รับแอปรับแอป

เซ็บเดิร์มไม่กลับมากวนใจอีก! เจาะลึกตัวกระตุ้น+วิธีดูแลผิวให้แข็งแรงแบบยาวๆ

อรรถพล วงศ์เจริญ01-31

เซ็บเดิร์มคืออะไร ทำไมยิ่งเครียดผิวยิ่งพัง

โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) เป็นหนึ่งในปัญหาผิวเรื้อรังที่กวนใจแบบยาวๆ ทั้งคัน แดง ลอกเป็นขุย โดยมักจะโผล่มาในจุดที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า ข้างจมูก หลังหู หน้าอก หรือแผ่นหลัง

อาการที่เจอบ่อยคือ ผิวแดง อักเสบ คัน ลอกเป็นขุยหรือมีสะเก็ดคล้ายรังแค บางคนอาจรู้สึกว่าผิวมันกว่าปกติร่วมด้วย ทำให้ทั้งไม่สบายผิวและเสียความมั่นใจไปพร้อมกัน

แม้เซ็บเดิร์มจะไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่สิ่งที่น่าหนักใจคือมันชอบ “วนกลับมา” ซ้ำๆ โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายและสภาพแวดล้อมไม่สมดุล

เบื้องหลังเซ็บเดิร์ม: เชื้อรา ภูมิคุ้มกัน และผิวที่ผลัดตัวเร็วเกินไป

เซ็บเดิร์มไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวจบ แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่มารวมตัวกัน เช่น

  • เชื้อรากลุ่ม Malassezia บนผิวหนัง

  • ระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองไวเกินไป

  • ปัจจัยภายนอกอย่างสภาพอากาศ ความเครียด และผลิตภัณฑ์ที่ใช้

เมื่อทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกัน ผิวจะผลัดเซลล์เร็วกว่าปกติ จนเกิดขุย การอักเสบ และอาการคันตามมา

สรุปง่ายๆ คือ เซ็บเดิร์มไม่ใช่โรคติดเชื้อที่ “สกปรกแล้วเป็น” แต่เป็นภาวะผิวอักเสบเรื้อรังที่ต้องเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกันให้เป็น

ทำความรู้จักตัวกระตุ้นที่ทำให้เซ็บเดิร์มกำเริบ

เซ็บเดิร์มเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่จะมีทั้งช่วงที่ผิวสงบ และช่วงที่อาการกำเริบหนักขึ้น ซึ่งมักสัมพันธ์กับตัวกระตุ้นรอบตัวเราเองนี่แหละ

มาดูทีละปัจจัยว่าอะไรที่ทำให้ผิวดีๆ อยู่ กลับลอก คัน แดงแบบไม่ทันตั้งตัว

1. เชื้อรา Malassezia บนผิวหนัง

บนผิวของเรามีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือเชื้อรา Malassezia ซึ่งโดยปกติไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่สำหรับคนที่มีแนวโน้มเป็นเซ็บเดิร์ม ร่างกายจะไวต่อเชื้อชนิดนี้มากกว่าคนทั่วไป

ผลคือเกิดการอักเสบและการผลัดเซลล์ผิวผิดปกติ จนมีผิวลอก คัน แดง และเป็นขุยขึ้นมา โดยเฉพาะบริเวณที่มันง่าย เช่น

  • หนังศีรษะ

  • ใบหน้า

  • หน้าอก

การดูแลที่ถูกทาง คือเน้นความสะอาดอย่างอ่อนโยน และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมเชื้อราอย่างเหมาะสม ไม่ใช่สครับล้างแรงๆ จนผิวพัง

2. ภาวะเครียดและความวิตกกังวล

เคยสังเกตไหมว่า พอเครียด งานเยอะ นอนไม่พอ ผิวมักจะแย่ตาม โดยเฉพาะคนที่เป็นเซ็บเดิร์มอยู่แล้ว อาการจะกำเริบง่ายเป็นพิเศษ

เพราะความเครียดมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายอักเสบง่ายขึ้น แล้วยังไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อ Malassezia ชอบมาก

การช่วยให้ผิวดีขึ้นจากข้างใน จึงเริ่มจากการจัดการความเครียด เช่น

  • นอนให้พอในแต่ละคืน

  • ออกกำลังกายเบาๆ อย่างเดินเร็วหรือโยคะ

  • หากิจกรรมที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจและผ่อนคลาย

3. สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปมา

อากาศก็เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้เซ็บเดิร์มกำเริบง่าย ไม่ว่าจะเป็น

  • อากาศร้อนจัด ทำให้ผิวมันมากขึ้น เชื้อราจึงเติบโตดี

  • อากาศเย็นหรือแห้งเกินไป ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น แพ้ง่าย ลอกเป็นขุย

  • อากาศชื้นช่วงฝนตก ซึ่งอาจเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อราบนผิวหนัง

การดูแลผิวจึงควรปรับตามสภาพอากาศ เช่น

  • ช่วงอากาศร้อน: ใช้คลีนเซอร์หรือแชมพูที่ช่วยลดความมัน แต่ยังอ่อนโยนต่อผิว

  • ช่วงอากาศเย็นหรือแห้ง: เติมมอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ

4. ผลิตภัณฑ์ที่มีสารระคายเคือง

ของที่เราใช้ทุกวันอย่างแชมพู โฟมล้างหน้า หรือครีมบำรุง อาจเป็นตัวสร้างปัญหาโดยไม่รู้ตัว หากมีส่วนผสมที่ระคายเคืองผิว เช่น

  • แอลกอฮอล์

  • น้ำหอม

  • พาราเบน

  • ซัลเฟต และสารทำความสะอาดที่แรงเกินไป

สารเหล่านี้ทำให้ผิวแห้งลง ระคายเคืองง่าย และอาจไปกระตุ้นให้อาการเซ็บเดิร์มลุกลาม

แนวทางที่ดีกว่าคือ เลือกผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน ปราศจากสารระคายเคือง และช่วยลดการอักเสบของผิว

5. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

ฮอร์โมนก็มีส่วนสำคัญในการเหวี่ยงอาการเซ็บเดิร์ม โดยเฉพาะช่วงที่ระดับฮอร์โมนไม่คงที่ เช่น

  • วัยรุ่น ที่ฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง ทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก

  • ช่วงตั้งครรภ์ หรือก่อนมีประจำเดือน ที่ฮอร์โมนแกว่งง่าย

  • ผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนผิดปกติ เช่น โรคไทรอยด์ หรือโรคเกี่ยวกับระบบฮอร์โมนอื่นๆ

การช่วยให้ผิวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนได้ดีขึ้น ทำได้ด้วยการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้ดี เช่น

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

  • เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ

วิธีป้องกันไม่ให้เซ็บเดิร์มกำเริบซ้ำ

แม้จะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่เราสามารถควบคุมไม่ให้อาการรุนแรง หรือกำเริบบ่อยได้ ถ้ารู้วิธีดูแลตัวเองและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นอย่างถูกจุด

1. ดูแลผิวอย่างอ่อนโยนเป็นหลัก

การล้างหน้าและสระผมเป็นเรื่องจำเป็น แต่ถ้าทำแรงไปหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่แรงเกิน ผิวจะพังแทนที่จะดีขึ้น

หลักการดูแลผิวสำหรับคนเป็นเซ็บเดิร์ม คือ “สะอาดแต่ไม่ถูกรบกวนเกินไป” เช่น

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าหรือแชมพูสูตรอ่อนโยน ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารระคายเคืองแรงๆ

  • ล้างหน้าวันละ 1–2 ครั้งก็เพียงพอ การล้างบ่อยเกินไปทำให้ผิวสูญเสียน้ำและอ่อนแอ

  • เลี่ยงการขัดหน้าหรือสครับเม็ดหยาบ เพราะอาจทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น

  • หากเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ เลือกแชมพูที่มีส่วนผสมช่วยควบคุมเชื้อรา เช่น Ketoconazole, Zinc Pyrithione หรือ Salicylic Acid

2. ให้ความชุ่มชื้นกับผิวอย่างพอดี

หลายคนเข้าใจผิดว่าเซ็บเดิร์มที่มักเกิดในบริเวณผิวมัน ไม่จำเป็นต้องทาครีมบำรุง ซึ่งจริงๆ แล้ว ผิวที่ขาดน้ำและเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จะยิ่งไวต่อการระคายเคืองและอักเสบ

การเติมความชุ่มชื้นจึงสำคัญมาก ควรเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับผิว เช่น

  • สูตรปราศจากน้ำหอมและสารก่อการระคายเคือง

  • มีส่วนผสมช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว เช่น เซราไมด์ (Ceramide)

  • ส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิว เช่น ไนอาซินาไมด์ (Niacinamide)

หากอากาศแห้งมาก อาจเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อครีมหรือบาล์มเพื่อช่วยล็อกความชุ่มชื้น และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเติมน้ำให้ผิวจากภายใน

3. หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ

การจัดการตัวกระตุ้น เป็นอีกกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เซ็บเดิร์มสงบได้นานขึ้น

ลองเริ่มจากสิ่งเหล่านี้:

  • เลี่ยงสกินแคร์หรือแชมพูที่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารเคมีที่แรงเกินไป

  • ระวังอาหารบางกลุ่ม เช่น ของทอด ของมัน อาหารแปรรูป นมวัว หรือแอลกอฮอล์ เพราะอาจไปกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย

  • ลดการจับหน้า เกาหนังศีรษะ หรือถูผิวแรงๆ เพราะยิ่งเกายิ่งอักเสบ

  • เช็กสภาพอากาศในแต่ละวัน ถ้าอากาศแห้งหรือหนาวมาก ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวสม่ำเสมอ แต่ถ้าร้อนชื้นมาก ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความมันแบบอ่อนโยน

4. ลดความเครียด และปรับไลฟ์สไตล์ให้ผิวรัก

ความเครียดไม่ใช่แค่ทำให้ใจล้า แต่ยังทำให้ผิวล้าไปด้วย โดยเฉพาะเซ็บเดิร์มที่ไวต่อความเครียดเป็นพิเศษ

วิธีช่วยลดผลกระทบจากความเครียดต่อผิว เช่น

  • นอนหลับให้พอวันละ 7–8 ชั่วโมง ช่วยให้ทั้งผิวและร่างกายได้ฟื้นฟู

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด และช่วยระบายความเครียด

  • เลือกกิจกรรมผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเอง เช่น ทำสมาธิ เล่นโยคะ อ่านหนังสือ หรือฟังเพลงโปรด

  • ลองฝึกการหายใจลึกๆ (Deep Breathing) เมื่อรู้สึกกังวล ช่วยให้จิตใจนิ่งขึ้น

5. พบแพทย์เมื่ออาการเริ่มควบคุมไม่ได้

ถ้าลองดูแลตัวเองมาสักพักแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือเป็นๆ หายๆ ถี่มาก ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณโดยเฉพาะ

การรักษาอาจประกอบด้วย:

  • ยาทาสเตียรอยด์ สำหรับเคสที่มีอาการอักเสบค่อนข้างรุนแรง

  • ยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น Ketoconazole หรือ Ciclopirox เพื่อช่วยควบคุมเชื้อ Malassezia

  • ยากลุ่ม Calcineurin Inhibitors เช่น Tacrolimus หรือ Pimecrolimus ที่ช่วยลดการอักเสบโดยไม่ทำให้ผิวบาง

  • กรณีที่รุนแรงมาก อาจต้องใช้ยารับประทานเพื่อควบคุมการอักเสบของผิวหนัง

สรุป: อยู่กับเซ็บเดิร์มได้ ถ้าเข้าใจผิวตัวเองให้มากพอ

เซ็บเดิร์มอาจไม่ใช่โรคผิวที่อันตราย แต่ถ้าปล่อยให้อาการกำเริบซ้ำๆ ก็มีผลต่อทั้งความมั่นใจและคุณภาพชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว

สิ่งที่ช่วยให้รับมือกับโรคนี้ได้ดีขึ้น คือ

  • เข้าใจว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นอาการของเรา

  • เลือกวิธีดูแลผิวที่เหมาะกับสภาพผิวตัวเอง

  • ใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจไปพร้อมกัน

ยิ่งเรารู้จักผิวตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งควบคุมเซ็บเดิร์มได้ดีขึ้นเท่านั้น และแม้มันอาจไม่หายขาด แต่ก็สามารถทำให้ผิวสงบ แข็งแรง และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้นแบบระยะยาว