รับแอปรับแอป

แฉเหลี่ยมตู้คีบตุ๊กตา “ทูอินวัน” ตู้ของเล่นหน้าตาใส แต่ไส้ในคือบ่อนพนันดูดเงินเด็ก

วรากร บุญเกิด01-31

เปิดโปงหลุมพรางตู้คีบตุ๊กตา

ไม่ต้องอ้อมค้อมกันแล้วนะ!

ทำไมอยู่ดี ๆ “ตู้คีบตุ๊กตา” ถึงโผล่เต็มเมืองพัทยา เต็มตลาด เต็มห้าง แทบทุกหัวมุมที่มีเด็กเดินผ่าน ต้องมีตู้คีบสีสด ๆ ยืนเรียงกันรอสูบเงินค่าขนม

ถ้าจะให้ไล่ลิสต์ว่ามันตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง จดใส่ “บัญชีหนังหมา” สักห้าร้อยแผ่นก็คงไม่หมด!

หลุมพราง “ตู้คีบตุ๊กตาไฟฟ้า” กลายเป็นประเด็นร้อน หลังนายอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สั่งทีมความมั่นคงลงพื้นที่ตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตาไฟฟ้า Happy Doll แบบหยอดเหรียญ 10 หรือใส่แบงก์ 20, 50, 100 บาท ที่ตลาดอาหารทะเลและตลาดสดบางใหญ่ซิตี้จำนวน 4 ตู้

เบื้องต้นไม่พบเจ้าของ ไม่มีใครแสดงตัวเป็นผู้ครอบครอง ตำรวจเลยยึดตู้ส่งพนักงานสอบสวน เพื่อใช้เป็นหลักฐานและสาวถึงตัวเจ้าของตัวจริง นำไปสู่การดำเนินคดีตามกฎหมาย

การจุดชนวนครั้งนั้น ทำเอาผู้ว่าฯนนทบุรีออกคำสั่งกวาดล้างตู้คีบตุ๊กตาที่ซุกซ่อนการพนันแบบยกแผง สะเทือนไปทั้งจังหวัด แล้วลามไปอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

แรงสั่นสะเทือนจากเมืองนนท์ ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงฝั่งตะวันออกแบบเต็ม ๆ!

จากตู้ของเล่นน่ารัก สู่เครื่องดูดเงินพ่อแม่

ธุรกิจสีเทาเจ้าของ “ตู้คีบตุ๊กตา” ต้องรีบกลายร่างเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสี รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง รีบหาวิธีเอาตัวรอด ให้ทันสถานการณ์ที่เดี๋ยวแรง เดี๋ยวจบไวเหมือนไฟลามทุ่ง

ไม่นานนัก ชาวบ้านทั้งบางละมุงและเมืองพัทยา ก็เริ่มเห็นกระดาษใบเล็ก ๆ แปะหน้าตู้คีบตุ๊กตาเขียนว่า “งดใช้บริการ” เต็มไปหมด

ช่วงที่ “ตู้ปีศาจ” จำศีล ไม่ได้สูบเงินเด็ก ๆ นั้นเอง กระเป๋าสตางค์ของพ่อแม่ก็ดูจะโล่งใจขึ้นทันตาเห็น เด็กเยาวชนมีขนมกิน มีนมมีข้าวครบมื้อ ไม่ต้องควักเงินไปละลายในตู้คีบ

แต่กลิ่นตดยังไม่ทันจาง “ตู้คีบตุ๊กตาไฟฟ้า” ก็โผล่ขึ้นมาจากหลุมอีกครั้ง!

คราวนี้ไม่ใช่โผล่เงียบ ๆ แต่กลับจัดโปรฯ โหมโรงเต็มคาราเบล เหมือนประกาศให้โลกรู้ว่า “กูกลับมาแล้ว” หลังสลบไปเพราะแรงกระแทกจากเมืองนนท์

ใช้กลยุทธ์การตลาดสายโซเชียล ยิงข้อความในไลน์กลุ่ม ปั่นกระแส ล่อเด็ก ล่อวัยรุ่น ล่อผู้ปกครองที่ใจอ่อนด้วยข้อความหวานเลี่ยน

  • “Hell-o WE ARE OPEN NOW”

  • “Happy Day ทุกสาขา ปรับระบบใหม่…”

  • “วันนี้พร้อมให้บริการพี่ ๆ ที่น่าร้ากก ไปเล่น!! ไปลุย!! ไปคีบ!! กันแว้วจ้า…”

วาทกรรมพวกนี้ไม่ได้ขายตุ๊กตา แต่มาขาย “ความหวัง” ของเด็กและเงินในกระเป๋าพ่อแม่ต่างหาก

ตู้คีบ = ของเล่น หรือเครื่องพนัน?

เจ้าของตู้มั่นใจกล้าคัมแบ็ค แถมทำท่ามั่นหน้าเหมือนมีแบ็คดี ถ้าไม่มี “กุนซือ” คอยชักใยอยู่ข้างหลัง คงไม่กล้ากลับมาผงาดแบบนี้แน่นอน

ตามกฎหมายไทย ตู้คีบตุ๊กตาไฟฟ้า ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องมือพนัน ตาม พ.ร.บ.การพนันฯ รายการบัญชี ข. หมายเลข 28 “เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติ” ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478

หากจัดให้มีการเล่นในลักษณะ “ได้–เสีย–เสี่ยงโชค” และทำให้เด็กเยาวชนเข้าเล่นได้ง่าย ก็ถือเป็นการมอมเมา และเป็นช่องทางให้เด็กใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น

การออกมา “กวาดล้าง” จริง ๆ แล้วคือการปกป้องเด็กและเยาวชน ไม่ให้จมอยู่ในอบายมุขรูปแบบใหม่ที่หน้าตาเป็นของเล่น แต่แก่นแท้คือบ่อนพนันในคราบตู้ขายตุ๊กตา

คำถามใหญ่: ผิดกฎหมายแล้วทำไมยังเต็มเมือง?

คำตอบง่าย ๆ แสบ ๆ คือ มันเลี่ยงบาลี เก่งแบบฉบับศรีธนญชัย นั่นเอง

เขาเลี่ยงกันยังไง?

ลองผ่าท้องตู้คีบออกมาดูดี ๆ จะเห็นว่า “ดีไซน์มาเพื่อเสี่ยง” ตั้งแต่แรก การจะได้ตุ๊กตาสักตัวต้องหยอดเงินก่อน แล้วค่อยไปวัดดวง วัดฝีมือ

  • หยอด 10 บาท อาจจะได้ตุ๊กตาทันที (ซึ่งโอกาสน้อยมาก)

  • แต่ส่วนใหญ่ต้องหยอดรัว ๆ เป็นร้อย เป็นสองร้อย หมดเงินค่าขนม หมดทั้งกระปุกออมสิน สุดท้ายกลับบ้านมือเปล่า

พ่อแม่ทำงานงก ๆ หาเงินให้ลูก เด็กกลับเอาไปโปรยใส่ตู้คีบตุ๊กตาแบบไม่มีเหลือสักบาท

ที่สำคัญ ตู้คีบแบบนี้ไม่เหมาะจะเป็น “เครื่องขายของ” ตั้งแต่แรก แรงบิด แรงคีบ กลไกทุกอย่างถูกออกแบบมาให้ “เสี่ยงโชค” มากกว่าจะขายสินค้าแบบแฟร์ ๆ

ช่องโหว่กฎหมาย: แค่แปะป้าย โลกก็เปลี่ยน

จุดพลิกเกมอยู่ที่หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0307.10/ว 1081 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ว่าด้วยแนวทางพิจารณา “เครื่องเล่นซึ่งใช้เครื่องจักรกล” ส่งถึงผู้ว่าฯทั่วประเทศ

ใจความหลัก คือการแบ่งประเภทตู้คีบตุ๊กตา ว่าแบบไหน เข้าข่ายการพนัน และแบบไหน นับเป็นตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ

ตู้ที่เข้าข่ายการพนัน คือ:

  • ผู้เล่นอาจได้หรือไม่ได้สินค้า

  • มี “แพ้–ชนะ” ระหว่างคนเล่นกับเจ้าของตู้

  • ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (2)

  • โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนตู้ที่ไม่เข้าข่ายการพนัน คือ:

  • มีป้ายราคาสินค้าแปะชัดเจน

  • มีหน้าจอนับจำนวนเหรียญ

  • ผู้เล่นต้องหยอดจนครบตามราคาสินค้า เครื่องถึงจะทำงาน

  • หยอดครบเมื่อไหร่ ได้สินค้าทุกครั้ง ไม่มีคำว่า “วืด”

  • สินค้าเป็นประเภทเดียวกัน มูลค่าใกล้เคียงกัน

สรุปง่าย ๆ คือ ต้องหยอดเงินครบตามราคาที่ระบุ แล้วได้ของแน่นอน แบบนี้ถึงจะถือว่าเป็น “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ” ไม่ใช่ตู้พนัน

แค่เอาป้ายไปแปะหน้าตู้ให้ดูเหมือนเครื่องขายของ ภาพลักษณ์มันก็เปลี่ยนทันที จาก “ตู้พนัน” กลายเป็น “ตู้ขายสินค้า” ในสายตากฎหมาย!

แต่ถ้าดูกันลึก ๆ มันตรงกันข้ามกับความจริงแบบสุดขั้ว

ราคาตุ๊กตาโหดเหมือนโกรธผู้บริโภค

ลองมองราคาตุ๊กตาในตู้แต่ละตัวดี ๆ

  • ส่วนใหญ่ราคาอ้างอิงไม่ต่ำกว่า 250–300 บาท

  • หลายตัวพุ่งไป 400–500 บาท

  • ตัวฮิต ตัวลิมิเต็ด ราคาทะลุ 600–700 บาท หรือเป็นหลักพัน

คำถามคือ ราคาพวกนี้มันแฟร์กับผู้บริโภคจริงไหม หรือเป็นการตั้งราคาฟาดวิญญาณเด็กและพ่อแม่?

หน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ควรต้องลงมาดูว่าการตั้งราคาสูงขนาดนี้ เข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่

ยังไม่รวมประเด็นลิขสิทธิ์ตุ๊กตาโชว์ในตู้ ว่าถูกต้องหรือปลอมแปลงอีกต่างหาก

กลไกเกมคีบ: จ่ายแล้วมีแต่เจ็บ

ตามแนวคิด “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ” ที่อ้างกัน สาระคือ

  • ผู้เล่นต้องหยอดเหรียญให้ครบตามราคาสินค้า

  • เครื่องถึงจะทำงาน

  • เมื่อจ่ายครบแล้วจะ “ได้สินค้าแน่นอน” ทุกครั้ง

แต่โลกจริงไม่สวยแบบที่เขาเขียนในกระดาษ!

เด็กที่เดินเข้าไปเล่น ส่วนใหญ่เจอแบบเดียวกันคือ:

  • หยอดเหรียญแล้วคีบ

  • คีบแล้วหลุด

  • คีบอีกก็หลุด

  • หลุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทุกครั้งที่ตุ๊กตาหล่น นั่นคือเงิน 10 บาท 20 บาท ที่ปลิวหายไปแบบไม่มีวันได้คืน กว่าจะรู้ตัวเงินในกระเป๋าก็เกลี้ยง เด็กก็เดินหน้าเหี่ยวกลับบ้านมือเปล่า

เสียเงิน แต่ไม่ได้ตุ๊กตา แบบนี้มันยังจะกล้าบอกว่าเป็นแค่ “ตู้ขายของ” อยู่ไหม? หรือแท้จริงคือ “ตู้พนัน” เต็มตัว

ถ้าจะอ้างว่า เด็กหยอดเงินไม่ครบตามราคาเลยยังไม่ได้สินค้า นั่นก็เท่ากับยอมรับกลาย ๆ ว่าระบบถูกออกแบบมาให้ต้องจ่ายต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะ “ครบยอด” ตามใจตู้

แล้วเงินที่หยอดไปก่อนหน้า แต่สุดท้ายถอดใจไม่เล่นต่อ ใครรับผิดชอบ?

ในโลกค้าขายปกติ ถ้า “การซื้อขายยังไม่สำเร็จ” เงินมัดจำยังต่อรองของคืนกันได้ แต่กับตู้คีบตุ๊กตา เงินเข้าแล้วหายไปเลย ไม่มีคำว่าเปลี่ยนใจ ไม่มีคำว่าได้เงินคืน

กลไก “ครบรอบตู้” ดึงเงินให้สุด แล้วค่อยปล่อยตุ๊กตา

หลายตู้ตั้งระบบแบบนี้:

  • ตั้งราคาตุ๊กตาไว้สูง เช่น 700–800 บาทต่อหนึ่งรอบ

  • ถ้าคนเล่นหยอดรวมกันยังไม่ถึงยอดนี้ ตู้จะปรับแรงคีบให้หลวม คีบยังไงก็หลุด

  • พอเงินสะสมในตู้ถึงยอดที่ตั้งไว้ กลไกจะทำให้ขาคีบแข็งแรงขึ้น คีบแล้วได้สักที

บางตู้ โดยเฉพาะพวก “กล่องสุ่ม” หรือสินค้าฮิต ๆ ยิ่งตั้งราคาโหด 1,000–2,000 บาทขึ้นไป ทั้งหมดขึ้นอยู่กับใจเจ้าของตู้ว่าจะแต่งสูตรดูดเงินแค่ไหน

หยอดครั้งละ 10 บาท ถ้าอยากได้แบบ “การันตี” ก็ต้องหยอดให้ถึงราคารอบที่ตั้งไว้

จริงอยู่ว่า บางคนคีบเก่ง เล่นแบบวัดดวงครั้งสองครั้งแล้วได้เลย แต่ คนที่คีบได้เร็วมีแค่ส่วนน้อยมาก ส่วนใหญ่คือผู้แพ้ที่จ่ายแล้วจ่ายอีกแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย

เมื่อระบบมันออกแบบมาให้

  • มีได้

  • มีเสีย

  • มีเสี่ยง

ถามตรง ๆ ว่า ถ้าไม่ใช่การพนัน แล้วมันคืออะไร?

ตู้ “ทูอินวัน” ของเล่นบังหน้า บ่อนพนันอยู่ข้างใน

ตู้คีบตุ๊กตาที่ตั้งกระจายทั่วไป ถ้ามองให้ตรงกับความจริง มันคือ “ตู้ทูอินวัน”

  • ด้านหน้าแปะป้ายสวย ๆ ว่าเป็น “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ”

  • แต่การเล่นจริงกลับมีลักษณะเป็นการพนันเต็มรูปแบบ

ตุ๊กตาในตู้ไม่ได้มีไว้ให้ “ซื้อ” แบบแฟร์ ๆ แต่มีไว้เป็น “เหยื่อล่อ” ให้คนอยากได้ของน่ารัก ราคาแรง ๆ แล้วต้องยอมเสี่ยงหยอดเงินลุ้นเอา

ไม่มีเด็กคนไหนตั้งใจเดินเข้าไปที่ตู้แล้วบอกตัวเองว่า “วันนี้เราจะซื้อของแพงกว่าหน้าร้าน” ทุกคนเข้าไปด้วยความคิดเดียวคือ “หวังได้ตุ๊กตาถูกลงกว่าราคาที่ตั้งไว้”

ถ้ามองดี ๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาร้านปาเป้า ปาโป่งตามงานวัด ที่ใช้ “ความหวัง” เป็นตัวดูดเงินคนเล่น

ถึงเวลาคนมีอำนาจต้องเลือกข้าง

ถ้าผู้มีอำนาจอยาก “ทำหมัน” ตู้คีบตุ๊กตาเหล่านี้ให้สูญพันธุ์จริง ๆ วิธีการไม่ได้ยากอย่างที่คิด การสืบสวน รวบรวมหลักฐาน การตรวจสอบระบบตู้และกลไกการตั้งค่า ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก

ปัญหาอยู่ที่ว่า

  • จะมองเห็นความจริง หรือจะปล่อยให้ “ม่านสีม่วง” บดบัง?

  • จะมองตู้คีบว่าเป็นแค่ “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ” ตามป้ายที่แปะ

  • หรือจะมองลึกลงไปถึง “พฤติกรรมจริง” ที่มอมเมาเด็กและดูดเงินครอบครัว

ทุกวันนี้โลกมันกลม แต่สังคมมันเหลี่ยม การเอาป้าย “ตู้ขายสินค้า” ไปแปะบังความจริงว่าเป็น “ตู้พนัน” คือการสับขาหลอกแบบหน้าด้าน ๆ

ตรรกะแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับ เปิดบ่อนอยู่ในบ้าน แต่แขวนป้ายหน้าบ้านว่า บ้านนี้ไม่มีบ่อน แล้วหวังให้เจ้าหน้าที่เชื่อสนิทใจ

สังคมต้องช่วยกันถาม: จะปกป้องใครกันแน่?

สังคมทุกภาคส่วนกำลังจับตาอยู่ว่า คนมีอำนาจจะเลือกยืนอยู่ตรงไหน

  • ข้างเด็กและเยาวชน ที่เป็นอนาคตของชาติ

  • หรือข้างนายทุนสีเทา เจ้าของธุรกิจตู้พนันในคราบตู้คีบตุ๊กตา

สุดท้ายแล้ว ตุ๊กตาในตู้ไม่ได้น่ารักอย่างที่เห็น เพราะมันคือ “ตุ๊กตาอาบยาพิษ” ที่แลกมาด้วยอนาคตและความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ นั่นเอง