี้ใช้เวลาออกแบบและก่อสร้างร่วม 12 ปี เขาเดินทางมาที่ไซต์งานทุกสองสัปดาห์ และหลายครั้งก็พาลูกๆ มาพักอยู่บ้านเล็กๆ ข้างไซต์ เพื่อดูความคืบหน้าร่วมกัน
อีกตัวอย่างของ พื้นที่สาธารณะที่มีชีวิตจริง คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยบาร์เซโลนา (Barcelona Museum of Contemporary Art) ที่เปิดในปี 1995 ซึ่งลานหน้าพิพิธภัณฑ์กลายเป็นพื้นที่รวมตัวของวัยรุ่นอย่างแท้จริง
เด็กๆ ในบาร์เซโลนามักพกสเก็ตบอร์ดหรือรองเท้าสเก็ตมาเล่นที่ลานแห่งนี้เป็นประจำ พื้นที่หน้าอาคารจึงไม่ได้ว่างเปล่า แต่เต็มไปด้วยเสียง หัวเราะ และการเคลื่อนไหว
ไมเออร์ตีความว่าพื้นที่แบบนี้มีคุณภาพคล้ายกับสิ่งที่เขาชื่นชมในพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ของแฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ ที่โรทันดากลางกลายเป็นพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยน และใช้เวลาอยู่ร่วมกัน
ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็วิจารณ์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาว่า นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แทบไม่มีแรงจูงใจในการสร้างพื้นที่สาธารณะ เลย
การเสียพื้นที่ให้สาธารณะมักถูกมองว่าเป็นต้นทุน ไม่ใช่คุณค่า
เขาเชื่อว่าต้องมีแรงจูงใจเชิงนโยบายจากรัฐ เพื่อผลักดันให้พื้นที่สาธารณะคุณภาพดีเกิดขึ้นในทุกโครงการ ไม่ใช่แค่ในงานพิเศษไม่กี่แห่ง
พิพิธภัณฑ์: ห้องเรียนเปิดของสถาปัตยกรรมและแสง
ไมเออร์ชอบเดินพิพิธภัณฑ์ เพราะแต่ละแห่งมี
คอลเล็กชันที่ไม่เหมือนกัน
บริบทที่แตกต่างกัน
วิธีการจัดที่ว่างและแสงที่เล่าเรื่องไม่เหมือนกันเลย
เขามองว่าพิพิธภัณฑ์เป็นมากกว่าสถานที่ดูงานศิลปะ แต่เป็น พื้นที่สาธารณะสำหรับการเรียนรู้และการเพลิดเพลิน ที่ผู้คนมาเพื่อสัมผัสทั้งภายในและภายนอก
พิพิธภัณฑ์ Getty ที่ลอสแอนเจลิส จึงกลายเป็นตัวอย่างของสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาเพื่อ
ดูงานศิลปะ
เดินเล่นในสวน
นั่งพักในพื้นที่เปิดโล่ง
มองเมืองจากมุมมองที่ถูกออกแบบอย่างประณีต
สำหรับเขา สถาปัตยกรรมที่ดีคือสถาปัตยกรรมที่ ทำให้เราเห็นคุณค่าของแสงและธรรมชาติรอบตัวได้ชัดขึ้น
เขายังพูดถึงความยาวนานของกระบวนการออกแบบและก่อสร้างว่า ทำให้เขามองย้อนกลับไปเห็นคุณค่าของความเหนือกาลเวลาในงานสถาปัตยกรรมได้ชัดเจนขึ้น
สถาปัตยกรรมไม่ได้เกิดแล้วจบในปีเดียว แต่มันผ่านช่วงเวลายาวนาน และคุณภาพที่แท้จริงจะถูกพิสูจน์ผ่านประสบการณ์ของผู้ใช้ในที่ว่างเหล่านั้น
บทสรุป: หลักคิดง่ายๆ ที่สถาปนิกไม่ควรมองข้าม
เมื่อฟังแนวคิดของริชาร์ด ไมเออร์ เราจะพบว่าแก่นของมันไม่ได้ซับซ้อนเกินกว่าที่นักศึกษาสถาปัตย์ทุกคนเคยเรียน
เริ่มจากรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐาน
ใช้สีขาวทดสอบแสง เงา และความสัมพันธ์ของมวลกับที่ว่าง
กลับไปดู บริบทเป็นอันดับแรก แล้วจึงออกแบบอาคารตามนั้น
แต่มูลค่าที่แท้จริงคือความ ไม่ประมาทต่อหลักการง่ายๆ เหล่านี้
ไม่ใช้สถาปัตยกรรมไปข่มบริบท หรือตัดขาดจากชุมชน
ไม่มองข้ามพื้นที่สาธารณะเพียงเพราะมันไม่ทำเงินตรงๆ
ให้ความสำคัญกับคุณค่าร่วมของเมืองและผู้คน มากกว่าความโดดเด่นของอาคารเพียงหลังเดียว
ในทุกโปรเจกต์ ไมเออร์พยายามดันให้เกิด พื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นลานหน้าอาคาร พื้นที่นั่งชมวิว หรือโถงรวมตัว นั่นคือวิธีที่เขาใช้สถาปัตยกรรมเชื่อมผู้คนเข้าหากัน และเชื่อมผู้คนเข้ากับเมืองอย่างแท้จริง
สุดท้ายแล้ว สถาปัตยกรรมในสายตาเขาไม่ใช่แค่มวลแข็งๆ สีขาว แต่คือ ประสบการณ์ของมนุษย์ในที่ว่างที่ถูกออกแบบมาอย่างใส่ใจ และนั่นต่างหากที่ทำให้งานของเขายังถูกพูดถึงและศึกษาอยู่จนถึงทุกวันนี้

