อีสานขยับสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ด้วยเทคโนโลยีที่ “ใช้ได้จริง”
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรมแบบเต็มตัว แต่โจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญยังเหมือนเดิม นั่นคือ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และหนี้ครัวเรือนระดับรากหญ้า ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างสังคมไทยมานาน
คำตอบจึงไม่ใช่เพียงนโยบายสวยหรูจากส่วนกลาง แต่ต้องเป็น กลไกลงลึกถึงระดับพื้นที่ ใช้เครื่องมือที่อยู่ใกล้มือที่สุดอย่าง งานวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัย มาปรับใช้ให้ตรงกับบริบทชุมชน โดยเฉพาะแนวคิด Appropriate Technology (เทคโนโลยีที่เหมาะสม) และนวัตกรรมพร้อมใช้ ที่สามารถลงสู่ชุมชนได้จริง ไม่ติดอยู่แค่ในห้องแล็บหรือรายงานวิจัยบนชั้นหนังสือ
ด้วยวิสัยทัศน์แบบนี้ จึงเกิดเวทีสำคัญที่รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วอีสานขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
Apptech Matching Day 2025: เวทีที่จับคู่งานวิจัยกับความต้องการชุมชน
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จับมือกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วอีสาน ทั้ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏ 11 แห่ง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 3 แห่ง
กลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ 8 แห่ง
ร่วมกับหน่วยสังเคราะห์และขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสร้างรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จัด “มหกรรมเศรษฐกิจฐานราก: แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ปี 2568” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Apptech Matching Day 2025”
งานนี้ไม่ใช่แค่งานโชว์ของ แต่คือ แพลตฟอร์มระดับประเทศ ที่ต่อยอดจากกรอบการวิจัย Appropriate Technology เพื่อนำผลงานจากห้องวิจัยไปสู่มือชุมชนจริง ใช้กองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เป็นกลไกหนุนหลังให้เศรษฐกิจฐานรากเดินได้อย่างมั่นคง
เทคโนโลยีเหมาะสม + มหาวิทยาลัย + ชุมชน = สูตรลับฟื้นเศรษฐกิจฐานราก
ภายในงานที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีการออกแบบให้เป็นทั้งเวทีประชุม เสวนา สัมมนา และโชว์เคสเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างครบวงจร เป้าหมายคือ
เชื่อมโยง เทคโนโลยีที่เหมาะสม / นวัตกรรมพร้อมใช้ กับโจทย์จริงของชุมชน
เปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายอย่าง คนจนฐานราก เกษตรกรรายย่อย กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่ เข้าถึงเทคโนโลยีที่เคยไกลตัว
สร้างพื้นที่สำหรับพัฒนาข้อเสนอโครงการคุณภาพ ที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แบบเป็นรูปธรรม
ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี แล้วยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ทั้งชนบทและเมือง ให้สามารถพึ่งตัวเองได้ในระยะยาว บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับภูมิสังคม วิถีชีวิต และบริบทของชุมชนอีสานอย่างแท้จริง
96 ผลงานวิจัย พร้อมใช้จริง 72 ชิ้น ตรงโจทย์ชาวบ้านแบบเน้นๆ
ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การขนผลงานนวัตกรรมพร้อมใช้จากมหาวิทยาลัยทั่วอีสานมาจัดแสดงกว่า 96 ชิ้น และผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือ 72 ผลงานเด่น แบ่งออกเป็น
เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแห่งประเทศไทย: 28 บูธ
เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ: 33 บูธ
เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่: 11 บูธ
แต่ละผลงานไม่ได้เกิดจากการคิดคนเดียวในห้องแล็บ หากมาจากการ ร่วมกันตั้งโจทย์และลงมือวิจัย ระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย นวัตกร และคนในชุมชน เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ชาวบ้านจริง ไม่ใช่แค่ “ใช้ได้” แต่ต้อง “คุ้มค่า คุ้มแรง และคุ้มทุน”
กลุ่มเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดงมีความหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตรจนถึงปศุสัตว์ เช่น
เทคโนโลยีกรรมวิธีผลิตข้าวฮางงอก
โรงเรือนเลี้ยงไหมอัตโนมัติ
เครื่องสแกนทุเรียน
เตาเผาถ่านสุญญากาศและเครื่องควบแน่นน้ำส้มควันไม้
เทคโนโลยีการผลิตหนอนแมลงโปรตีน
การเลี้ยงไก่โคราชอย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องฉีกหมูฝอยกึ่งอัตโนมัติ
การผลิตลูกปลานิลแปลงเพศ
ทุกชิ้นผ่านการทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่แล้ว ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มคุณภาพผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ เพิ่มรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยถึง 5,000 บาทต่อเดือน ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ
เคสจริงที่พิสูจน์แล้ว: เทคโนโลยีที่เหมาะสมช่วย “แก้จน ลดหนี้” ได้อย่างไร
เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าคำว่า Appropriate Technology ไม่ได้เป็นแค่ศัพท์สวย ๆ ทีมงานจึงลงพื้นที่จริงในจังหวัดนครราชสีมา ไปดูสองตัวอย่างสำคัญของการนำนวัตกรรมพร้อมใช้ไปต่อยอดกับภาคเอกชนและชุมชนรอบข้าง
เคสที่ 1: เตาเผาเซรามิกแก๊ส LPG – ย่อเตาใหญ่ให้เล็กลง แต่ยกระดับรายได้ให้โตขึ้น
งานวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พัฒนานวัตกรรม “เตาเผาเซรามิกเชื้อเพลิงแก๊ส LPG” เพื่อแก้ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยในหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน และบ้านหนองโสน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา
ก่อนมีนวัตกรรมนี้ ชุมชนใช้ เตาเผาแบบฟืน ซึ่งสร้างปัญหาหนักทั้งด้านคุณภาพและต้นทุน ได้แก่
ควบคุมอุณหภูมิยาก ทำให้คุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอ
เกิดของเสียจากการแตกร้าวสูง ต้นทุนต่อชิ้นพุ่งขึ้น
ปล่อยเขม่าควัน สร้างมลพิษและกระทบสุขภาพคนในชุมชน
ต้องพึ่งพาเตาเผาขนาดใหญ่ของผู้อื่น ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงและควบคุมกระบวนการผลิตไม่ได้เต็มที่
ผลลัพธ์คือ ต้นทุนสูง แต่ราคาขายต่ำ สินค้าขาดความน่าสนใจ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเลิกกิจการไปในที่สุด
จุดเปลี่ยนอยู่ที่การพัฒนาเตาเผาเซรามิกเชื้อเพลิงแก๊ส LPG แบบขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายสะดวก ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า และควบคุมอุณหภูมิได้สูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส รองรับได้หลายเทคนิคการเผา ที่สำคัญคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเตาฟืนเดิม
เมื่อผสานเตาเผาใหม่นี้เข้ากับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิต ผลที่เกิดขึ้นคือ
ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์เซรามิกให้เทียบเท่าหรือสูงกว่าตลาดเดิม
สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าทำมือได้ชัดเจน
เสริมความแข็งแรงทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
ผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์เซรามิกแฮนด์เมด “มันตรา” ซึ่งเป็นทั้งผู้ใช้เตาเผาแก๊ส LPG จริงและนวัตกรชุมชน ยืนยันผลลัพธ์เชิงตัวเลขชัดเจนว่า เตาเผาใหม่นี้มีประสิทธิภาพสูง ใช้แก๊ส LPG เพียง
เฉลี่ยประมาณ 7.5 กิโลกรัมต่อการเผาที่ 800°C
ประมาณ 9.85 กิโลกรัมต่อการเผาที่ 1,200°C
เท่ากับผู้ประกอบการสามารถ ลดต้นทุนการผลิตลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันคุณภาพงานก็สูงขึ้น
ในด้านการพัฒนาคน ก็มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้เข้าร่วมอบรม 71 คน โดยผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจในระดับ “มาก” (ค่าเฉลี่ย 4.75) และมีการสร้าง นวัตกรชุมชนจำนวน 17 คน ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปในชุมชนของตนเอง
ในมิติรายได้ ผลการประเมินพบว่า ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 36.80% ต่อเดือน จากการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จริง
เคสที่ 2: “ผำโคราช” โมเดลเมืองจักรวาลผำอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนา “ผำโคราช” ตั้งเป้าผลักดันให้โคราชกลายเป็น “เมืองแห่งจักรวาลผำอุตสาหกรรม” ภายใน 3 ปี โดยใช้รูปแบบการทำงานแบบพหุภาคี ระหว่าง
ภาคธุรกิจเอกชน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)
การสนับสนุนทุนวิจัยและการให้คำปรึกษาจาก บพท.
หัวใจของโครงการคือการ “เตรียมความพร้อมรอบด้าน” ทั้ง
เตรียมคน: เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการในชุมชน
เตรียมของ: ผำสดมาตรฐาน GAP, ผำผงมาตรฐาน GMP และ อย.
เตรียม Ecosystem: ฐานความรู้ ววน. มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะแรงงาน การจัดการโลจิสติกส์ แพลตฟอร์มข้อมูล และระบบ Certification mark
เป้าหมายปลายทางคือ ทำให้โคราชพร้อมขึ้นเป็น ฐานผลิตผำอุตสาหกรรมมาตรฐาน ที่รองรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการนี้ มีตั้งแต่
ผำสด
ผำแห้ง
ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผำในรูปแบบต่าง ๆ
กลุ่มตลาดเป้าหมายกระจายทั้งแบบ ตลาดชุมชนแนวคิด 0 mile, ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่อย่างห้างโลตัส แมคโคร ช่องทางออนไลน์ และการออกบูธร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ
ผู้นำโครงการวิจัยสรุปผลลัพธ์ของโครงการในเชิงรูปธรรมได้อย่างน่าสนใจว่า กลุ่มครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการมีผลลัพธ์สำคัญคือ
รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 60,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี รวม 150 ครัวเรือน
เกิดแพลตฟอร์มผำโคราช 1 แพลตฟอร์ม
ได้ Certification mark เพื่อสร้าง Brand Positioning รวม 1+4 เครื่องหมาย
ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์ผำโคราช 4 กลุ่ม ได้แก่ ผำชุมชน ผำซุปเปอร์ฟู้ด ผำอุตสาหกรรม และผำอาหารสัตว์
ในเชิงเศรษฐกิจ ผลที่ชัดเจนที่สุดคือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ผ่านระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีภาคธุรกิจเป็นกลไกหลัก นำไปสู่รายได้เฉลี่ย 60,000 บาทต่อคนต่อปี ที่เกิดจากการต่อยอดผำโคราชอย่างจริงจัง
ในฝั่งเอกชน ผู้ประกอบการจาก 89 Woffia Farm เล่าประสบการณ์ตรงว่า หลังเริ่มลงทุนเพาะเลี้ยงผำตามแนวทางโครงการ จะเริ่มเห็นรายได้ในเดือนที่ 7 โดยออกแบบการบริหารจัดการให้มีระยะคืนทุนภายใน 1 ปี
การทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับนักวิจัยจาก มทส. ยังช่วยสร้าง คุณค่าและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ “ผำโคราช” ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ขายสินค้าได้ง่ายขึ้น ราคาต่อหน่วยสูงขึ้น และรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นตามลำดับ
มากกว่าจำนวนงานวิจัย คือการสร้าง “พลังร่วม” ให้ชุมชนลุกขึ้นมายืนเอง
ความสำเร็จของ Apptech Matching Day 2025 ไม่ได้วัดแค่จำนวนบูธ หรือผลงานที่นำมาจัดแสดง แต่สะท้อนผ่านการมีส่วนร่วมของผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนที่เข้ามาเชื่อมต่อกันในเวทีเดียว
กลุ่มที่เข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากงานนี้ ได้แก่
กลุ่มเกษตรกร
ผู้นำชุมชน
ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจชุมชน
กลุ่มคนรุ่นใหม่สายธุรกิจ (YEC)
กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในพื้นที่
เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ
เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่
หน่วยงานภาคีเครือข่าย และผู้สนใจทั่วไป
รวมแล้วมีผู้เข้าร่วมกว่า 721 คน ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่จบลงพร้อมวันปิดงาน แต่คือจุดเริ่มต้นของ เครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ ที่ทำให้มหาวิทยาลัยในภาคอีสานเริ่มทำหน้าที่ใหม่ จาก “สถาบันการศึกษา” ไปสู่การเป็น “เครื่องยนต์พัฒนาพื้นที่” อย่างเต็มตัว
ผลที่ตามมาคือการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนฐานราก ตั้งแต่ระดับครัวเรือน กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน จนถึงคลัสเตอร์ธุรกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่
เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมถูกจับคู่กับโจทย์ที่ใช่ และชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น น้ำหนักของคำว่า “แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้” ก็ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนอีกต่อไป แต่กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในชีวิตผู้คน
นี่คือพลังของงานวิจัยและนวัตกรรม เมื่อไม่ได้จบอยู่แค่ในรายงาน แต่ถูกออกแบบให้เดินทางไปถึงมือคนตัวเล็กในชุมชนอย่างแท้จริง

