รับแอปรับแอป

AI กำลังเขย่าการเมือง: จากบ้านใหญ่สู่ยุคเลือกตั้งด้วยอัลกอริทึม

ปวีณา ศรีทอง01-30

เมื่อการเมืองเริ่มวิ่งด้วยอัลกอริทึม

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง นักการเมืองยิ่งต้องแย่งพื้นที่ในสายตาผู้คน และในยุคนี้แทบไม่มีเวทีไหนจะดึงคนมารวมกันได้ เร็ว ง่าย และใหญ่ เท่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอีกแล้ว

เมื่อโซเชียลมีเดียกลายเป็นสมรภูมิหลัก การดึง AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยสมองกล จึงกลายเป็นอาวุธเพื่อสร้างความได้เปรียบในการหาเสียง ทั้งในการสื่อสาร การวิเคราะห์ และการปั่นกระแสทางการเมือง

ก่อนน้ำท่วมภาคใต้ไม่นาน สัญญาณเรื่องการยุบสภาและการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากหลายพรรค ทำให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคุกรุ่นทันที การแข่งขันรอบใหม่ไม่ใช่แค่เกมของนโยบายหรือบารมีอีกต่อไป แต่เป็นเกมของ ใครใช้เทคโนโลยีได้เฉียบกว่า

จากบ้านใหญ่สู่การเมืองยุคเอนเกจเมนท์

การเลือกตั้งปี 2566 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เห็นเต็มตาว่า โซเชียลมีเดียสามารถดิสรัปการเมืองไทย ได้จริง พรรคการเมืองที่เข้าใจเกมคอนเทนต์และรู้จักใช้แพลตฟอร์มอย่างมีกลยุทธ์ จึงสามารถทะยานขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในสภาได้

จากเดิมที่การเมืองผูกติดกับ

  • นโยบายแบบประชานิยม

  • บารมีบ้านใหญ่

  • โครงข่ายอิทธิพลในพื้นที่

สนามวันนี้กำลังเลื่อนไปสู่การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย เอนเกจเมนท์บนแพลตฟอร์ม ใครสร้างการมีส่วนร่วมได้มากกว่า ใครจุดกระแสได้แรงกว่า คนนั้นได้เปรียบ

ในบริบทใหม่ พรรคการเมืองจึงต้องเดินสองขา

  • ขาหนึ่งคือกลยุทธ์บ้านใหญ่และโครงสร้างเดิม

  • อีกขาหนึ่งคือการใช้โซเชียลมีเดียและ AI เพื่อสร้างฐานเสียงแบบใหม่

การหาเสียงออนไลน์ที่เราเริ่มเห็นเต็มฟีดในช่วงหลัง จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางหมากเพื่อสร้าง Snowball Effect—เริ่มจากกระแสเล็กๆ ที่กลายเป็นก้อนใหญ่กลิ้งไปเรื่อยๆ จากการแชร์ บอกต่อ และการตีความต่อยอดกันเองในโลกโซเชียลจนถึงวันเลือกตั้ง

AI คืออะไรในสายตาการเมือง?

AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ ถ้าให้สรุปแบบสั้นที่สุดคือ

เทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์และเครื่องจักร เลียนแบบการเรียนรู้ การเข้าใจ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นอิสระแบบมนุษย์

AI ที่ถูกใช้งานแพร่หลาย แบ่งได้คร่าวๆ เป็น 2 กลุ่มใหญ่

  • Generative AI – AI สายสร้างคอนเทนต์

    • สร้างภาพ เสียง ข้อความ วิดีโอ ฯลฯ

    • ทำงานตามคำสั่งที่เราให้ หรือที่เรียกว่า Prompt

    • ตัวอย่างเช่น ChatGPT, DeepSeek, Gemini, Claude, Llama ฯลฯ

    • ใช้ได้ตั้งแต่สั่งออกแบบบ้าน จนถึงสรุปรายงานการประชุม

  • Predictive AI – AI สายพยากรณ์

    • ใช้ข้อมูลอดีตและปัจจุบันเพื่อทำนายอนาคต

    • เช่น การคาดการณ์อาชญากรรมในพื้นที่หนึ่งสัปดาห์หน้า การคาดว่าชิ้นส่วนเครื่องจักรจะเสียเมื่อไหร่ หรือแม้แต่การคาดการณ์ผลเลือกตั้ง

แม้ AI ทั้งสองสายนี้จะถูกยกย่องและโปรโมตอย่างหนัก แต่ในความจริง มันยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ

  • Generative AI ยังอยู่ในช่วง ยังไม่เข้าที่ (Immature)

  • ผลลัพธ์หลายครั้งยัง ไม่น่าเชื่อถือ (Unreliable)

  • และใช้ในทางผิดได้ง่าย (Prone to misuse)

โดยเฉพาะปัญหา AI Hallucination—กรณีที่ AI แต่งข้อมูลขึ้นมา ดูมั่นใจแต่ผิดจากข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในสนามการเมือง หากนำข้อมูลลักษณะนี้ไปใช้จริง ความเสียหายอาจใหญ่กว่าที่คิด

ด้าน Predictive AI ก็ไม่ได้แม่นเสมอไป เพราะอนาคตไม่ได้เดินด้วยสถิติอย่างเดียว การพยากรณ์บางเรื่องจึงยังคลาดเคลื่อนมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ซับซ้อนและแปรผันสูง เช่น พฤติกรรมการเมืองของคนหมู่มาก

นักการเมืองได้อะไรจาก AI?

เมื่อการเมืองแข่งขันกันที่ความเร็วและความแม่นในข้อมูล AI จึงกลายเป็นเครื่องมือที่นักการเมืองมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมันมี 4 จุดเด่นสำคัญ

  • Speed – ทำงานเร็ว

  • Scale – รองรับปริมาณมหาศาล

  • Scope – ทำงานได้หลากหลายมิติ

  • Sophisticate – รับมือปัญหาที่ซับซ้อนได้ดี

ประเทศอย่างอาร์เจนตินาถูกยกให้เป็นหนึ่งในเคสตัวอย่างของ First AI Election เมื่อผู้สมัครประธานาธิบดีใช้ AI สร้างโปสเตอร์ วิดีโอ และคอนเทนต์หาเสียงอย่างจริงจัง และอีกหลายประเทศก็กำลังเดินตามเส้นทางนี้อยู่เช่นกัน

หากใช้ให้ถูกทาง AI สามารถเปลี่ยนวิธีทำการเมืองในหลายด้านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 5 ฟังก์ชันต่อไปนี้

1. ใช้ AI สื่อสารกับผู้เลือกตั้งแบบ “เจาะรายคน”

แต่เดิมการสื่อสารทางการเมืองเป็นแบบ ทางเดียว

  • วิทยุ

  • โทรทัศน์

  • หนังสือพิมพ์

  • แผ่นพับโฆษณา

ต่อมาอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเข้ามา ทำให้

  • ผู้ส่งและผู้รับสามารถโต้ตอบกันได้

  • เกิดการสนทนา แชร์ แสดงความคิดเห็น

ก้าวถัดไป AI จะทำให้การสื่อสารทางการเมือง เฉพาะตัวขึ้นไปอีกระดับ เพราะมันสามารถพูดกับคนจำนวนมาก “ทีละคน” ได้พร้อมกัน

ตัวอย่างเช่น

  • ผู้สมัครผู้ว่าฯ กรุงโตเกียวเคยใช้ Avatar ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตอบคำถามผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เกือบ 9,000 คำถาม ระหว่างการหาเสียง

  • นักการเมืองในสหรัฐอเมริกาจากพรรคเดโมแครตใช้ AI ชื่อ Ashley ทำหน้าที่โทรหาผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง พูดคุยและตอบคำถามแทนคนจริง

จุดเด่นอีกอย่างคือ การแปลภาษาแบบอัตโนมัติ ที่ช่วยให้นักการเมืองสื่อสารกับประชาชนหลากหลายกลุ่มภาษาได้แบบเรียลไทม์

ในอินเดีย นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมที เคยใช้ AI แปลคำปราศรัยของตัวเองสดๆ ส่งต่อไปยังผู้คนที่ใช้ภาษาต่างกันหลายล้านคน นี่คือการใช้ AI ขยายวงเสียงของนักการเมืองออกไปไกลกว่าขีดจำกัดเดิมของภาษาและเวลา

ในอนาคตอันใกล้ การสื่อสารทางการเมืองแบบไม่พึ่ง AI อาจกลายเป็นเรื่อง “เชย” ไปเลยก็ได้

2. ใช้ AI สำรวจความเห็นทางการเมือง

การทำโพลแบบเดิมทั่วโลกกำลังเจอปัญหาคล้ายๆ กัน

  • คน ไม่ค่อยตอบแบบสำรวจ มากขึ้น

  • การตอบแบบสำรวจทางไปรษณีย์ลดลงต่อเนื่อง

  • การโทรเข้าโทรศัพท์บ้านแทบไม่เหลือประสิทธิภาพ

  • โทรศัพท์มือถือก็เก็บข้อมูลที่อยู่และลักษณะประชากรได้ยาก

  • หลายคน ไม่อยากรับสายจากเบอร์แปลก หรือไม่ตอบตรงๆ

นักวิจัยจึงเริ่มหาทางใหม่ และหนึ่งในนั้นคือการใช้ AI-based poll หรือการทำโพลด้วย AI โดยเปลี่ยนจากการวิ่งไปถามคนทีละคน มาเป็นการ ฟังเสียงที่คนพูดกันอยู่แล้วบนโซเชียลมีเดีย

แนวทางนี้ใช้ AI เข้าไป

  • สแกนโพสต์ คอมเมนต์ แฮชแท็ก จำนวนมหาศาล

  • ประมวลผลความเห็น ทิศทางอารมณ์ แนวโน้มความคิดเห็นทางการเมือง

  • ใช้ข้อได้เปรียบด้าน ความเร็ว (Speed) และ ปริมาณ (Scale) แบบที่ทีมมนุษย์ไม่มีทางทำทัน

แต่ข้อจำกัดก็ใหญ่เช่นกัน

  • การถามคอมพิวเตอร์ให้เข้าใจความคิดมนุษย์ โดยไม่มีมนุษย์ควบคุมเลย เป็นเรื่องที่ยังไม่สมเหตุสมผล

  • ข้อมูลจากโซเชียลอาจเบี้ยวไปทางกลุ่มเสียงดังสุดหรือกลุ่มหัวรุนแรง

  • AI เองก็มีความเสี่ยงเรื่อง Bias หรือการขยายมุมมองบางกลุ่มเกินจริง

มีงานวิจัยที่ลองใช้ ChatGPT จำลองผลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองในสหรัฐ พบว่ามันพอทำนายบางประเด็นได้ แต่ก็ผิดอย่างชัดเจนในคำถามบางเรื่อง เช่น ทัศนะเกี่ยวกับสงครามในยูเครน

บทเรียนสำคัญ คือ การใช้ AI สำรวจความเห็นไม่ควรแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่ควรใช้เป็น เครื่องมือช่วย ในมือของคน ทำงานร่วมกันจะปลอดภัยและน่าเชื่อถือกว่า

3. ใช้ AI รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

โซเชียลมีเดียทำให้การรณรงค์ทางการเมืองถูกลง เร็วขึ้น และกระจายกว้างขึ้น แต่มันยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับการ “เดินเข้าหาผู้คนแบบเจอหน้า” ซึ่งงานวิจัยในสหรัฐชี้ว่า

  • การเคาะประตู ชวนคนออกมาเลือกตั้งแบบเจอหน้ากัน
    • เพิ่มโอกาสที่คนจะออกมาใช้สิทธิ์ได้ราว 6%

  • การส่งข้อความเตือนผ่านโซเชียลมีเดีย
    • เพิ่มโอกาสได้เพียงราว 0.5%

ปัญหาคือ การรณรงค์แบบพบหน้ากันต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งคน เวลา และงบประมาณ AI จึงถูกนำมาใช้เป็น ตัวคูณกำลัง (Force Multiplier)

AI สามารถช่วยได้หลายมิติ เช่น

  • ติดต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากแบบ เฉพาะตัว

  • ปรับข้อความหาเสียงให้สอดคล้องกับ
    • ความสนใจทางการเมืองของแต่ละคน

    • พื้นที่อยู่อาศัย

    • ประวัติการมีส่วนร่วมทางการเมือง

  • เลียนแบบรูปแบบการพูดของมนุษย์จนบางครั้งแยกแทบไม่ออก

พรรคเดโมแครตในสหรัฐเริ่มใช้ ซอฟต์แวร์จัดการแคมเปญการเมือง ที่ฝัง AI อยู่ข้างใน เพื่อ

  • โทรหาผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยภาษาและโทนที่แต่ละคนคุ้นเคย

  • วางกลยุทธ์ตามข้อมูลด้านเชื้อชาติ ที่อยู่ และคู่แข่งในเขตนั้น

  • ปรับวิดีโอหาเสียงให้ตรงกับผู้ชมแต่ละกลุ่ม หรือแต่ละคน

AI ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเหมือน ผู้จัดการแคมเปญส่วนกลาง

  • จัดตารางลงพื้นที่หาเสียงให้ทีมงาน

  • แนะนำว่าควรเจอใครในแต่ละวัน

  • ชี้ว่าควรไปเขตไหน ช่วงเวลาใด โฟกัสประเด็นอะไร

ท้ายที่สุด พรรคส่วนใหญ่จึงไม่นำวิธีใดวิธีหนึ่งมาใช้แบบเดี่ยวๆ แต่ผสมผสานกันระหว่าง

  • การลงพื้นที่จริง

  • การใช้สื่อดั้งเดิม

  • โซเชียลมีเดีย

  • และ AI เป็นตัวช่วยวางหมากและขยายผล

4. ใช้ AI ระดมทุนทางการเมืองให้เป็นระบบอัตโนมัติ

การระดมทุนคือเส้นเลือดใหญ่ของทุกแคมเปญการเมือง เพราะทุกอย่างตั้งแต่ป้ายหาเสียงจนถึงคอนเทนต์ออนไลน์ล้วนต้องใช้เงินสนับสนุน

รูปแบบการระดมทุนเดิมๆ มีทั้ง

  • การโทรหาเป้าหมายตามรายชื่อในฐานข้อมูล

  • การจัดงานพบปะ ระดมทุนแบบดั้งเดิม

  • การส่งอีเมลและโพสต์เชิญชวนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

โซเชียลมีเดียช่วยให้

  • การระดมทุนเข้าถึงคนจำนวนมากได้รวดเร็ว

  • เปิดทางให้คนธรรมดาบริจาคเงินจำนวนเล็กน้อย แต่รวมกันเป็นพลังมหาศาล

AI เข้ามาเติมเต็มสิ่งนี้ด้วยการทำให้กระบวนการกลายเป็น ระบบอัตโนมัติ (Automation) มากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ซ้ำๆ และใช้แรงคนจำนวนมาก เช่น

  • คัดกรองรายชื่อผู้บริจาคที่มีแนวโน้มสนใจ

  • ติดตามการติดต่อและประวัติการบริจาค

  • อัปเดตโปรไฟล์และความสนใจของผู้สนับสนุนแต่ละคน

มีการศึกษาพบว่า ข้อความเชิญชวนบริจาคที่เขียนโดย AI สามารถ ดึงให้คนกดบริจาคได้มากกว่าข้อความที่มนุษย์เขียนเอง ในหลายกรณี นั่นหมายความว่าในอนาคตอันใกล้ พรรคการเมืองทั้งในต่างประเทศและในไทยแทบจะเลี่ยงการใช้ AI ในงานระดมทุนได้ยาก

5. ใช้ AI ฟังเสียงประชาชนในสเกลที่มนุษย์ทำไม่ได้

นักการเมืองมักอ้างหลักการคลาสสิกว่า

เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ (vox populi, vox dei)

แต่ในทางปฏิบัติ การจะฟังเสียงคนจำนวนมหาศาล แยกแยะ สังเคราะห์ และวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบาย เป็นงานที่ทีมมนุษย์ล้วนๆ แทบทำไม่ไหว

AI จึงกลายเป็นผู้ช่วยที่น่าสนใจมากในภารกิจนี้ เพราะมันสามารถ

  • รวบรวมความคิดเห็นจำนวนมหาศาลจากหลายช่องทาง

  • สรุปประเด็นสำคัญ

  • จัดกลุ่มมุมมอง

  • ทำให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นภาพรวมได้เร็วขึ้นมาก

มีกรณีตัวอย่างที่ทีมงานของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมที ใช้ AI ช่วยรวบรวมและสรุปความคิดเห็นของชาวอินเดียหลายล้านคน เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศระยะ 25 ปี ทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถ “ซักถาม” ข้อมูลเชิงลึกจากเสียงของผู้คนจำนวนมากได้ผ่าน AI แทนที่จะต้องไล่อ่านคำตอบทีละชุด

นี่คือการใช้ AI เพื่อขยายขอบเขตของการรับฟังให้ ลึกและกว้างกว่าที่ระบบเดิมทำได้

AI การเมือง: โอกาสใหญ่ คู่กับความเสี่ยงใหญ่

ตัวอย่างทั้งหมดข้างต้นยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ AI ในสมรภูมิการเมือง เท่านั้น และยากที่จะเดาได้ว่าต่อจากนี้มันจะถูกนำไปใช้ในรูปแบบไหนอีกบ้าง เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลมักสร้างผลลัพธ์ที่แม้แต่ผู้ออกแบบเองก็คิดไม่ถึง

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ

  • ประชาธิปไตย เทคโนโลยี และมนุษย์ แยกขาดจากกันไม่ได้แล้ว

  • ทุกครั้งที่เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมมนุษย์ก็เปลี่ยนตาม

  • การเมืองและกระบวนการประชาธิปไตยย่อมได้รับผลกระทบไปด้วยเสมอ

พรรคการเมืองที่ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับกระแสเทคโนโลยี มีโอกาส ตกขบวน หรือเสียเปรียบคู่แข่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน การใช้ AI ในทางการเมืองก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง หากใช้ด้วย

  • ความไม่โปร่งใส

  • ขาดจริยธรรม

  • มุ่งแต่จะเล่นกับความเปราะบางทางจิตวิทยาของผู้คน

ด้วยความซับซ้อนระดับ “กล่องดำ” ของ AI ผลลัพธ์ที่ออกมาหลายครั้งยังอธิบายได้ยาก ตรวจสอบได้ยาก และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือ โฆษณาชวนเชื่อในแบบที่มองไม่เห็นมือคนบงการ

ใช้ AI ให้โตไปพร้อมประชาธิปไตย ไม่ใช่ทำลายมัน

ในโลกการเมือง AI ไม่ควรถูกมองแค่ในฐานะเครื่องมือเพิ่มคะแนนเสียง หากแต่ควรถูกใช้เพื่อ

  • ขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน

  • ทำให้เสียงของคนตัวเล็กๆ ถูกได้ยินมากขึ้น

  • เติมข้อมูลที่ดีและเข้าใจง่ายให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกัน นักการเมืองและพรรคการเมืองต้อง

  • ใช้ AI อย่าง โปร่งใส

  • เคารพ จริยธรรมและความเป็นส่วนตัวของประชาชน

  • ไม่ใช้ AI เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือชี้นำด้วยข้อมูลลวง

ประชาธิปไตยในยุค AI จะเติบโตหรือบิดเบี้ยว ไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับมือของคนที่เลือกใช้มันด้วยว่า จะใช้เป็น “เลนส์ขยายความเข้าใจ” หรือเป็น “เครื่องมือปั้นภาพและปั่นหัวผู้คน” เท่านั้นเอง

และในสนามเลือกตั้งรอบต่อไป เราทุกคนไม่ได้เจอแค่การต่อสู้ของนักการเมืองกับนักการเมือง แต่กำลังจะได้เห็นการต่อสู้ระหว่าง อัลกอริทึมกับอัลกอริทึม บนพื้นที่ที่ชื่อว่า ประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน