MEILINDA แบรนด์ที่คนไทยเคยมองข้าม แต่ตัวเลขไม่เคยมองเบา
ถ้าพูดถึงเครื่องสำอางราคาน่ารัก ที่เคยวางเรียงกันอยู่ตามสำเพ็งหรือประตูน้ำ หลายคนน่าจะเคยเห็นชื่อ MEILINDA ผ่านตา แต่เชื่อไหมว่า แบรนด์นี้จริงๆ เป็น แบรนด์ไทยอายุ 25 ปี ที่กำลังรีเซ็ตภาพตัวเองครั้งใหญ่ ให้คนมองใหม่จาก “แบรนด์ตลาดนัด” ไปสู่ลุคที่ดูพรีเมียมและทันสมัยขึ้น
แรงต้านสำคัญคือภาพจำที่ฝังลึกในหัวคนไทยว่า
ชื่ออ่านแล้วดูจีนๆ เลยเผลอเรียกกันว่า เหมยลินดา
หลายคนคิดว่าเป็น แบรนด์จีน
ราคาจับต้องง่าย เลยถูกเหมารวมว่า “คุณภาพน่าจะธรรมดา”
แต่เบื้องหลังคือแบรนด์ที่ เติบโตต่อเนื่องหลังยุค COVID-19 จนวันนี้มีรายได้ ราว 290 ล้านบาท และวางแผนจะพาแบรนด์โกอินเตอร์เต็มตัว
จุดเริ่มต้น: กลุ่มพี่น้องลงขันทำเมคอัพยุควิกฤตต้มยำกุ้ง
สาวไทยสายเมคอัพหลายคน น่าจะเคยเจอโลโก้ MEILINDA (เมลินดา) บนชั้นวางเครื่องสำอางมานานแล้ว นี่คือหนึ่งในแบรนด์ที่เกิดขึ้นในยุคที่ ประเทศไทยยังมีแบรนด์เมคอัพไม่กี่เจ้า ส่วนใหญ่ตลาดถูกครอบครองโดย
แบรนด์นำเข้าราคาแรง
หรือไม่ก็ของถูกตามตลาดล่างแบบบ้านๆ ไปเลย
MEILINDA เห็นช่องว่างตรงกลาง เลยกระโดดเข้ามาจับกลุ่มคนที่อยากได้ของดี ราคาไม่โหด ตั้งแต่ช่วงปี 2543 ซึ่งเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจไทยเพิ่งผ่านวิกฤตหนักๆ มา
เบื้องหลังแบรนด์ไม่ได้มาจากทุนใหญ่ แต่เกิดจาก กลุ่มอาอี๊และพี่น้อง 4–5 คน ที่เดิมแต่ละคนมีธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง ไม่มีใครเก่งธุรกิจระดับโปร แต่ทุกคนใช้เครื่องสำอางอยู่แล้ว เลยมองเห็นโอกาสในตลาดนี้
พวกเขาเริ่มจากไอเดียง่ายๆ ว่าอยากทำ เมคอัพคุณภาพดี ราคาไม่แรง แล้วค่อยหาทางเชื่อมต่อโรงงานที่ผลิตให้กับแบรนด์ใหญ่ๆ เมื่อแนวคิดชัด โรงงานก็สนใจช่วยพัฒนา
ช่วงแรกสินค้าถูกวางขายในพื้นที่ไม่กี่แห่ง เช่น
สำเพ็ง
ประตูน้ำ
แม้จะพยายามเดินเสนอของตามร้าน แต่คำตอบที่เจอคือ
แบรนด์ใหม่ คนไม่รู้จัก
ราคากึ่งกลาง ไม่ถูกสุด ไม่ใช่แบรนด์หรู
คุณภาพยังไม่โดดเด่นพอให้คนจำได้
จุดเปลี่ยนมาเมื่อทีมงานเริ่ม เดินตลาดจริงจัง ฟังเสียงลูกค้าแบบตรงไปตรงมา หลายคนบ่นคล้ายๆ กันว่า
อยากได้อายไลเนอร์ที่ติดทนจริง ทนเหงื่อ ทนอากาศร้อนแบบเมืองไทย
นี่แหละคืออินไซต์ทองคำ ทีมเลยย้อนกลับไปคุยกับโรงงาน พัฒนาสูตรแบบ กันน้ำกันเหงื่อ แล้วลองกลับไปเสนอทั้งร้านค้าและคุยกับช่างแต่งหน้าในกองถ่าย สุดท้ายสินค้าก็ตอบโจทย์ และเริ่มเป็นที่ยอมรับในตลาด
จากสำเพ็งสู่บิวตี้สโตร์: ต้องเปลี่ยนภาพ ถ้าไม่อยากติดกรอบเดิม
หลังจากปั้นแบรนด์มาได้ราว 15 ปี MEILINDA เริ่มขยายตัวออกจากการขายกระจุกอยู่แค่ตลาดค้าส่ง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ลูกค้าเริ่มหันไปซื้อของจาก บิวตี้สโตร์ มากขึ้น
คนอยากลองเทสเตอร์ อยากได้บรรยากาศการช้อปที่เชื่อถือได้
ร้านตู้เล็กๆ กลับถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ
จุดนี้เองทำให้ MEILINDA ต้องคิดใหม่ว่า ถ้ายังยืนอยู่แต่ในตลาดนัด ภาพจำของแบรนด์จะไม่มีวันไปไกลกว่านั้น จึงถึงเวลาต้อง หาตลาดใหม่ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ไปพร้อมกัน
ชื่อที่ทำคนเข้าใจผิด: จาก “เมลินดา” กลายเป็น “เหมยลินดา”
ชื่อ MEILINDA จริงๆ อ่านว่า “เมลินดา” เป็นชื่อที่หนึ่งในอาอี๊เสนอขึ้นมา ทุกคนชอบ แต่ไม่ได้ยึดติดกับความหมายอะไรมาก
ปัญหาคือ เมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วอ่านออกเสียงแบบไทยๆ หลายคนดันรู้สึกว่าชื่อมันออกโทน เหมยๆ เมยๆ แบบจีน เลยเรียกติดปากว่า “เหมยลินดา” และแถมยกให้เป็น แบรนด์จีน ไปโดยไม่ถามใครเลยสักคำ
ภาพจำนี้ทำให้แบรนด์ต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ คือ
จะทำยังไงให้คนรู้ว่า นี่คือแบรนด์ไทย
จะสลัดภาพ แบรนด์ถูกในตลาดนัด ยังไง
หลังยุค COVID-19 เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ ทั้งภาพลักษณ์และการสื่อสาร
แบรนด์เริ่ม
ปรับโลโก้และอาร์ตไดเรกชันให้ ดูพรีเมียมขึ้น
เปลี่ยน แพ็กเกจจิ้ง ให้ทันสมัยขึ้น
ทำ โฆษณาและแคมเปญภาพลักษณ์ จริงจัง
ขยับเข้าไปอยู่ในช่องทาง โมเดิร์นเทรด และร้านบิวตี้ มากขึ้น
ผลลัพธ์คือ ภาพของ MEILINDA ในสายตาลูกค้าเริ่มเปลี่ยน
ร้านค้ากล้าทำโปรเจกต์ร่วมกับแบรนด์
มีงานอีเวนต์และกิจกรรมกับลูกค้ามากขึ้น
คนเริ่มเรียกชื่อแบรนด์ได้ถูกต้องมากขึ้น
เจน 2 เข้ามาจับ: รีแบรนด์เมคอัพให้ทันยุคคนเล่นของใหม่
ปัจจุบันการบริหารอยู่ในมือของทายาทเจน 2 ที่เข้ามาเต็มตัวมานานกว่า 10 ปี ทั้งคู่โตมากับแบรนด์ ตั้งแต่ช่วยแพ็กของ ดูหลังบ้าน ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
ภารกิจหลักของทีมเจนใหม่คือ
ลบภาพแบรนด์ตลาดนัด ที่คนเคยจำ
ดึงตัวตนความเป็นไทยให้ดูโมเดิร์น มากขึ้น
สื่อสารให้ชัดว่า ไม่ใช่แบรนด์จีน
ใช้ นางแบบและอินฟลูเอนเซอร์ ที่พูดกับลูกค้ารุ่นใหม่ได้ตรงจริต
เมื่อทุกอย่างเข้าที่ ภาพแบรนด์ก็เริ่มนิ่งขึ้น คนจำได้ชัดขึ้นว่า MEILINDA เป็นแบรนด์อะไร สไตล์แบบไหน เหมาะกับใคร
ฝั่งโปรดักส์เองก็มีการเกาะเทรนด์ตลาดชัดเจน โดยฮีโร่หลักในตอนนี้จะเป็นไอเท็มแบบ แท่ง ที่หยิบง่าย ใช้สะดวก เช่น
ลิปไลเนอร์
อายแชโดว์สติ๊ก
เฉดดิ้งสติ๊ก
การแข่งขันในตลาดเมคอัพวันนี้ดุเดือดกว่าสมัยก่อนมาก เพราะ
ไทยเป็นตลาดที่ ใครก็เข้ามาเล่นได้
อินฟลูเอนเซอร์หลายคนลุกขึ้นมาทำแบรนด์ตัวเอง
แบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์จีนเข้ามาแน่นทุกเซกเมนต์
ลูกค้าสมัยนี้ ไม่ผูกขาดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่สนุกกับการลองของใหม่ตลอดเวลา
สิ่งนี้ทำให้ MEILINDA ต้อง แอคทีฟอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เรื่องโปรดักส์ แต่รวมถึงภาพลักษณ์ การเล่าเรื่อง และการเข้าใจลูกค้าไทยในทุกมิติ
เป้าหมายใหญ่: อยากเป็นแบรนด์ไทยที่หยิบใช้แล้ว “ภูมิใจ”
แม้ตลาดจะโหด แต่ MEILINDA วางตำแหน่งชัดมากว่าอยากจะเป็น
แบรนด์ไทยที่คนหยิบใช้แล้วรู้สึกภูมิใจ ไม่ต่างจากการใช้แบรนด์ต่างชาติ
เพราะจุดแข็งสำคัญคือ
เข้าใจ สภาพผิวของคนไทย
รู้จริงเรื่อง สภาพอากาศร้อน ชื้น เหงื่อออกง่าย
ปรับสูตรได้แบบตรงปัญหาคนไทยจริงๆ
ถ้าแบรนด์จับใจลูกค้าไทยได้อยู่หมัด วันหนึ่งการออกไปตีตลาดต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
ตัวเลขจริงไม่พูดเล่น: โตเงียบๆ แต่รายได้ 290 ล้าน
ด้านตัวเลขตอนนี้ MEILINDA มีรายได้ราว 290 ล้านบาท เติบโตประมาณ 30–40% และยังตั้งเป้าจะดันการเติบโตให้ได้ราว 40% ต่อปี หลังจากการรีแบรนด์ช่วงหลัง COVID-19 ทำให้รายได้พุ่งจนแตะหลักร้อยล้านในเวลาไม่นาน
ตอนนี้โฟกัสหลักยังอยู่ที่
กลุ่ม เมคอัพประมาณ 500 รายการ
ออกคอลเลกชันใหม่ทุก 1–2 เดือน
- โครงสร้างรายได้
เมคอัพประมาณ 65%
อุปกรณ์แต่งหน้า เช่น แปรง ขนตาปลอม ฯลฯ อีก 35%
พร้อมกันนี้ แบรนด์ก็เริ่มมองไปไกลกว่าคำว่าเครื่องสำอางสีสันธรรมดา เพราะเทรนด์การแต่งหน้าปัจจุบันให้ความสำคัญกับ ผิวและรายละเอียดเล็กๆ มากขึ้น
ทิศทางที่กำลังวางไว้คือ
เตรียมขยับไปทำสาย สกินแคร์
ขยายไลน์ เบสเมคอัพ เช่น รองพื้น เฉดดิ้ง และงานผิวต่างๆ
ก้าวต่อไป: จากแบรนด์ไทยที่คนเคยคิดว่าจีน สู่การโกอินเตอร์จริงจัง
ในระยะถัดไป เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่ตลาดในประเทศเท่านั้น MEILINDA กำลังมองไปยังตลาดต่างประเทศ โดยโฟกัสเบื้องต้นที่
กัมพูชา
อินโดนีเซีย
จีน
การออกนอกประเทศไม่ใช่แค่เรื่องการส่งของไปขาย แต่คือการพา ตัวตนของแบรนด์ไทย ที่เข้าใจผิวและไลฟ์สไตล์ในอากาศร้อนชื้น ไปโชว์ให้ต่างชาติได้เห็นว่าของไทยก็มีดีไม่แพ้ใคร
สรุป: เมคอัพไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ราคาถูก
MEILINDA ไม่ใช่แค่ตัวอย่างของแบรนด์ที่เริ่มจากตลาดนัดแล้วไต่เต้าขึ้นมาจนแตะรายได้ร้อยล้าน แต่ยังเป็นเคสที่สะท้อนว่า
ภาพลักษณ์ผิดๆ ที่คนเคยเข้าใจ สามารถแก้ได้ ถ้าแบรนด์กล้าปรับตัว
การฟังเสียงลูกค้าหน้างานจริง สามารถเปลี่ยนไอเดียธรรมดาให้กลายเป็นโปรดักส์ฮิตได้
แบรนด์ไทยที่เข้าใจผิวคนไทย หากเล่าเรื่องให้โดน และทำภาพให้ชัด ก็มีโอกาสโกอินเตอร์ได้ไม่แพ้แบรนด์ไหน
ใครที่ยังคิดว่า MEILINDA เป็นแบรนด์จีน หรือเป็นแค่เมคอัพตลาดนัด อาจถึงเวลาหยิบกลับมาลองใหม่อีกครั้ง แล้วคุณอาจจะเซอร์ไพรส์ว่าของที่เคยมองข้าม วันนี้คุณภาพและภาพลักษณ์ไปไกลกว่าที่คิดเยอะมากแล้ว

