รับแอปรับแอป

เจาะ 3 เทรนด์นวัตกรรมปี 2569 ที่ผู้ประกอบการไทยห้ามพลาด (พร้อม 4 นโยบายเกมรุกของ NIA)

ปกรณ์ พูนผล02-04

ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ ปี 2569 ไม่ใช่ปีที่อยู่เฉยได้แล้ว

ปี 2569 กำลังจะกลายเป็นปีเปลี่ยนเกมสำหรับเศรษฐกิจไทย เพราะ นวัตกรรม ไม่ได้เป็นคำสวยหรูอีกต่อไป แต่คืออาวุธหลักในการเอาตัวรอดจากความผันผวนรอบด้าน

จากการพุ่งทะยานของ AI ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การตอบโต้ทางภาษี ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงภัยพิบัติธรรมชาติ ล้วนทำให้โลกธุรกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ชี้ว่า ใครเข้าใจเทรนด์ก่อน ปรับตัวก่อน ย่อมมีโอกาสคว้าตลาดก่อน และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่ความยั่งยืน NIA เลยดัน 4 นโยบายนวัตกรรม ขึ้นมาเป็นเข็มทิศให้ผู้ประกอบการไทย

ก่อนจะไปถึงนโยบาย มาดูให้ชัดกันก่อนว่า 3 เทรนด์นวัตกรรมปี 2569 ที่ต้องจับตามีอะไรบ้าง

เทรนด์ที่ 1: เทรนด์เทคโนโลยี – ทำให้ต้นทุนถูกลง แต่ความสามารถแข่งขันสูงขึ้น

เทคโนโลยีไม่ได้เป็นแค่ “ของเล่นไฮเทค” อีกต่อไป แต่กลายเป็น เครื่องมือรอดและโต ของทุกธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ต้องคุมต้นทุนและต้องการความแม่นยำในการทำงาน

เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตา เช่น

  • Agentic AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงปฏิบัติการ)
    ไม่ใช่แค่แชตบอทตอบคำถาม แต่เป็น AI ที่ “ทำงานแทนคน” ได้ทั้งการตอบแชตและปิดการขาย การจัดการคำสั่งซื้อ การจองคิว การเทียบราคา และการสั่งซื้อสินค้าแบบอัตโนมัติ

  • Hyper-Automation (ระบบอัตโนมัติเชื่อมโยง)
    จากเดิมที่ต้องใช้คนคีย์ข้อมูลซ้ำไปมา วันนี้สามารถใช้ระบบบอทมาช่วยเชื่อมการทำงานทั้งระบบ เช่น เมื่อมีคำสั่งซื้อ ข้อมูลวิ่งไปตัดสต็อก ออกเอกสารขนส่ง และเชื่อมบัญชีได้ทันที ลดงานซ้ำ เพิ่มความแม่นยำ และตัดความผิดพลาดจากมนุษย์ออกไป

  • Carbon Accounting (ระบบคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์)
    โลกไม่ได้สนใจแค่คุณขายอะไร แต่สนใจว่า คุณผลิตยังไง และปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ส่งออกหรือเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทใหญ่ จำเป็นต้องเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่การใช้พลังงาน การผลิต การขนส่ง จนถึงการจัดการของเสีย เพื่อรองรับกฎเกณฑ์ระดับโลก เช่น CBAM ของยุโรป หรือกฎหมายเกี่ยวกับโลกร้อนที่กำลังเตรียมการในไทย

สรุปเทรนด์นี้คือ ใครใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และทำงานอย่างมีข้อมูลรองรับ จะยืนระยะได้ยาวกว่าแน่นอน

เทรนด์ที่ 2: เทรนด์ทางธุรกิจ – ธุรกิจไหนมาแรงในยุคใหม่

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เทรนด์ธุรกิจก็เปลี่ยนตาม และนี่คือ 3 กลุ่มธุรกิจที่กำลังน่าสนใจเป็นพิเศษ

2.1 Health and Wellness – ธุรกิจดูแลกายใจมาแรงต่อเนื่อง

คนทำงานเครียดสะสม ออฟฟิศซินโดรม นอนไม่หลับ กลายเป็นเรื่องปกติ เทรนด์นี้เลยไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “รักษา” แต่ขยับไปสู่ การป้องกันและการบำบัดแบบองค์รวม

โอกาสใหม่ๆ ที่ตามมา เช่น

  • คลินิกกายภาพบำบัดและบริการฟื้นฟูร่างกาย

  • ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม เทียนหอม ที่ช่วยให้ผ่อนคลายและนอนหลับดีขึ้น

  • อาหารเสริมคลายเครียดจากสมุนไพรไทย

  • ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รีทรีต โยคะ หรือกิจกรรมทำสมาธิ

2.2 Pet Economy – เศรษฐกิจทาสหมาแมวที่โตสวนเศรษฐกิจ

จากตลาดเฉพาะกลุ่ม วันนี้ สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัว และเจ้าของยอมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของน้องมากกว่าที่เคย

ธุรกิจที่กำลังมาแรง เช่น

  • อาหารสัตว์เกรด Holistic / Organic หรืออาหารปรุงสุกใหม่ (Fresh Pet Food)

  • เสื้อผ้าแฟชั่นและแอคเซสซอรีสำหรับสัตว์เลี้ยง

  • เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้รองรับพฤติกรรมแมวและสัตว์เลี้ยง

  • บริการสปา โรงแรม คอนโดสำหรับสัตว์เลี้ยง

ใครที่คิดสินค้า/บริการตอบโจทย์คนรักสัตว์ได้แบบตรงใจ มีโอกาสโตเร็วกว่าที่คิดมาก

2.3 Green & Circular Business – ทำธุรกิจแบบรักษ์โลกและเพิ่มมูลค่า

กระแสรักษ์โลกไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่กำลังกลายเป็น มาตรฐานใหม่ของธุรกิจ สินค้าแนว Upcycling และ Recycling ไม่ได้มีดีแค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่ยังสามารถตั้งราคาสูงกว่าสินค้าปกติได้ด้วย

ตัวอย่างไอเดียที่ต่อยอดได้จริง เช่น

  • แปรรูปเปลือกผลไม้เป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

  • นำเศษผ้าจากโรงงานมาทำกระเป๋าแฟชั่นดีไซน์เก๋

  • ร้าน Refill Station ให้คนพกขวดมาเติมน้ำยาปรับผ้านุ่มหรือแชมพู เพื่อลดขยะพลาสติก

เอสเอ็มอีในพื้นที่ ที่หยิบวัตถุดิบท้องถิ่นหรือของเหลือทิ้งมาคิดใหม่ ทำใหม่ ผ่านการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานและแฟชั่น มีโอกาสสร้างแบรนด์ที่ทั้งขายได้และเล่าเรื่องได้

เทรนด์ที่ 3: เทรนด์ด้านผู้บริโภค – คนไทยยุคใหม่ต้องการมากกว่าของถูก

คนไทยวันนี้ไม่ได้มองหาแค่ “ราคาดี” แต่ต้องการ ความคุ้มค่า + ใส่ใจตัวเอง + ตรงใจเฉพาะตัว มากขึ้น

เทรนด์ผู้บริโภคที่น่าสนใจ ได้แก่

3.1 Hyper-Personalization – สินค้าต้อง “เหมาะกับฉันคนเดียว”

ลูกค้าไม่ได้อยากได้แค่ของดี แต่ต้องเป็นของที่ “ใช่สำหรับตัวเอง” จริงๆ ซึ่งหัวใจสำคัญคือ การใช้ประโยชน์จากข้อมูล เพื่อเข้าใจลูกค้าระดับรายบุคคล

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ เช่น

  • อาหารเสริมที่จัดชุดตามผลตรวจเลือดแต่ละคน

  • สกินแคร์ที่ปรับสูตรตามสภาพผิวเฉพาะบุคคล

3.2 Silver Solution – โอกาสจากสังคมสูงวัย

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ การออกแบบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ โอกาสทองของหลายธุรกิจ

ตัวอย่างบริการที่ไปได้ไกล เช่น

  • บริการปรับปรุงห้องน้ำและบ้านให้ปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย

  • ทัวร์ท่องเที่ยวสโลว์ไลฟ์สำหรับวัยเกษียณ

  • บริการผู้ช่วยพาไปหาหมอหรือดูแลเรื่องธุระต่างๆ

3.3 Muketing หรือ Magic Economy – สายมูคือพลังเศรษฐกิจที่ห้ามมองข้าม

ความเชื่อและความศรัทธาฝังลึกอยู่ในวิถีชีวิตคนไทยมานาน และวันนี้มันถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ธุรกิจและสินค้าที่น่าสนใจ เช่น

  • ทัวร์ทำบุญ ไหว้พระ เสริมสิริมงคล

  • กำไล ตะกรุด และไอเทมแฟชั่นที่ผสมผสานงานออกแบบกับความเชื่อเรื่องพลังเหนือธรรมชาติ

ใครเข้าใจจิตวิทยาและความเชื่อของผู้บริโภคกลุ่มนี้ จะสามารถสร้างแบรนด์ที่ผูกพันลูกค้าได้ในระยะยาว

จากเทรนด์สู่กลยุทธ์: ทำไม NIA ต้องเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย

เป้าหมายใหญ่ของ NIA คือการผลักดันประเทศไทยไปสู่ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ขายของราคาถูก แต่ขายจากความต่างและมูลค่าเพิ่มที่คู่แข่งลอกยาก

หัวใจสำคัญอยู่ที่ 3 เรื่องใหญ่

  • การพัฒนานวัตกรรมบนฐาน เทคโนโลยีขั้นสูง ที่ซับซ้อนและลอกเลียนแบบยาก

  • การสร้าง ผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูง เชื่อมความคิดสร้างสรรค์เข้ากับทุนทางวัฒนธรรมไทย

  • การเตรียม กำลังคนคุณภาพสูง ให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว และโครงสร้างตลาดแรงงานที่ไม่เหมือนเดิม

เพื่อทำให้ทุกอย่างเดินได้จริง NIA วางบทบาทของตัวเองเป็นเหมือน Focal Conductor หรือผู้กำหนดทิศทางหลักของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ผ่านแนวคิด 4G ได้แก่

  • Groom – บ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม

  • Grant – สนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรม

  • Growth – สร้างโอกาสขยายตลาดและเข้าถึงแหล่งเงินทุน

  • Global – พาธุรกิจไทยก้าวออกสู่ตลาดโลก

และทั้งหมดนี้ถูกจับมาร้อยเป็น 4 นโยบายนวัตกรรมหลักในปี 2569 ที่ผู้ประกอบการควรรู้

นโยบายนวัตกรรม 4 ข้อ ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของธุรกิจไทย

1) ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม – เติมเงินทุนให้ไอเดียโตได้จริง

ธุรกิจนวัตกรรมในระยะเริ่มต้นมักขาดทุน ไม่ใช่เพราะไม่ดี แต่เพราะยังต้องใช้เวลาในการพัฒนา NIA จึงออกแบบ กลไกสนับสนุนทางการเงิน หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเงินให้เปล่าสำหรับช่วงเริ่มต้น

แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโต สิ่งที่จำเป็นมากคือ การร่วมลงทุน (Co-investment) เพราะช่วยเติมเงิน เพื่อขยายตลาดและต่อยอดนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง

แนวทางที่น่าสนใจ เช่น

  • กลไก Corporate Co-funding ร่วมมือกับบริษัทเอกชนและนักลงทุน

  • กลไกร่วมลงทุนจากภาครัฐ (NIA venture) ร่วมกับ VC / CVC

  • โปรแกรม Global Investment Link เปิดประตูให้ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ

  • มาตรการ ยกเว้นภาษี Capital Gains Tax เพื่อกระตุ้นการลงทุนในสตาร์ตอัป โดยยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับส่วนเกินทุนจากการลงทุนบางประเภท

แปลเป็นภาษาธุรกิจง่ายๆ คือ ถ้าคุณมีของดี NIA พยายามสร้างทางให้คุณเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้ธุรกิจสะดุดเพราะเรื่องเงิน

2) เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม – จากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

ผลงานวิจัยดีๆ ในมหาวิทยาลัยจำนวนมากไม่เคยได้ออกมาเจอลูกค้า เพราะไม่มีตัวกลางเชื่อม NIA จึงเข้ามาเติมช่องว่างนี้ ด้วยการพัฒนากลไกที่ไม่ใช่แค่เงินทุน แต่เป็น การเชื่อมคน เชื่อมองค์ความรู้ และเชื่อมโอกาส

จุดเด่นของนโยบายนี้ เช่น

  • โปรแกรม NIA Acceleration เร่งการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

  • การพัฒนา Thailand Innovation Hub เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมหน่วยงาน นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ

  • มาตรการสนับสนุนด้านภาษี เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับย่านนวัตกรรมการแพทย์ การยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ รวมถึงสิทธิ์อื่นๆ จาก BOI

  • แผนในอนาคตอย่างการผลักดัน IP Financing เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัปสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงเงินทุน

ใครที่มีเทคโนโลยีหรือผลงานวิจัย แต่ไม่รู้จะเริ่มเชิงธุรกิจตรงไหน นโยบายนี้คือประตูบานสำคัญ

3) ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ – ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นโตไปพร้อมชุมชน

นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเกิดแค่ในเมืองใหญ่หรือห้องแล็บทันสมัย แต่มันเกิดได้ในทุกพื้นที่ ถ้ามีคนเห็นปัญหาและตั้งใจจะแก้จริงจัง

NIA ทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ผ่านกลไกต่างๆ เช่น

  • หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ช่วยบ่มเพาะและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและคนที่อยากแก้ปัญหาชุมชน

  • โครงการนวัตกรรมแบบเปิด โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน และโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ทดลอง พัฒนา และขยายผลไอเดียที่ตอบโจทย์ปัญหาจริง

  • การจัดทำ “แผนภาพการสนับสนุนตามการเติบโตของนวัตกรรม” ให้ผู้ประกอบการเห็นภาพเส้นทางการเติบโตได้ชัด ว่าควรขอการสนับสนุนอะไร ในช่วงเวลาไหน

  • โครงการ “นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้” ที่หยิบธุรกิจตัวเล็กมาปั้นให้กลายเป็นฮีโร่เศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านเวทีเรียนรู้และลงมือทำจริง

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่รายได้ของธุรกิจในพื้นที่เท่านั้น แต่คือการสร้างงาน เงินหมุนเวียน และความมั่งคั่งที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน

4) ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ – ปั้นคน ปั้นองค์กร ให้คิดแบบนวัตกร

สุดท้าย ต่อให้มีทุน มีเทคโนโลยี แต่ถ้าคนไม่พร้อม ธุรกิจก็ไปต่อยาก นั่นทำให้ NIA ให้ความสำคัญกับ ทักษะและวิธีคิดด้านนวัตกรรม อย่างมากเป็นพิเศษ

สิ่งที่ NIA พยายามปลูกฝัง ได้แก่

  • การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงทั้งเทคโนโลยีและธุรกิจ

  • ชุดความคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Mindset)

  • ความเข้าใจในการเติบโตสู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก

ผ่านโปรแกรมและหลักสูตรต่างๆ เช่น

  • โปรแกรม STEAM4INNOVATOR สำหรับเยาวชนที่อยากลองคิด ลองทำสิ่งใหม่

  • โครงการ Startup Thailand League หนุนคนรุ่นใหม่ให้ลุกขึ้นมาทำสตาร์ตอัป

  • หลักสูตรของ สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) ที่ช่วยยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ

สำหรับองค์กรและเอสเอ็มอี NIA ดันแนวคิดการเป็น “องค์กรนวัตกรรม” อย่างจริงจัง ผ่านการจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยใช้กระบวนการ Consultative Assessment ช่วยสะท้อนให้ผู้ประกอบการเห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมควบคู่ไปกับการเพิ่มผลิตภาพ

ทั้งหมดนี้ถูกต่อยอดสู่โครงการ INNOProductivity for SMEs เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการวางระบบบริหารจัดการนวัตกรรมให้เหมาะกับบริบท ขนาด และศักยภาพของธุรกิจตัวเอง และในปีนี้ยังเดินหน้าไปสู่มาตรฐานสากลด้านระบบการจัดการนวัตกรรม อย่าง ISO56001 อีกด้วย

สรุป: ปี 2569 เป็นปีของคนที่กล้าปรับ ไม่ใช่คนที่รอดู

เมื่อเทคโนโลยี วิถีชีวิต และเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนพร้อมกันแบบนี้ การนิ่งเฉยคือความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของผู้ประกอบการไทย

สิ่งที่คุณควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ คือ

  • มองหาเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความต่างให้แบรนด์

  • เลือกวางตัวเองให้อยู่ในเทรนด์ธุรกิจที่กำลังเติบโต ไม่วาจะเป็นสายสุขภาพ สัตว์เลี้ยง หรือธุรกิจรักษ์โลก

  • ทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ ที่ต้องการความคุ้มค่า ใส่ใจตัวเอง และอยากได้ของที่เหมาะกับตัวเองจริงๆ

  • เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากโครงการสนับสนุนของ NIA ทั้งด้านทุน เครือข่าย การเร่งการเติบโต และการยกระดับทักษะ

ใครเริ่มก่อน ย่อมมีโอกาสนิยามอนาคตของธุรกิจตัวเองได้มากกว่า ปี 2569 จึงอาจไม่ใช่ปีที่คุณควรถามว่า “จะทำไหม” แต่ควรถามว่า “จะเริ่มจากตรงไหน” ต่างหาก