เมื่อการเมืองเริ่มวิ่งด้วยอัลกอริทึม
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง นักการเมืองยิ่งต้องแย่งพื้นที่ในสายตาผู้คน และในยุคนี้แทบไม่มีเวทีไหนจะดึงคนมารวมกันได้ เร็ว ง่าย และใหญ่ เท่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอีกแล้ว
เมื่อโซเชียลมีเดียกลายเป็นสมรภูมิหลัก การดึง AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยสมองกล จึงกลายเป็นอาวุธเพื่อสร้างความได้เปรียบในการหาเสียง ทั้งในการสื่อสาร การวิเคราะห์ และการปั่นกระแสทางการเมือง
ก่อนน้ำท่วมภาคใต้ไม่นาน สัญญาณเรื่องการยุบสภาและการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากหลายพรรค ทำให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคุกรุ่นทันที การแข่งขันรอบใหม่ไม่ใช่แค่เกมของนโยบายหรือบารมีอีกต่อไป แต่เป็นเกมของ ใครใช้เทคโนโลยีได้เฉียบกว่า
จากบ้านใหญ่สู่การเมืองยุคเอนเกจเมนท์
การเลือกตั้งปี 2566 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เห็นเต็มตาว่า โซเชียลมีเดียสามารถดิสรัปการเมืองไทย ได้จริง พรรคการเมืองที่เข้าใจเกมคอนเทนต์และรู้จักใช้แพลตฟอร์มอย่างมีกลยุทธ์ จึงสามารถทะยานขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในสภาได้
จากเดิมที่การเมืองผูกติดกับ
นโยบายแบบประชานิยม
บารมีบ้านใหญ่
โครงข่ายอิทธิพลในพื้นที่
สนามวันนี้กำลังเลื่อนไปสู่การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย เอนเกจเมนท์บนแพลตฟอร์ม ใครสร้างการมีส่วนร่วมได้มากกว่า ใครจุดกระแสได้แรงกว่า คนนั้นได้เปรียบ
ในบริบทใหม่ พรรคการเมืองจึงต้องเดินสองขา
ขาหนึ่งคือกลยุทธ์บ้านใหญ่และโครงสร้างเดิม
อีกขาหนึ่งคือการใช้โซเชียลมีเดียและ AI เพื่อสร้างฐานเสียงแบบใหม่
การหาเสียงออนไลน์ที่เราเริ่มเห็นเต็มฟีดในช่วงหลัง จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางหมากเพื่อสร้าง Snowball Effect—เริ่มจากกระแสเล็กๆ ที่กลายเป็นก้อนใหญ่กลิ้งไปเรื่อยๆ จากการแชร์ บอกต่อ และการตีความต่อยอดกันเองในโลกโซเชียลจนถึงวันเลือกตั้ง
AI คืออะไรในสายตาการเมือง?
AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ ถ้าให้สรุปแบบสั้นที่สุดคือ
เทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์และเครื่องจักร เลียนแบบการเรียนรู้ การเข้าใจ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นอิสระแบบมนุษย์
AI ที่ถูกใช้งานแพร่หลาย แบ่งได้คร่าวๆ เป็น 2 กลุ่มใหญ่
Generative AI – AI สายสร้างคอนเทนต์
สร้างภาพ เสียง ข้อความ วิดีโอ ฯลฯ
ทำงานตามคำสั่งที่เราให้ หรือที่เรียกว่า Prompt
ตัวอย่างเช่น ChatGPT, DeepSeek, Gemini, Claude, Llama ฯลฯ
ใช้ได้ตั้งแต่สั่งออกแบบบ้าน จนถึงสรุปรายงานการประชุม
Predictive AI – AI สายพยากรณ์
ใช้ข้อมูลอดีตและปัจจุบันเพื่อทำนายอนาคต
เช่น การคาดการณ์อาชญากรรมในพื้นที่หนึ่งสัปดาห์หน้า การคาดว่าชิ้นส่วนเครื่องจักรจะเสียเมื่อไหร่ หรือแม้แต่การคาดการณ์ผลเลือกตั้ง
แม้ AI ทั้งสองสายนี้จะถูกยกย่องและโปรโมตอย่างหนัก แต่ในความจริง มันยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ
Generative AI ยังอยู่ในช่วง ยังไม่เข้าที่ (Immature)
ผลลัพธ์หลายครั้งยัง ไม่น่าเชื่อถือ (Unreliable)
และใช้ในทางผิดได้ง่าย (Prone to misuse)
โดยเฉพาะปัญหา AI Hallucination—กรณีที่ AI แต่งข้อมูลขึ้นมา ดูมั่นใจแต่ผิดจากข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในสนามการเมือง หากนำข้อมูลลักษณะนี้ไปใช้จริง ความเสียหายอาจใหญ่กว่าที่คิด
ด้าน Predictive AI ก็ไม่ได้แม่นเสมอไป เพราะอนาคตไม่ได้เดินด้วยสถิติอย่างเดียว การพยากรณ์บางเรื่องจึงยังคลาดเคลื่อนมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ซับซ้อนและแปรผันสูง เช่น พฤติกรรมการเมืองของคนหมู่มาก
นักการเมืองได้อะไรจาก AI?
เมื่อการเมืองแข่งขันกันที่ความเร็วและความแม่นในข้อมูล AI จึงกลายเป็นเครื่องมือที่นักการเมืองมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมันมี 4 จุดเด่นสำคัญ
Speed – ทำงานเร็ว
Scale – รองรับปริมาณมหาศาล
Scope – ทำงานได้หลากหลายมิติ
Sophisticate – รับมือปัญหาที่ซับซ้อนได้ดี
ประเทศอย่างอาร์เจนตินาถูกยกให้เป็นหนึ่งในเคสตัวอย่างของ First AI Election เมื่อผู้สมัครประธานาธิบดีใช้ AI สร้างโปสเตอร์ วิดีโอ และคอนเทนต์หาเสียงอย่างจริงจัง และอีกหลายประเทศก็กำลังเดินตามเส้นทางนี้อยู่เช่นกัน
หากใช้ให้ถูกทาง AI สามารถเปลี่ยนวิธีทำการเมืองในหลายด้านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 5 ฟังก์ชันต่อไปนี้
1. ใช้ AI สื่อสารกับผู้เลือกตั้งแบบ “เจาะรายคน”
แต่เดิมการสื่อสารทางการเมืองเป็นแบบ ทางเดียว
วิทยุ
โทรทัศน์
หนังสือพิมพ์
แผ่นพับโฆษณา
ต่อมาอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเข้ามา ทำให้
ผู้ส่งและผู้รับสามารถโต้ตอบกันได้
เกิดการสนทนา แชร์ แสดงความคิดเห็น
ก้าวถัดไป AI จะทำให้การสื่อสารทางการเมือง เฉพาะตัวขึ้นไปอีกระดับ เพราะมันสามารถพูดกับคนจำนวนมาก “ทีละคน” ได้พร้อมกัน
ตัวอย่างเช่น
ผู้สมัครผู้ว่าฯ กรุงโตเกียวเคยใช้ Avatar ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตอบคำถามผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เกือบ 9,000 คำถาม ระหว่างการหาเสียง
นักการเมืองในสหรัฐอเมริกาจากพรรคเดโมแครตใช้ AI ชื่อ Ashley ทำหน้าที่โทรหาผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง พูดคุยและตอบคำถามแทนคนจริง
จุดเด่นอีกอย่างคือ การแปลภาษาแบบอัตโนมัติ ที่ช่วยให้นักการเมืองสื่อสารกับประชาชนหลากหลายกลุ่มภาษาได้แบบเรียลไทม์
ในอินเดีย นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมที เคยใช้ AI แปลคำปราศรัยของตัวเองสดๆ ส่งต่อไปยังผู้คนที่ใช้ภาษาต่างกันหลายล้านคน นี่คือการใช้ AI ขยายวงเสียงของนักการเมืองออกไปไกลกว่าขีดจำกัดเดิมของภาษาและเวลา
ในอนาคตอันใกล้ การสื่อสารทางการเมืองแบบไม่พึ่ง AI อาจกลายเป็นเรื่อง “เชย” ไปเลยก็ได้
2. ใช้ AI สำรวจความเห็นทางการเมือง
การทำโพลแบบเดิมทั่วโลกกำลังเจอปัญหาคล้ายๆ กัน
คน ไม่ค่อยตอบแบบสำรวจ มากขึ้น
การตอบแบบสำรวจทางไปรษณีย์ลดลงต่อเนื่อง
การโทรเข้าโทรศัพท์บ้านแทบไม่เหลือประสิทธิภาพ
โทรศัพท์มือถือก็เก็บข้อมูลที่อยู่และลักษณะประชากรได้ยาก
หลายคน ไม่อยากรับสายจากเบอร์แปลก หรือไม่ตอบตรงๆ
นักวิจัยจึงเริ่มหาทางใหม่ และหนึ่งในนั้นคือการใช้ AI-based poll หรือการทำโพลด้วย AI โดยเปลี่ยนจากการวิ่งไปถามคนทีละคน มาเป็นการ ฟังเสียงที่คนพูดกันอยู่แล้วบนโซเชียลมีเดีย
แนวทางนี้ใช้ AI เข้าไป
สแกนโพสต์ คอมเมนต์ แฮชแท็ก จำนวนมหาศาล
ประมวลผลความเห็น ทิศทางอารมณ์ แนวโน้มความคิดเห็นทางการเมือง
ใช้ข้อได้เปรียบด้าน ความเร็ว (Speed) และ ปริมาณ (Scale) แบบที่ทีมมนุษย์ไม่มีทางทำทัน
แต่ข้อจำกัดก็ใหญ่เช่นกัน
การถามคอมพิวเตอร์ให้เข้าใจความคิดมนุษย์ โดยไม่มีมนุษย์ควบคุมเลย เป็นเรื่องที่ยังไม่สมเหตุสมผล
ข้อมูลจากโซเชียลอาจเบี้ยวไปทางกลุ่มเสียงดังสุดหรือกลุ่มหัวรุนแรง
AI เองก็มีความเสี่ยงเรื่อง Bias หรือการขยายมุมมองบางกลุ่มเกินจริง
มีงานวิจัยที่ลองใช้ ChatGPT จำลองผลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองในสหรัฐ พบว่ามันพอทำนายบางประเด็นได้ แต่ก็ผิดอย่างชัดเจนในคำถามบางเรื่อง เช่น ทัศนะเกี่ยวกับสงครามในยูเครน
บทเรียนสำคัญ คือ การใช้ AI สำรวจความเห็นไม่ควรแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่ควรใช้เป็น เครื่องมือช่วย ในมือของคน ทำงานร่วมกันจะปลอดภัยและน่าเชื่อถือกว่า
3. ใช้ AI รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
โซเชียลมีเดียทำให้การรณรงค์ทางการเมืองถูกลง เร็วขึ้น และกระจายกว้างขึ้น แต่มันยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับการ “เดินเข้าหาผู้คนแบบเจอหน้า” ซึ่งงานวิจัยในสหรัฐชี้ว่า
- การเคาะประตู ชวนคนออกมาเลือกตั้งแบบเจอหน้ากัน
เพิ่มโอกาสที่คนจะออกมาใช้สิทธิ์ได้ราว 6%
- การส่งข้อความเตือนผ่านโซเชียลมีเดีย
เพิ่มโอกาสได้เพียงราว 0.5%
ปัญหาคือ การรณรงค์แบบพบหน้ากันต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งคน เวลา และงบประมาณ AI จึงถูกนำมาใช้เป็น ตัวคูณกำลัง (Force Multiplier)
AI สามารถช่วยได้หลายมิติ เช่น
ติดต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากแบบ เฉพาะตัว
- ปรับข้อความหาเสียงให้สอดคล้องกับ
ความสนใจทางการเมืองของแต่ละคน
พื้นที่อยู่อาศัย
ประวัติการมีส่วนร่วมทางการเมือง
เลียนแบบรูปแบบการพูดของมนุษย์จนบางครั้งแยกแทบไม่ออก
พรรคเดโมแครตในสหรัฐเริ่มใช้ ซอฟต์แวร์จัดการแคมเปญการเมือง ที่ฝัง AI อยู่ข้างใน เพื่อ
โทรหาผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยภาษาและโทนที่แต่ละคนคุ้นเคย
วางกลยุทธ์ตามข้อมูลด้านเชื้อชาติ ที่อยู่ และคู่แข่งในเขตนั้น
ปรับวิดีโอหาเสียงให้ตรงกับผู้ชมแต่ละกลุ่ม หรือแต่ละคน
AI ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเหมือน ผู้จัดการแคมเปญส่วนกลาง
จัดตารางลงพื้นที่หาเสียงให้ทีมงาน
แนะนำว่าควรเจอใครในแต่ละวัน
ชี้ว่าควรไปเขตไหน ช่วงเวลาใด โฟกัสประเด็นอะไร
ท้ายที่สุด พรรคส่วนใหญ่จึงไม่นำวิธีใดวิธีหนึ่งมาใช้แบบเดี่ยวๆ แต่ผสมผสานกันระหว่าง
การลงพื้นที่จริง
การใช้สื่อดั้งเดิม
โซเชียลมีเดีย
และ AI เป็นตัวช่วยวางหมากและขยายผล
4. ใช้ AI ระดมทุนทางการเมืองให้เป็นระบบอัตโนมัติ
การระดมทุนคือเส้นเลือดใหญ่ของทุกแคมเปญการเมือง เพราะทุกอย่างตั้งแต่ป้ายหาเสียงจนถึงคอนเทนต์ออนไลน์ล้วนต้องใช้เงินสนับสนุน
รูปแบบการระดมทุนเดิมๆ มีทั้ง
การโทรหาเป้าหมายตามรายชื่อในฐานข้อมูล
การจัดงานพบปะ ระดมทุนแบบดั้งเดิม
การส่งอีเมลและโพสต์เชิญชวนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
โซเชียลมีเดียช่วยให้
การระดมทุนเข้าถึงคนจำนวนมากได้รวดเร็ว
เปิดทางให้คนธรรมดาบริจาคเงินจำนวนเล็กน้อย แต่รวมกันเป็นพลังมหาศาล
AI เข้ามาเติมเต็มสิ่งนี้ด้วยการทำให้กระบวนการกลายเป็น ระบบอัตโนมัติ (Automation) มากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ซ้ำๆ และใช้แรงคนจำนวนมาก เช่น
คัดกรองรายชื่อผู้บริจาคที่มีแนวโน้มสนใจ
ติดตามการติดต่อและประวัติการบริจาค
อัปเดตโปรไฟล์และความสนใจของผู้สนับสนุนแต่ละคน
มีการศึกษาพบว่า ข้อความเชิญชวนบริจาคที่เขียนโดย AI สามารถ ดึงให้คนกดบริจาคได้มากกว่าข้อความที่มนุษย์เขียนเอง ในหลายกรณี นั่นหมายความว่าในอนาคตอันใกล้ พรรคการเมืองทั้งในต่างประเทศและในไทยแทบจะเลี่ยงการใช้ AI ในงานระดมทุนได้ยาก
5. ใช้ AI ฟังเสียงประชาชนในสเกลที่มนุษย์ทำไม่ได้
นักการเมืองมักอ้างหลักการคลาสสิกว่า
เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ (vox populi, vox dei)
แต่ในทางปฏิบัติ การจะฟังเสียงคนจำนวนมหาศาล แยกแยะ สังเคราะห์ และวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบาย เป็นงานที่ทีมมนุษย์ล้วนๆ แทบทำไม่ไหว
AI จึงกลายเป็นผู้ช่วยที่น่าสนใจมากในภารกิจนี้ เพราะมันสามารถ
รวบรวมความคิดเห็นจำนวนมหาศาลจากหลายช่องทาง
สรุปประเด็นสำคัญ
จัดกลุ่มมุมมอง
ทำให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นภาพรวมได้เร็วขึ้นมาก
มีกรณีตัวอย่างที่ทีมงานของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมที ใช้ AI ช่วยรวบรวมและสรุปความคิดเห็นของชาวอินเดียหลายล้านคน เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศระยะ 25 ปี ทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถ “ซักถาม” ข้อมูลเชิงลึกจากเสียงของผู้คนจำนวนมากได้ผ่าน AI แทนที่จะต้องไล่อ่านคำตอบทีละชุด
นี่คือการใช้ AI เพื่อขยายขอบเขตของการรับฟังให้ ลึกและกว้างกว่าที่ระบบเดิมทำได้
AI การเมือง: โอกาสใหญ่ คู่กับความเสี่ยงใหญ่
ตัวอย่างทั้งหมดข้างต้นยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ AI ในสมรภูมิการเมือง เท่านั้น และยากที่จะเดาได้ว่าต่อจากนี้มันจะถูกนำไปใช้ในรูปแบบไหนอีกบ้าง เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลมักสร้างผลลัพธ์ที่แม้แต่ผู้ออกแบบเองก็คิดไม่ถึง
สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ
ประชาธิปไตย เทคโนโลยี และมนุษย์ แยกขาดจากกันไม่ได้แล้ว
ทุกครั้งที่เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมมนุษย์ก็เปลี่ยนตาม
การเมืองและกระบวนการประชาธิปไตยย่อมได้รับผลกระทบไปด้วยเสมอ
พรรคการเมืองที่ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับกระแสเทคโนโลยี มีโอกาส ตกขบวน หรือเสียเปรียบคู่แข่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน การใช้ AI ในทางการเมืองก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง หากใช้ด้วย
ความไม่โปร่งใส
ขาดจริยธรรม
มุ่งแต่จะเล่นกับความเปราะบางทางจิตวิทยาของผู้คน
ด้วยความซับซ้อนระดับ “กล่องดำ” ของ AI ผลลัพธ์ที่ออกมาหลายครั้งยังอธิบายได้ยาก ตรวจสอบได้ยาก และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือ โฆษณาชวนเชื่อในแบบที่มองไม่เห็นมือคนบงการ
ใช้ AI ให้โตไปพร้อมประชาธิปไตย ไม่ใช่ทำลายมัน
ในโลกการเมือง AI ไม่ควรถูกมองแค่ในฐานะเครื่องมือเพิ่มคะแนนเสียง หากแต่ควรถูกใช้เพื่อ
ขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน
ทำให้เสียงของคนตัวเล็กๆ ถูกได้ยินมากขึ้น
เติมข้อมูลที่ดีและเข้าใจง่ายให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในขณะเดียวกัน นักการเมืองและพรรคการเมืองต้อง
ใช้ AI อย่าง โปร่งใส
เคารพ จริยธรรมและความเป็นส่วนตัวของประชาชน
ไม่ใช้ AI เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือชี้นำด้วยข้อมูลลวง
ประชาธิปไตยในยุค AI จะเติบโตหรือบิดเบี้ยว ไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับมือของคนที่เลือกใช้มันด้วยว่า จะใช้เป็น “เลนส์ขยายความเข้าใจ” หรือเป็น “เครื่องมือปั้นภาพและปั่นหัวผู้คน” เท่านั้นเอง
และในสนามเลือกตั้งรอบต่อไป เราทุกคนไม่ได้เจอแค่การต่อสู้ของนักการเมืองกับนักการเมือง แต่กำลังจะได้เห็นการต่อสู้ระหว่าง อัลกอริทึมกับอัลกอริทึม บนพื้นที่ที่ชื่อว่า ประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

