รับแอปรับแอป

เจาะลึก Apptech Matching Day 2025: เทคโนโลยีเหมาะสมที่พาชุมชนอีสานหลุดจากวงจรหนี้จน

ธีรเดช จิตต์ดี01-30

อีสานขยับสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ด้วยเทคโนโลยีที่ “ใช้ได้จริง”

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรมแบบเต็มตัว แต่โจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญยังเหมือนเดิม นั่นคือ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และหนี้ครัวเรือนระดับรากหญ้า ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างสังคมไทยมานาน

คำตอบจึงไม่ใช่เพียงนโยบายสวยหรูจากส่วนกลาง แต่ต้องเป็น กลไกลงลึกถึงระดับพื้นที่ ใช้เครื่องมือที่อยู่ใกล้มือที่สุดอย่าง งานวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัย มาปรับใช้ให้ตรงกับบริบทชุมชน โดยเฉพาะแนวคิด Appropriate Technology (เทคโนโลยีที่เหมาะสม) และนวัตกรรมพร้อมใช้ ที่สามารถลงสู่ชุมชนได้จริง ไม่ติดอยู่แค่ในห้องแล็บหรือรายงานวิจัยบนชั้นหนังสือ

ด้วยวิสัยทัศน์แบบนี้ จึงเกิดเวทีสำคัญที่รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วอีสานขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม

Apptech Matching Day 2025: เวทีที่จับคู่งานวิจัยกับความต้องการชุมชน

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จับมือกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วอีสาน ทั้ง

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏ 11 แห่ง

  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 3 แห่ง

  • กลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ 8 แห่ง

ร่วมกับหน่วยสังเคราะห์และขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสร้างรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จัด “มหกรรมเศรษฐกิจฐานราก: แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ปี 2568” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Apptech Matching Day 2025”

งานนี้ไม่ใช่แค่งานโชว์ของ แต่คือ แพลตฟอร์มระดับประเทศ ที่ต่อยอดจากกรอบการวิจัย Appropriate Technology เพื่อนำผลงานจากห้องวิจัยไปสู่มือชุมชนจริง ใช้กองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เป็นกลไกหนุนหลังให้เศรษฐกิจฐานรากเดินได้อย่างมั่นคง

เทคโนโลยีเหมาะสม + มหาวิทยาลัย + ชุมชน = สูตรลับฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

ภายในงานที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีการออกแบบให้เป็นทั้งเวทีประชุม เสวนา สัมมนา และโชว์เคสเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างครบวงจร เป้าหมายคือ

  • เชื่อมโยง เทคโนโลยีที่เหมาะสม / นวัตกรรมพร้อมใช้ กับโจทย์จริงของชุมชน

  • เปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายอย่าง คนจนฐานราก เกษตรกรรายย่อย กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่ เข้าถึงเทคโนโลยีที่เคยไกลตัว

  • สร้างพื้นที่สำหรับพัฒนาข้อเสนอโครงการคุณภาพ ที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แบบเป็นรูปธรรม

ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี แล้วยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ทั้งชนบทและเมือง ให้สามารถพึ่งตัวเองได้ในระยะยาว บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับภูมิสังคม วิถีชีวิต และบริบทของชุมชนอีสานอย่างแท้จริง

96 ผลงานวิจัย พร้อมใช้จริง 72 ชิ้น ตรงโจทย์ชาวบ้านแบบเน้นๆ

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การขนผลงานนวัตกรรมพร้อมใช้จากมหาวิทยาลัยทั่วอีสานมาจัดแสดงกว่า 96 ชิ้น และผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือ 72 ผลงานเด่น แบ่งออกเป็น

  • เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแห่งประเทศไทย: 28 บูธ

  • เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ: 33 บูธ

  • เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่: 11 บูธ

แต่ละผลงานไม่ได้เกิดจากการคิดคนเดียวในห้องแล็บ หากมาจากการ ร่วมกันตั้งโจทย์และลงมือวิจัย ระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย นวัตกร และคนในชุมชน เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ชาวบ้านจริง ไม่ใช่แค่ “ใช้ได้” แต่ต้อง “คุ้มค่า คุ้มแรง และคุ้มทุน”

กลุ่มเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดงมีความหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตรจนถึงปศุสัตว์ เช่น

  • เทคโนโลยีกรรมวิธีผลิตข้าวฮางงอก

  • โรงเรือนเลี้ยงไหมอัตโนมัติ

  • เครื่องสแกนทุเรียน

  • เตาเผาถ่านสุญญากาศและเครื่องควบแน่นน้ำส้มควันไม้

  • เทคโนโลยีการผลิตหนอนแมลงโปรตีน

  • การเลี้ยงไก่โคราชอย่างมีประสิทธิภาพ

  • เครื่องฉีกหมูฝอยกึ่งอัตโนมัติ

  • การผลิตลูกปลานิลแปลงเพศ

ทุกชิ้นผ่านการทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่แล้ว ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มคุณภาพผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ เพิ่มรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยถึง 5,000 บาทต่อเดือน ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ

เคสจริงที่พิสูจน์แล้ว: เทคโนโลยีที่เหมาะสมช่วย “แก้จน ลดหนี้” ได้อย่างไร

เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าคำว่า Appropriate Technology ไม่ได้เป็นแค่ศัพท์สวย ๆ ทีมงานจึงลงพื้นที่จริงในจังหวัดนครราชสีมา ไปดูสองตัวอย่างสำคัญของการนำนวัตกรรมพร้อมใช้ไปต่อยอดกับภาคเอกชนและชุมชนรอบข้าง

เคสที่ 1: เตาเผาเซรามิกแก๊ส LPG – ย่อเตาใหญ่ให้เล็กลง แต่ยกระดับรายได้ให้โตขึ้น

งานวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พัฒนานวัตกรรม “เตาเผาเซรามิกเชื้อเพลิงแก๊ส LPG” เพื่อแก้ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยในหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน และบ้านหนองโสน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

ก่อนมีนวัตกรรมนี้ ชุมชนใช้ เตาเผาแบบฟืน ซึ่งสร้างปัญหาหนักทั้งด้านคุณภาพและต้นทุน ได้แก่

  • ควบคุมอุณหภูมิยาก ทำให้คุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอ

  • เกิดของเสียจากการแตกร้าวสูง ต้นทุนต่อชิ้นพุ่งขึ้น

  • ปล่อยเขม่าควัน สร้างมลพิษและกระทบสุขภาพคนในชุมชน

  • ต้องพึ่งพาเตาเผาขนาดใหญ่ของผู้อื่น ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงและควบคุมกระบวนการผลิตไม่ได้เต็มที่

ผลลัพธ์คือ ต้นทุนสูง แต่ราคาขายต่ำ สินค้าขาดความน่าสนใจ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเลิกกิจการไปในที่สุด

จุดเปลี่ยนอยู่ที่การพัฒนาเตาเผาเซรามิกเชื้อเพลิงแก๊ส LPG แบบขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายสะดวก ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า และควบคุมอุณหภูมิได้สูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส รองรับได้หลายเทคนิคการเผา ที่สำคัญคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเตาฟืนเดิม

เมื่อผสานเตาเผาใหม่นี้เข้ากับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิต ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์เซรามิกให้เทียบเท่าหรือสูงกว่าตลาดเดิม

  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าทำมือได้ชัดเจน

  • เสริมความแข็งแรงทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์เซรามิกแฮนด์เมด “มันตรา” ซึ่งเป็นทั้งผู้ใช้เตาเผาแก๊ส LPG จริงและนวัตกรชุมชน ยืนยันผลลัพธ์เชิงตัวเลขชัดเจนว่า เตาเผาใหม่นี้มีประสิทธิภาพสูง ใช้แก๊ส LPG เพียง

  • เฉลี่ยประมาณ 7.5 กิโลกรัมต่อการเผาที่ 800°C

  • ประมาณ 9.85 กิโลกรัมต่อการเผาที่ 1,200°C

เท่ากับผู้ประกอบการสามารถ ลดต้นทุนการผลิตลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันคุณภาพงานก็สูงขึ้น

ในด้านการพัฒนาคน ก็มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้เข้าร่วมอบรม 71 คน โดยผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจในระดับ “มาก” (ค่าเฉลี่ย 4.75) และมีการสร้าง นวัตกรชุมชนจำนวน 17 คน ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปในชุมชนของตนเอง

ในมิติรายได้ ผลการประเมินพบว่า ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 36.80% ต่อเดือน จากการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จริง

เคสที่ 2: “ผำโคราช” โมเดลเมืองจักรวาลผำอุตสาหกรรม

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนา “ผำโคราช” ตั้งเป้าผลักดันให้โคราชกลายเป็น “เมืองแห่งจักรวาลผำอุตสาหกรรม” ภายใน 3 ปี โดยใช้รูปแบบการทำงานแบบพหุภาคี ระหว่าง

  • ภาคธุรกิจเอกชน

  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)

  • การสนับสนุนทุนวิจัยและการให้คำปรึกษาจาก บพท.

หัวใจของโครงการคือการ “เตรียมความพร้อมรอบด้าน” ทั้ง

  • เตรียมคน: เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการในชุมชน

  • เตรียมของ: ผำสดมาตรฐาน GAP, ผำผงมาตรฐาน GMP และ อย.

  • เตรียม Ecosystem: ฐานความรู้ ววน. มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะแรงงาน การจัดการโลจิสติกส์ แพลตฟอร์มข้อมูล และระบบ Certification mark

เป้าหมายปลายทางคือ ทำให้โคราชพร้อมขึ้นเป็น ฐานผลิตผำอุตสาหกรรมมาตรฐาน ที่รองรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการนี้ มีตั้งแต่

  • ผำสด

  • ผำแห้ง

  • ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผำในรูปแบบต่าง ๆ

กลุ่มตลาดเป้าหมายกระจายทั้งแบบ ตลาดชุมชนแนวคิด 0 mile, ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่อย่างห้างโลตัส แมคโคร ช่องทางออนไลน์ และการออกบูธร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ

ผู้นำโครงการวิจัยสรุปผลลัพธ์ของโครงการในเชิงรูปธรรมได้อย่างน่าสนใจว่า กลุ่มครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการมีผลลัพธ์สำคัญคือ

  • รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 60,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี รวม 150 ครัวเรือน

  • เกิดแพลตฟอร์มผำโคราช 1 แพลตฟอร์ม

  • ได้ Certification mark เพื่อสร้าง Brand Positioning รวม 1+4 เครื่องหมาย

  • ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์ผำโคราช 4 กลุ่ม ได้แก่ ผำชุมชน ผำซุปเปอร์ฟู้ด ผำอุตสาหกรรม และผำอาหารสัตว์

ในเชิงเศรษฐกิจ ผลที่ชัดเจนที่สุดคือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ผ่านระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีภาคธุรกิจเป็นกลไกหลัก นำไปสู่รายได้เฉลี่ย 60,000 บาทต่อคนต่อปี ที่เกิดจากการต่อยอดผำโคราชอย่างจริงจัง

ในฝั่งเอกชน ผู้ประกอบการจาก 89 Woffia Farm เล่าประสบการณ์ตรงว่า หลังเริ่มลงทุนเพาะเลี้ยงผำตามแนวทางโครงการ จะเริ่มเห็นรายได้ในเดือนที่ 7 โดยออกแบบการบริหารจัดการให้มีระยะคืนทุนภายใน 1 ปี

การทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับนักวิจัยจาก มทส. ยังช่วยสร้าง คุณค่าและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ “ผำโคราช” ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ขายสินค้าได้ง่ายขึ้น ราคาต่อหน่วยสูงขึ้น และรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นตามลำดับ

มากกว่าจำนวนงานวิจัย คือการสร้าง “พลังร่วม” ให้ชุมชนลุกขึ้นมายืนเอง

ความสำเร็จของ Apptech Matching Day 2025 ไม่ได้วัดแค่จำนวนบูธ หรือผลงานที่นำมาจัดแสดง แต่สะท้อนผ่านการมีส่วนร่วมของผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนที่เข้ามาเชื่อมต่อกันในเวทีเดียว

กลุ่มที่เข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากงานนี้ ได้แก่

  • กลุ่มเกษตรกร

  • ผู้นำชุมชน

  • ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจชุมชน

  • กลุ่มคนรุ่นใหม่สายธุรกิจ (YEC)

  • กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในพื้นที่

  • เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ

  • เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

  • เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่

  • หน่วยงานภาคีเครือข่าย และผู้สนใจทั่วไป

รวมแล้วมีผู้เข้าร่วมกว่า 721 คน ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่จบลงพร้อมวันปิดงาน แต่คือจุดเริ่มต้นของ เครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ ที่ทำให้มหาวิทยาลัยในภาคอีสานเริ่มทำหน้าที่ใหม่ จาก “สถาบันการศึกษา” ไปสู่การเป็น “เครื่องยนต์พัฒนาพื้นที่” อย่างเต็มตัว

ผลที่ตามมาคือการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนฐานราก ตั้งแต่ระดับครัวเรือน กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน จนถึงคลัสเตอร์ธุรกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่

เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมถูกจับคู่กับโจทย์ที่ใช่ และชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น น้ำหนักของคำว่า “แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้” ก็ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนอีกต่อไป แต่กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในชีวิตผู้คน

นี่คือพลังของงานวิจัยและนวัตกรรม เมื่อไม่ได้จบอยู่แค่ในรายงาน แต่ถูกออกแบบให้เดินทางไปถึงมือคนตัวเล็กในชุมชนอย่างแท้จริง