รับแอปรับแอป

เจาะลึก Barry Lyndon: เมื่อหนังสวยระดับภาพวาด แต่เล่าความโหดร้ายของโลกอย่างเลือดเย็น

ภูริณัฐ วงศ์ชัย01-31

เปิดเฟรมแรก: ภาพสวยที่สุด…หรือโหดที่สุด?

ถ้าพูดถึงหนังที่ภาพสวยระดับ “ทุกช็อตคือภาพวาด” เรื่องที่มักถูกยกขึ้นมาเสมอก็คือ Barry Lyndon (1975) ของ Stanley Kubrick และมันไม่ได้สวยแค่ระดับโปสเตอร์ แต่สวยยันปรัชญาชีวิต ขณะเดียวกันก็โหดร้ายระดับทำลายความโรแมนติกต่อยุคศตวรรษที่ 18 ให้พังทลายลงในสามชั่วโมง

แม้ตอนออกฉายกระแสจะดีระดับคว้า Oscar 4 รางวัล แต่ก็ถูกบ่นว่า ยาว เอื่อย ช้า เข้าใจยาก จนคนดูจำนวนไม่น้อยสลบกลางทาง กาลเวลาจึงค่อยๆพิสูจน์ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่สวย แต่คือหนึ่งในงานมาสเตอร์พีซที่สำคัญที่สุดของ Kubrick

“This must be one of the most beautiful films ever made.” – Roger Ebert

และสำหรับ Martin Scorsese หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่สวย แต่คือ ประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ลึกและโหด ซ่อนความป่าเถื่อนของสังคมผู้ดีไว้ใต้แสงเทียนอันงดงาม

จากโปรเจกต์ Napoleon ล่ม…สู่ Barry Lyndon ที่เกิดจากการประนีประนอม

เดิมที Kubrick หมกมุ่นอยากทำหนังชีวประวัติ Napoléon Bonaparte ตั้งแต่หลังจบ 2001: A Space Odyssey (1968) แต่เมื่อหนังสงคราม Waterloo (1970) เจ๊งเละ นักลงทุนเลยเผ่นกันหมด โปรเจ็กต์ Napoleon ก็เลยแทบถูกฝังทั้งเป็น

ในระหว่างที่ต้องหาหนังใหม่มาทำ เขาเปิดหนังสือเก่าๆ บนชั้นของตัวเอง หยิบ Thackeray ขึ้นมาอ่าน ไล่จากหลายเรื่องจนมาถึง The Luck of Barry Lyndon (1844) แล้วเกิดอาการอินจัด ถึงขั้นยอมเปลี่ยนจากจักรพรรดิฝรั่งเศสมาเล่าเรื่องชายชาวไอริชที่ไต่เต้าจากคนธรรมดา สู่การกลายเป็นสุภาพบุรุษปลอมๆ ในสังคมผู้ดีอังกฤษ

Kubrick ดัดแปลงนิยายด้วยตัวเอง พยายามซื่อสัตย์ต่อโครงเรื่อง แต่ก็ปรับหลายจุดสำคัญ เช่น

  • จากเล่าแบบบุคคลที่หนึ่ง (ให้ Barry เล่าเอง) กลายเป็นเสียงบรรยายของผู้เล่าเรื่องนิรนาม

  • ละรายละเอียดเยิ่นเย้อในนิยาย แล้ว “ย่อ” ทุกอย่างให้กลายเป็นภาพนิ่ง + เสียงบรรยาย

  • เปลี่ยนตอนจบจากนอนตายในคุกเมาเหล้า เป็นการโดนตัดขา ถูกส่งกลับไอร์แลนด์แบบไร้ศักดิ์ศรี

แก่นยังเหมือนเดิม: ชายคนหนึ่งที่พยายามปีนขึ้นสู่ยอดพีระมิดแห่งชนชั้น แล้วถูกเหวี่ยงลงมาอย่างไร้เมตตา

เส้นทางชีวิต Redmond Barry: จากเด็กหนุ่มไร้เดียงสา สู่ Barry Lyndon ผู้ว่างเปล่า

เรื่องราวเริ่มที่ไอร์แลนด์ ปี 1750 เด็กหนุ่มชื่อ Redmond Barry (Ryan O’Neal) เติบโตมากับแม่หลังพ่อตายจากการดวลปืนเพื่อเกียรติยศ ตั้งแต่เฟรมแรกหนังประกาศชัดว่าโลกใบนี้เดินด้วย

  • เกียรติยศ

  • ศักดิ์ศรี

  • และ…ความตาย

Redmond ตกหลุมรักลูกพี่ลูกน้อง Nora Brady แต่สุดท้ายโดนเธอใช้เป็นหมาก Nora เล่นกับหัวใจเขา แล้วหันไปเลือกแต่งกับกัปตัน John Quin ที่ “มีอนาคต” กว่า ผลคือ Redmond ท้าดวลปืน จบลงด้วยการเชื่อว่าตัวเองฆ่าคู่แข่งตาย และจำใจต้องหนีออกจากบ้านเกิด

จากตรงนี้ เส้นทางชีวิตเขาถูกปั่นจนแทบจำตัวเองไม่ได้

Part I: การไต่เต้าสู่ชื่อ Barry Lyndon

1. จากเด็กหนีคดีสู่ทหารรับจ้าง

ระหว่างหนีออกจากบ้าน Redmond ถูกปล้นหมดตัวโดยโจรชื่อ Captain Feeney ชีวิตเลยไม่มีทางเลือก นอกจากไปสมัครเป็นทหารอังกฤษ เข้าร่วม สงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War)

ฉากสงครามในเรื่องนี้ไม่ได้มาแนวฮีโร่เท่ๆ แต่มาในโทน โง่ เฉื่อย และน่าขนลุก ทหารเดินเรียงแถวกลางทุ่งให้ศัตรูยิง เหมือนเดินเข้าสู่ลานประหารอย่างสมัครใจ

Redmondสูญเสียคนที่ใกล้เคียง “พ่อคนที่สอง” อย่าง Captain Grogan ในสนามรบ เหตุการณ์นี้บาดลึกถึงขั้นทำให้เขาเริ่มมองเกียรติยศในสงครามเป็นเรื่องหลอกลวง

เขาจึงตัดสินใจ หนีทหาร ด้วยการขโมยเอกสารนายทหาร แต่งตัวปลอม แล้วแวะไปหลบกับหญิงเยอรมันลูกอ่อนที่สามีหายไปในสงคราม ซีเควนซ์สั้นๆ นี้คือช่องว่างเล็กๆ ที่ Kubrick ให้คนดูได้หายใจ – บอกเราว่า โลกยังมีความอบอุ่นและความรักเล็กๆ เหลืออยู่บ้าง ท่ามกลางหายนะ

2. จากพวกอังกฤษ สู่เครื่องจักรสงครามของปรัสเซีย

ระหว่างทาง Redmond ถูกจับได้โดย Captain Potzdorf จึงถูกบังคับให้ไปเป็นทหารปรัสเซีย กลับสู่สนามรบอีกครั้ง แต่คราวนี้ความย้อนแย้งเริ่มหนักขึ้น

  • จากหนีทหารอังกฤษ → กลายเป็นวีรบุรุษปรัสเซีย

  • จากเคยเห็นกองทัพเป็นโรงเชือด → กลายเป็นคนช่วยชีวิตนายทหารจนได้เหรียญเชิดชู

โลกของ Barry Lyndon จึงเต็มไปด้วยมุกตลกร้ายระดับจักรวาล

หลังสงคราม Redmond ถูกใช้เป็นสายลับ แทรกซึมเข้าใกล้ Chevalier de Balibari นักพนันชาวไอริชที่ทำทีเป็นทูตต่างชาติ แต่เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนร่วมชาติ Redmond กลับแตกสลายสารภาพตัวตนทั้งหมดอย่างกลั้นไม่อยู่

Chevalier กลายเป็น “พ่อคนที่สาม” ผู้สอนให้เขาโกงไพ่ หลอกคน และหลบหนีจากปรัสเซียออกไปเริ่มชีวิตใหม่ในยุโรป

3. จากนักพนันต้มตุ๋น สู่สุภาพบุรุษชื่อ Barry Lyndon

เมื่อเป็นอิสระ Redmond กับ Chevalier เที่ยวทั่วยุโรป กินดีอยู่สบายจาก การพนัน + กลโกง จนวันหนึ่งเขาได้พบหญิงสูงศักดิ์ชื่อ Lady Honoria Lyndon ภรรยาของ Sir Charles Lyndon

ฉากแรกที่ทั้งคู่สบตากัน Kubrick ไม่ให้พวกเขาพูดแม้แต่คำเดียว มีแค่แววตา จังหวะก้าวเดิน และเสียง Schubert ที่โศกเศร้าเคล้าหวาน

มันโรแมนติก…แต่กลวงเปล่าอย่างจงใจ Kubrick ถึงกับอธิบายเองว่าความดึงดูดนี้เป็นเพียงแรงปรารถนาผิวเผิน และจะสลายเร็วเท่าตอนที่จุดติด

ไม่นาน Sir Charles ตาย Redmond ก็แต่งงานกับ Lady Lyndon เปลี่ยนนามสกุลเป็น Barry Lyndon สมใจในเชิงชนชั้น แต่เขาไม่ได้รักเธอเท่าไหร่ สนใจแต่เงินและสถานะ

Part II: เมื่อชื่อ “Barry Lyndon” กลายเป็นคำสาป

1. หนูตกถังข้าวสาร ที่กัดทุกอย่างรอบตัว

หลังแต่งงาน Barry ใช้ชีวิตเหมือน gold digger ตัวพ่อ – หมดเวลาไปกับการพนัน ผู้หญิง และงานเลี้ยงหรู ปล่อยให้ Lady Lyndon อยู่บ้านอย่างเฉาๆ ตามลำพัง

เขาได้ลูกชายหนึ่งคนชื่อ Bryan Patrick Lyndon เด็กคนนี้คือสิ่งเดียวที่เขารักแบบจริงใจ เลี้ยงแบบตามใจสุดๆ อยากได้อะไรก็ซื้อให้หมด

ในขณะเดียวกัน Barry กลับปฏิบัติกับ Lord Bullingdon (ลูกชายจากสามีเก่าของ Lady Lyndon) อย่างเย็นชา หยามเหยียด และใช้ความรุนแรง ทำให้เด็กคนนี้เก็บความแค้นสะสมเรื่อยมา

2. ละครชีวิตบนสะพานชนชั้น

แม่ของ Barry เตือนลูกชายว่า ถ้าอยากมั่นคง ไม่ใช่แค่ใช้เงินอย่างเดียว ต้อง มียศตำแหน่งเป็นขุนนาง สถานที่ที่เธอพูดคือบนสะพาน – สัญลักษณ์ของการข้ามชนชั้น

แต่ Barry ไม่เคย “เป็น” ขุนนางอย่างแท้จริง เขาเพียง “แต่งตัวเป็น” ชนชั้นสูง นิสัยยังเป็นนักต้มตุ๋นเหมือนเดิม และเราจะเห็นความล้มเหลวของเขาค่อยๆสะสมต่อเนื่อง

จุดแตกหักสำคัญคือฉากงานคอนเสิร์ต Lady Lyndon ขึ้นเล่นดนตรีอย่างงดงาม แต่ Lord Bullingdon ลากน้องชาย Bryan ใส่รองเท้าของตัวเองที่ใหญ่เกินตัวให้เดินเข้ามาก่อกวนกลางงาน เพื่อประจานว่า Barry “ไม่คู่ควร” กับสถานะที่เขาพยายามสร้าง

Barry ทนไม่ได้ พุ่งเข้าทำร้าย Bullingdon ต่อหน้าคนทั้งห้อง ผลคือ

  • สูญเสียชื่อเสียง

  • เส้นทางสู่การเป็นขุนนางถูกตัดขาด

  • สะพานชนชั้นที่หวังจะข้าม พังยับต่อหน้า

หลังเหตุการณ์นั้น ภาพหนึ่งที่ทรงพลังมากคือ Barry ยืนอยู่บนสะพานตัวเดิม แต่คราวนี้ กล้องซูมออกห่าง โชว์ว่าเขากลายเป็นตัวเล็กๆ ที่ถูกทิ้งไว้ริมฝั่ง

3. Bryan: ความรักแท้เพียงสิ่งเดียว และบทลงโทษขั้นสุดท้าย

ในโลกที่ทุกอย่างปลอมไปหมด ความสัมพันธ์ที่ จริงที่สุด ของ Barry คือกับลูกชาย Bryan ฉากพ่อ-ลูกนั่งบนเรือในเฟรมกว้างที่แทบกลืนตัวละครให้เล็กกระจิดริด บอกชัดว่า

ทั้งคู่เป็นแค่ “จุดเล็กๆ” ในระบบสังคมมหึมา ที่ไม่แคร์ใครทั้งนั้น

วันหนึ่ง Bryan ขอขี่ม้าตัวใหญ่ (ทั้งที่ตัวเองยังเด็ก) Barry ตามใจสุดๆ ผลคือเด็กหล่นม้า เจ็บสาหัส และเสียชีวิต ในมุมหนึ่งนี่คือ กรรมซ้อนกรรม

  • Barry เคยไล่ตามสิ่งที่ “เกินตัว” มาตลอด

  • ตอนนี้ลูกชายก็ทำแบบเดียวกัน และต้องจ่ายด้วยชีวิต

ฉากหลังความตายของ Bryan คือ Barry เมาเละ นั่งหดหู่ ไม่เหลือความทะเยอทะยานใดๆ อีก เขากลายเป็นซากมนุษย์ที่ไม่มีเป้าหมาย จะบอกว่าขาขาดไปก่อนโดนตัดจริงๆ ก็ไม่ผิดนัก

4. ดวลสุดท้าย: กรรมย้อนกลับในโบสถ์ร้าง

Lord Bullingdon กลับมาพร้อมความแค้นเต็มอก ท้าดวลปืนกับ Barry ในสถานที่คล้ายโบสถ์ร้าง มีกรงนกพิราบอยู่ด้วย ราวกับทั้งสองติดอยู่ในกรงชะตากรรมคนละแบบ

รายละเอียดที่โคตรเจ็บคือ

  • Bullingdon มีอาการขี้ขลาด กลัวตายคล้าย Captain Quin ตอนต้นเรื่อง

  • แต่ Barry กลับยอม ยิงทิ้งเปล่า ไม่ยอมลั่นใส่อีกฝ่าย

จากคนหนุ่มที่เคยดวลเพื่อศักดิ์ศรี จนกลายเป็นคนที่พร้อมสูญเสียทุกอย่าง แลกกับการไม่ฆ่าเด็กที่เขาเคยทำร้ายมาตลอดชีวิต

แม้ความเมตตานี้ไม่ช่วยอะไร – Bullingdon ลั่นไกใส่จน Barry เสียขาข้างหนึ่ง และตามด้วยดีลสุดโหด: รับเงินก้อนหนึ่งแล้ว ออกจากอังกฤษ ห้ามกลับมาอีก

ฉาก Barry ขึ้นรถม้าแล้วภาพถูกแช่ค้าง (Freeze Frame) คือจุดจบของการเดินทาง เขาถูกบังคับให้กลับสู่วงกลมเดิม – จากไอร์แลนด์ สู่โลกผู้ดี และกลับไปไอร์แลนด์ในสภาพพิการและว่างเปล่า

ตัวละคร Barry Lyndon: คนที่ปล่อยให้ “ชีวิตเกิดขึ้นใส่ตัว”

Barry คือหนึ่งในตัวละครเอกที่ “นิ่งที่สุด” ของ Kubrick เขาไม่ใช่คนผลักดันเหตุการณ์ แต่คือคนที่ โดนเหตุการณ์ถาโถมใส่ ตลอดทั้งเรื่อง

Roger Ebert เคยเขียนไว้อย่างเฉียบคมว่า Barry คือ

“A man to whom things happen.”

Ryan O’Neal ถูกวิจารณ์สมัยนั้นว่าเล่นจืด เฉื่อย เหมือนไร้อารมณ์ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนดูยุคใหม่กลับอ่านได้ว่าความนิ่งนั้นคือ อาการชา ของคนที่โดนโลกหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหมดแรงจะรู้สึก

Kubrick เองเลือก O’Neal เพราะหน้าตา บุคลิก และความเป็น “Still Life มีชีวิต” มากกว่าทักษะดราม่าระเบิดอารมณ์ เขาไม่อยากได้ Pacino หรือ Nicholson แบบที่เราเห็นในหนังยุคเดียวกัน เพราะมันจะทำให้ Barry ดู “มีพลังเกินไป” ซึ่งผิดแนวคิดของเรื่อง

Lord Bullingdon: เวอร์ชั่นกระจกเงาของ Barry

ตัวละครที่น่าสนใจไม่แพ้ Barry คือ Lord Bullingdon ลูกชายคนละพ่อของ Lady Lyndon

  • เด็กคนนี้โตมาในบ้านที่พ่อบุญธรรมดูถูก ทำร้าย และลดทอนคุณค่าเขาทุกทาง

  • เขาเกลียด Barry ทั้งตัวบุคคล และสถานะที่อีกฝ่ายยึดครองของพ่อแท้ๆ ของตน

ในเชิงโครงสร้าง Bullingdon คือ ภาพซ้อนของ Barry ตอนหนุ่ม – เคยถูกกดขี่ ถูกโกหก ถูกเล่นไม่แฟร์ แค่ครั้งนี้เขาเลือกปล่อยให้ความแค้นนำทาง ไปสุดถึงการท้าดวลและทำให้อีกฝ่ายพิการ

ขณะที่ Barry เลือกหนี (หรือยอมจำนน) ต่อชะตา Bullingdon เลือกสู้ถึงที่สุด แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขมากขึ้นเลยก็ตาม

ภาพสวยระดับวิจิตรศิลป์: เมื่อหนังทั้งเรื่องถูกออกแบบเหมือนเดินอยู่ในแกลเลอรี

Kubrick และผู้กำกับภาพ John Alcott สร้าง Barry Lyndon ขึ้นมาราวกับยกพิพิธภัณฑ์ศิลปะอังกฤษมาไว้บนจอภาพยนตร์ เขารวบรวมภาพวาดยุคศตวรรษที่ 18 ทั้งของ Gainsborough, Hogarth, Watteau ฯลฯ มาใช้เป็น “เรฟเฟอเรนซ์ตรงๆ” สำหรับเสื้อผ้า ฉากบ้าน ทิวทัศน์ ไปจนถึงการจัดเฟรม

จุดเดือดสุดของความหมกมุ่นคือ

  • ใช้ เลนส์ Carl Zeiss 50mm f/0.7 ที่ NASA เคยใช้ถ่ายบนดวงจันทร์ มาถ่ายฉากแสงเทียนจริงๆ โดยไม่ใช้ไฟเสริมยุคใหม่

  • กล้องส่วนใหญ่ แทบไม่เคลื่อน เน้นซูมเข้า-ออกช้าๆ เหมือนค่อยๆถอยกรอบจากภาพวาด เพื่อให้คนดูดื่มด่ำกับองค์ประกอบรูป มากกว่าถูกตัดต่อบังคับอารมณ์

ผลลัพธ์คือหนังที่งดงามแบบ “ชวนมอง” แต่ก็สร้างระยะห่างให้ผู้ชมรู้สึกเหมือน ยืนดูชีวิตของ Barry ในกรอบภาพ ไม่ได้เดินไปอยู่ข้างๆเขาจริงๆ

จังหวะเล่าเรื่อง: ช้าจนแทบหยุดนิ่ง แต่เต็มไปด้วยข้อมูล

ตัดต่อโดย Tony Lawson หนังทั้งเรื่องถูกแบ่งโครงใหญ่เป็น

  • Part I: เส้นทางสู่การเป็น Barry Lyndon

  • Part II: ความหายนะหลังได้ชื่อนั้นมา

  • ตามด้วย Epilogue ที่ฟาดด้วยประโยค “good or bad… they are all equal now.”

สิ่งที่ทำให้หนังมีเอกลักษณ์มากคือการใช้ เสียงบรรยายบุคคลที่สาม (Michael Hordern) ที่เล่าแบบรู้ทุกอย่างล่วงหน้า บางครั้งยังสปอยล์เหตุการณ์สำคัญก่อนมันจะเกิดบนจอด้วยซ้ำ

การเฉลยอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้คนดู หมดลุ้น…แต่ไม่หมดรู้สึก เราไม่ได้ดูเพื่อรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ดูเพื่อเข้าใจว่า “มันเกิดขึ้นได้ยังไง?”

ดนตรี: ความงามของยุโรปเก่า ที่กลายเป็นดาบสองคม

ดนตรีใน Barry Lyndon คือการคัดเลือกเพลงคลาสสิกและพื้นบ้านอย่างโหดเหี้ยมในแบบ Kubrick

ไฮไลต์สำคัญ เช่น

  • Handel – Sarabande: ธีมหลักของหนัง ช้า หนัก แน่น เหมือนจังหวะก้าวของชะตากรรมที่ไม่มีวันเลี่ยง

  • Mná na hÉireann (The Women of Ireland): เพลงพื้นบ้านไอริชที่เติมความโหยหาบ้านเกิดและผู้หญิงเข้าไปในฉากแห่งแรงปรารถนา

  • The British Grenadiers / Hohenfriedberger Marsch / Lillibulero: สะท้อนมุมมองที่ต่างกันของสงครามและทหารในแต่ละค่าย

  • Schubert – Piano Trio in E-flat, D.929 (II. Andante con moto): ดังขึ้นในฉากความสัมพันธ์ระหว่าง Barry และ Lady Lyndon ที่โรแมนติกปนร้าวลึก

  • Vivaldi – Sonata for Cello and Continuo & Bach – Concerto for Two Harpsichords BWV 1060 (Adagio): ใช้ในฉากดนตรีที่หรูหราแต่เต็มไปด้วยความร้าวฉานภายในครอบครัว

ดนตรีเหล่านี้ไม่ได้แค่ “ประกอบภาพ” แต่คอย คอมเมนต์ ตัวละครอย่างประชดประชันอยู่ตลอดเวลา

ประเด็นหลัก: โลกแห่งการหลอกลวง สงคราม ความรุนแรง และอำนาจ

เมื่อแยกเลเยอร์ทั้งหมดออก จะเห็นว่า Barry Lyndon คือหนังที่เต็มไปด้วยธีมใหญ่ๆ แบบ Kubrick สุดๆ

1. โลกที่ขับเคลื่อนด้วยการโกหกและแกล้งทำเป็นผู้ดี

ตั้งแต่

  • Nora หลอกให้ Barry คิดว่าเธอรักเขา

  • กองทัพสัญญาเกียรติยศแต่ส่งคนไปตายในทุ่งโล่ง

  • สังคมผู้ดีใช้เงินและตำแหน่งปิดทับความต่ำทรามภายใน

ทุกระบบในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนการต้มตุ๋นร่วมกัน ใครรู้ทันและเล่นเกมได้ ก็อยู่รอด ใครเชื่อทุกอย่างอย่างซื่อๆ ก็โดนกระทืบ

Barry เองเริ่มจากเหยื่อ ก่อนจะกลายเป็นผู้เล่นเกม แต่ก็เล่นได้ไม่ดีพอจะรักษาอำนาจไว้ได้

2. Anti-War: เกียรติยศที่แลกด้วยศพกองพะเนิน

ครึ่งแรกของหนังแทบเดินเคียงข้างกับ Paths of Glory – โชว์ให้เห็นว่าสงครามคือระบบที่

  • ประกาศว่าทุกอย่างเพื่อชาติ และเกียรติ

  • แต่คนที่ตายส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังแลกชีวิตไปกับอะไร

ความเหลวไหลถึงขั้นที่ Barryได้เหรียญเชิดชู ไม่ใช่เพราะความกล้าหาญในสนามรบ แต่เพราะช่วยนายให้รอด

3. ความรุนแรงในครอบครัว: เมล็ดพันธุ์ของความอาฆาต

ครึ่งหลังหดสเกลจากสนามรบ สู่ ห้องอาหารและห้องนั่งเล่น ในคฤหาสน์

ที่นี่ Barry ใช้อำนาจแบบเดียวกับที่ตัวเองเคยโดนกดขี่จากระบบใหญ่ ไปกดหัว Bullingdon ต่อ ผลคือเกิดวงจรความรุนแรงที่ย้อนกลับมาทำลายเขาในดวลสุดท้าย

4. การต่อต้านอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ

เมื่อรวมทุกเลเยอร์ตั้งแต่กองทัพ ราชสำนัก ไปจนถึงครอบครัว จะเห็นภาพเดียวกันคือ

คนที่อยู่ “ข้างบน” ใช้กฎ เกียรติ และศักดิ์ศรี เป็นข้ออ้างในการควบคุมคน “ข้างล่าง”

ไม่ว่าจะเป็นนายพล ราชา ขุนนาง หรือพ่อในบ้าน – ทุกระบบเผด็จการย่อมสร้างคนที่รอวันลุกขึ้นมาขัดขืนเสมอ

สะท้อนถึง Napoleon ที่ไม่ได้เกิด และโลกสมัยใหม่ที่ยังเหมือนเดิม

หลายคนเชื่อว่า Barry Lyndon คือ “แบบจำลอง” แทนเรื่อง Napoleon ที่ Kubrick ไม่ได้สร้าง

  • เด็กธรรมดาที่ไต่เต้าสู่ยอดอำนาจ

  • สุดท้ายพังอย่างไม่เหลือชิ้นดี

แถมเมื่อเทียบกับโลกยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น เราจะเห็นว่าหนังไม่ได้พูดถึงศตวรรษที่ 18 อย่างโดดๆ แต่กำลังบอกว่า โครงสร้างอำนาจและการหลอกตัวเองของมนุษย์ แทบไม่เคยเปลี่ยนเลย

กาลเวลาพิสูจน์: จากหนัง “ช้า น่าเบื่อ” สู่ตำนานที่อยู่ชั้นบนสุดของลิสต์นักวิจารณ์

แม้รายได้ตอนออกฉายจะไม่เปรี้ยงอย่างที่สตูดิโออยากได้ แต่ Barry Lyndon ค่อยๆถูกยกขึ้นอันดับสูงเรื่อยๆ ในลิสต์ “หนังยอดเยี่ยมตลอดกาล” ของทั้งนักวิจารณ์และผู้กำกับ

รายชื่อคนฟิล์มเมกเกอร์ที่โหวตเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เล่นๆ ทั้ง Guillermo del Toro, Richard Linklater, Mike Leigh, Ruben Östlund, Ari Aster ฯลฯ ต่างมองว่ามันคือ คัมภีร์ด้านภาพและการเล่าเรื่องแบบเย็นชา ที่หาตัวจับยาก

ปัจจุบันหนังถูกบูรณะในระดับ 4K จากเนกาทีฟต้นฉบับ รายละเอียดแสงเทียนและทุ่งหญ้าอังกฤษโหดขึ้นจนแทบได้กลิ่นไอชื้นของศตวรรษที่ 18 ทะลุจอ

สรุป: หนังที่สวยกว่ารูป และโหดกว่าที่ตาเห็น

Barry Lyndon มักถูกคนเข้าใจผิดว่าเป็นแค่หนังพีเรียดภาพสวยสำหรับดูเพลินๆ แต่ถ้าดูแบบตั้งใจ จะพบว่า

  • มันคือ ภาพเหมือนของโลกที่เต็มไปด้วยการต้มตุ๋นอย่างเป็นระบบ

  • เล่าเรื่องคนที่โดนเล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเลือกจะตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน

  • และลงท้ายด้วยการโดนโลกผลักกลับไปยังจุดเริ่มต้น เหมือนไม่เคยปีนขึ้นมาจริงๆ

มันสวยระดับพิพิธภัณฑ์ แต่เล่าความโหดร้ายของมนุษย์ด้วยสายตาเย็นเฉียบ แบบที่ Kubrick ถนัด ใครดูรอบแรกแล้วรู้สึกว่าแค่ “ภาพสวย” แนะนำให้ลองย้อนกลับไปดูอีกครั้งพร้อมรู้โครงเรื่อง คุณอาจจะพบว่าภายใต้แสงเทียนนุ่มๆ นั้น มีความโหดเหี้ยมซ่อนอยู่หนาแน่นเกินจะมองข้ามได้

เหมาะมากสำหรับคนชอบดูหนังช้าแต่คม ชอบสงคราม ชนชั้น ดราม่าครอบครัว และอยากดูว่า “ภาพยนตร์ในสเกลของงานศิลปะชั้นสูง” มันหน้าตาเป็นยังไง