รับแอปรับแอป

16 ไอเท็มบิวตี้ตัวท็อปปี 2026 ที่จะเปลี่ยนผิวให้ฉ่ำโกลว์แบบไม่ต้องพยายาม

พีรวิชญ์ สุวรรณดี01-30

ปี 2026: ความงามไม่ใช่แค่ “อะไรใหม่” แต่คือ “ทำไมมันถึงสำคัญ”

ปี 2026 วงการบิวตี้ไม่ได้แข่งกันแค่ใครออกของใหม่ก่อน แต่กำลังขยับไปสู่คำถามว่า ผลิตภัณฑ์นี้สำคัญกับชีวิตเราอย่างไร

เทคโนโลยีชีวภาพ ความยั่งยืน การดีไซน์ประสบการณ์การใช้ ไปจนถึงนิยามใหม่ของคำว่าหรูหรา ล้วนถูกยกขึ้นมาอยู่แถวหน้า ความแพงไม่ใช่ตัวชี้วัดหลักอีกต่อไป แต่เป็นเรื่อง ความฉลาดของสูตร และความจริงใจของแบรนด์ มากกว่า

ฝั่งสกินแคร์ก็เปลี่ยนมุมมองจาก “ส่วนผสมตัวท็อป” มาเป็น “ระบบการทำงาน” ที่ซับซ้อนขึ้น แบรนด์ใหญ่เริ่มพัฒนาสูตรแบบ ecosystem ที่คุยกับทั้ง circadian rhythm ของผิวตลอด 24 ชั่วโมง และ microbiome เฉพาะบุคคล เกิดเป็นสกินแคร์ที่ ไม่ได้แค่ทำให้สวย แต่เข้าใจผิวเราจริงๆ

เมกอัพยุคใหม่: บางเบา แต่เต็มไปด้วยมิติ

ด้านเมกอัพเองก็ปรับทิศจากความจัดเต็มยุคหลังโควิด สู่ความนิ่ง เนียน และมีนัยยะ เน้นผิวที่ดูดีแบบไม่ต้องตะโกน แทนการแต่งหน้าที่เห็นแล้วรู้เลยว่า “จัดเต็มมา”

สีสันกลายเป็นโทนลึกซับซ้อน เนื้อสัมผัสเน้นความ บางเบาแต่มีมิติ ลิปสติกไม่จำเป็นต้องปังตั้งแต่แต้มแรก แต่อยู่ที่ความรู้สึกว่า “ดูดีขึ้นแบบธรรมชาติ” เหมาะกับลุคโปรไฟล์ลักซ์ชัวรี่ที่ให้ผิวดูเหมือนผิวจริงในวันที่ดีที่สุดของเรา

อีกหมวดที่ค่อยๆ ขึ้นมาครองพื้นที่ คือ beauty tech และ home device ที่ฉลาดขึ้น ดีไซน์สวยขึ้น และแทบจะกลายเป็นของแต่งบ้านชิ้นเก๋ ไม่ใช่แค่เครื่องมือหน้าตาเหมือนในคลินิกอีกต่อไป

ความยั่งยืน: จากคำโฆษณา สู่มาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

ประเด็น sustainability ในปี 2026 หลุดพ้นจากการเป็นแค่คำเล่าในแคมเปญการตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

  • บรรจุภัณฑ์รีฟิล

  • สูตรใช้น้ำน้อยหรือไม่ใช้น้ำเลย

  • การจัดหาวัตถุดิบที่ตามตรวจสอบได้จริง

ทั้งหมดนี้กลายเป็น “เกณฑ์ขั้นต่ำ” ที่ผู้เล่นในตลาดต้องมี แบรนด์อินดี้หลายเจ้าทำการบ้านหนักจนแบรนด์ใหญ่ต้องขยับตาม เป็นการแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันที่คำสวยหรูในโฆษณา แต่ที่ ระบบหลังบ้าน และความจริงจังต่อโลกใบนี้

ท้ายที่สุด ผลิตภัณฑ์บิวตี้รุ่นใหม่ไม่ได้ตั้งใจจะ เปลี่ยนคุณให้เป็นอีกคน แต่กำลังเรียนรู้ที่จะทำงาน ไปพร้อมกับคุณ เข้าใจผิว เข้าใจไลฟ์สไตล์ และเข้าใจว่าความงามในยุคนี้ คือความมั่นใจที่ไม่ต้องอธิบายอะไรให้ใครฟังอีกต่อไป

1. CHANEL Rouge Noir Collection: ความหรูหราที่นิ่ง แต่อิมแพ็กต์

คอลเลกชั่น Limited-edition ประจำปี 2026 ที่หยิบเฉดในตำนานอย่าง Rouge Noir กลับมาตีความใหม่ในรูปแบบ eyeshadow, blush และสีสำหรับใบหน้าและริมฝีปาก

โทนสีถูกออกแบบให้เล่นกับเทรนด์เฉดปีนี้แบบมีเลเยอร์ เนื้อสัมผัสบางเบาแต่ช่วยเพิ่มมิติให้การแต่งหน้าได้อย่างชัดเจน เป็นเมกอัพที่เหมาะกับคนรักลุคหรูเงียบ สไตล์ “ดูแพงโดยที่คนไม่รู้ว่าเพราะอะไร”

2. Dior Addict: ความโกลว์ที่เท่ากับความมั่นใจ

ไลน์ Dior Addict ปีนี้พา 3 กลิ่นน้ำหอมใหม่มาในโทน Rosy Glow, Peachy Glow และ Purple Glow ตีความดอกไม้คลาสสิกอย่างกุหลาบ มะลิ และไอริสให้มีฟีลขนมหวาน นุ่มนวลแต่ไม่เลี่ยน

พร้อมกันนั้นยังมี Dior Addict Lip Glow Oil ที่ถูกยกระดับให้เป็นมากกว่าลิปมัน เพราะทำหน้าที่ทั้งทรีตเมนต์และเมกอัพในหนึ่งเดียว

  • เนื้อออยล์ให้ความโกลว์แบบ “ริมฝีปากเคลือบน้ำตาล”

  • บำรุงริมฝีปากให้ชุ่มฉ่ำและอิ่มฟู

  • ฟินิชใหม่ Sparkly และ Glaze เสริมความสนุกจากฟินิช Juicy ดั้งเดิม

นี่คือไอเท็มที่ทำให้การแต่งหน้าเบาๆ ก็ยังดูพร้อมออกจากบ้านได้แบบสวยเฉียบ

3. The Outset Total Clarity Dark Spot Serum: จุดด่างดำที่จางลงแบบสุภาพ

เซรั่มจัดการจุดด่างดำที่ออกแบบมาเพื่อคนผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ใช้ส่วนผสม Melaneven ที่อ่อนโยนแต่ให้ผลลัพธ์จริง ช่วยให้โทนผิวดูสม่ำเสมอขึ้นและสว่างขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้ผิวรู้สึกตึงหรือระคายเคือง

4. Estée Lauder Revitalizing Supreme+ Sculpting Serum: ฟื้นโครงหน้าให้กลับมากระชับ

เซรั่มนวัตกรรมใหม่ที่โฟกัสการยกกระชับแบบเป็นระบบ ครอบคลุม 5 จุดสำคัญของใบหน้าและลำคอ ได้แก่

  • หน้าผาก

  • รอบดวงตา

  • ร่องแก้ม

  • แนวกรามและลำคอ

  • บริเวณแก้ม

สูตรนี้ผสาน Biotech Collagen กับ Hexapeptides เข้มข้น เพื่อช่วยให้ผิวกลับมายืดหยุ่น แน่นเฟิร์ม และอิ่มฟู เป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์คนที่อยากเห็นผลเรื่องความกระชับแบบจริงจังกว่าแค่ความชุ่มชื้นชั่วคราว

5. Sol de Janeiro Rosa Charmosa Dewy Cream & Cheirosa 91: เซลฟ์แคร์ที่กลายเป็นการเฉลิมฉลองตัวเอง

ดูโอ้บอดี้แคร์ที่ตีความกลิ่นกุหลาบให้มีชีวิตชีวาในสไตล์บราซิล

  • Rosa Charmosa Dewy Cream เนื้อครีมฉ่ำเนียน ให้ความชุ่มชื้นยาวนานสูงสุดถึง 48 ชั่วโมง ด้วย crystal peptides, rosewater และ yacón essence จากป่าฝนบราซิล

  • Cheirosa 91 Perfume Mist กลิ่นหอมของ Rio Pink Rose ผสาน passionfruit และ honey caramel ได้ฟีลหวานสดใสที่จำง่าย

ทั้งคู่สะท้อนแนวคิด self-care ที่ขยับไปเป็น self-celebration คือไม่ได้แค่ดูแลตัวเอง แต่ฉลองการมีอยู่ของตัวเองในทุกๆ วัน

6. Skinfix Barrier+ 15% Vitamin C & Ferulic Acid Serum: ผิวใสที่ไม่ทำร้ายเกราะผิว

เซรั่มวิตามิน C สาย new gen ที่เริ่มจากแนวคิด skin barrier first ไม่ใช่ความขาวก่อนทุกอย่าง

สูตร 15% Vitamin C ทำงานร่วมกับ ferulic acid และลิพิดจำเป็นต่อผิว ช่วยให้ผิวดูสว่างขึ้นทีละนิดแบบไม่เร่งเกินไป จุดแข็งของตัวนี้คือ

  • ฟื้นความแข็งแรงของเกราะผิวในระยะยาว

  • เหมาะกับคนที่อยากเห็นผิวดีขึ้นทุกวัน แต่ไม่อยากแลกกับอาการแสบ แดง หรือแห้งลอก

7. SK-II SKINPOWER RE-NEW Range: รับมือ Cliff-Aging แบบลึกถึงโครงสร้างผิว

หลังจากค้นพบภาวะ Cliff-Aging ที่เกี่ยวข้องกับการหย่อนคล้อยของแก้มส้ม (Apple Cheek) SK-II จึงพัฒนาไลน์ SKINPOWER RE-NEW เพื่อดูแลจุดสำคัญที่มักถูกมองข้าม

คีย์ไอเท็มอย่าง SKINPOWER RE-NEW Cream ผสานพลังของ PITERA™ กับโปรตีนคอมเพล็กซ์ ช่วยเสริมโครงสร้างผิวจากภายใน เติมความชุ่มชื้นให้ 3 จุดหลักบนใบหน้า และช่วยให้แก้มดูกระชับ ตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

8. Dr. Idriss Left Un-Red Reducer Serum: รีเซ็ตผิวแดงให้กลับมานิ่ง

เซรั่มที่ตั้งใจจัดการปัญหาความแดงของผิวแบบเป็นระบบ ไม่ใช่แค่แก้ชั่วครั้งชั่วคราว

ด้วย 10% Azelaic Acid สูตรนี้ช่วย

  • ลดอาการอักเสบและระคายเคือง

  • ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอขึ้น

  • เสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น

เหมาะมากสำหรับคนที่ผิวไวต่อสภาพอากาศ หรือมีผิวที่ขึ้นแดงง่าย ต้องการความสงบ นิ่ง และสมดุล โดยไม่ต้องพึ่งรองพื้นหนาๆ เพื่อปกปิด

9. Peach & Lily Super Root Ginseng Facial Oil: ออยล์ที่เน้นฟื้น ไม่ใช่แค่เคลือบ

เฟเชียลออยล์ที่ตีความคอนเซปต์ “ความเข้มข้น” ให้ทันยุค ใช้สารสกัดโสมเกาหลีที่ทำงานได้ลึกกว่าการให้ความชุ่มชื้นบนผิวผิวหน้า

หัวใจของสูตรคือการช่วยปลุกผิวที่ล้าให้กลับมาดูแน่น เนียน และมีชีวิตชีวา เนื้อออยล์ซึมไว ไม่ทิ้งฟิลมันหรือหนักหน้า ใช้ได้ทั้ง

  • เป็นขั้นตอนล็อกความชุ่มชื้นขั้นสุดท้าย

  • ผสมกับมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความโกลว์แบบผิวสุขภาพดี

10. Three Limited-Edition Scents by E.l.f. x H&M: เมื่อเมกอัพแบรนด์หันมาทำกลิ่น

คอลแลบ “Make It Make Scents” คือก้าวใหม่ของ E.l.f. ในการพัฒนาน้ำหอม Eau de Parfum เป็นครั้งแรก ผ่าน 3 กลิ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากไอเท็มฮีโร่ของแบรนด์

  • Power Grip Salty Drip ขวดสีเขียวอมฟ้า กลิ่นยูคาลิปตัส ซีดาร์วูด และเกลือทะเล ให้ความรู้สึกสดชื่นมีเท็กซ์เจอร์

  • Halo Glow Luminous Cloud ขวดชมพูใส กลิ่นแมกโนเลีย วานิลลา และแอมเบอร์ หวานนุ่มฟุ้งๆ

  • Camo Blend Nude Canvas โทนลึกลับที่สุดในไลน์ กลิ่น “ป่าที่ซ่อนตัวอยู่” ผสานวานิลลา มัสก์ และพาโลซานโต

เป็นคอลเลกชั่นที่ต่อยอดจากเมกอัพสู่ตัวตนในรูปแบบของกลิ่นได้อย่างน่าสนใจ

11. Clinique Chubby Stick (Relaunch 2026): ไอคอนยุคใหม่ที่ยังคงความง่ายสไตล์เดิม

การกลับมาของแท่งเมกอัพในตำนานที่เคยนิยามความสวยแบบ “ไม่ต้องคิดเยอะ” คราวนี้มาพร้อม

  • เฉดสีที่นุ่มขึ้นและร่วมสมัยมากขึ้น

  • เนื้อบาล์มครีมที่เกลี่ยง่าย สีโปร่งใสแต่มีมิติ

ตอบโจทย์ลุค skin-natural ที่เน้นให้ผิวจริงโดดเด่นกว่าการแต่งแต้มจัดเต็ม สูตรยังคงให้ความชุ่มชื้นและสบายผิวตลอดวัน เป็นเมกอัพที่ทำตัวเหมือนสกินแคร์อย่างแท้จริง

12. L’Oréal Light Straight + Multi-styler & LED Face Mask: เมื่อแสงกลายเป็นภาษาของบิวตี้

สองนวัตกรรมที่นำแสงอินฟราเรดมาปรับเปลี่ยนทั้งการจัดแต่งผมและดูแลผิว

  • Light Straight + Multi-styler ใช้แสงอินฟราเรดใกล้แทนความร้อนสูง ทำให้จัดทรงได้แม่นยำขึ้น ในอุณหภูมิที่ต่ำลง ช่วยลดความเสียหายของเส้นผม แต่ยังได้ผมเรียบเนียนแบบมือโปร

  • LED Face Mask มาสก์ซิลิโคนบางเบา ส่งแสงสีแดงและอินฟราเรดใกล้เข้าสู่ผิว เพื่อดูแลสัญญาณแห่งวัยเฉพาะจุด ใช้เวลาเพียง 10 นาทีต่อครั้ง เหมาะกับการดูแลผิวแบบจริงจังแต่ยังอยู่ในบ้าน

ทั้งคู่สะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความงามให้เป็นเนื้อเดียวกัน

13. Makeup by Mario Jelly Jar™ Lip & Cheek Balm: สีที่กลมกลืนกับผิวจริง

คอลเลกชั่นลิมิเต็ดที่ถอด DNA ของแบรนด์ออกมาได้ชัดที่สุด ไม่ได้มาในลุคแฟนซี แต่โฟกัสที่สีที่เหมือนส่วนหนึ่งของผิว

เนื้อบาล์มเกลี่ยง่าย ให้สีชัดแต่ไม่แข็ง ไม่ทับผิวจนดูหนัก จึงได้ผลลัพธ์ที่ดูสด สุขภาพดี และบาลานซ์ เหมาะกับคนที่อยากให้เมกอัพดูเป็น “ส่วนหนึ่งของเรา” มากกว่าการแต่งเติมแบบเห็นชัด

14. LYMA Laser Pro: เลเซอร์ระดับคลินิกที่ยกมาไว้ที่บ้าน

อุปกรณ์ cold laser ที่ให้อานุภาพระดับคลินิกโดยไม่ต้องก้าวเข้าไปในคลินิก ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ที่เจาะลึกลงสู่ชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน

ข้อดีคือ

  • ไม่สร้างความร้อน

  • ไม่เจ็บ

  • ไม่ต้องพักฟื้น

ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งใบหน้า คอ และลำตัว เป็นตัวเลือกของคนที่จริงจังกับการฟื้นฟูผิวในระยะยาว และต้องการเห็นผลลัพธ์เชิงลึกแบบต่อเนื่อง

15. Rare Beauty Soft Pinch Liquid Blush: แต้มเดียวรู้เรื่อง แก้มฉ่ำ 12 ชั่วโมง

ลิควิดบลัชที่ขึ้นแท่นไอเท็มขายดีด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ แต้มเดียวก็เอาอยู่ เม็ดสีบริสุทธิ์ในเบสใส ทำให้สีชัดแต่ยังกลมกลืนกับทุกโทนผิว

มีทั้งฟินิชแมตต์และฉ่ำโกลว์ สูตรอัดแน่นไปด้วยส่วนผสมจากพืชที่ช่วยปลอบประโลมและบำรุงผิว ให้พวงแก้มดูสวยนานสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง โดยไม่เป็นคราบหรือดรอประหว่างวัน

16. Dior Capture Night Creme: เวลาค่ำคืนที่ทำงานแทนเรา

ไนท์ครีมที่ใช้เทคโนโลยี OX-C Treatment™ ร่วมกับ Prolatonine™ เพื่อรีเซ็ตผิวในช่วงเวลาที่เราพักผ่อน ให้ผิวดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลังใช้เพียง 7 วัน ผิวดู

  • เรียบเนียนขึ้น

  • เปล่งประกายขึ้น

  • ดูได้รับการฟื้นฟูอย่างเป็นธรรมชาติ

ริ้วรอยจากการนอนและความล้าจะดูจางลง ผิวดูกระชับและฟูขึ้นเหมือนนอนเต็มอิ่มทุกคืน

17. Dyson Airwrap Co-anda2x™: แรงลมที่คิดแทนเส้นผมคุณแล้ว

อุปกรณ์จัดแต่งทรงผมที่ยกระดับ “แรงลม” ให้กลายเป็นเครื่องมือความงามที่แม่นยำสุดขีด มาพร้อมมอเตอร์ Dyson Hyperdymium™ เจเนอเรชันล่าสุดที่ให้พลังลมแรงขึ้นอย่างชัดเจน

ผลลัพธ์คือ

  • ม้วนผมได้แน่นและอยู่ทรงมากขึ้น

  • เป่าแห้งไวขึ้น

  • ผมตรงเรียบอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้ความร้อนสุดโต่ง

ไฮไลต์อยู่ที่หัวต่อ AirSmooth2x™ ที่ใช้เพียงแรงลมในการหนีบผมให้ตรง ได้ลุคเนี้ยบแต่ยังคงความเบาและสุขภาพดีของเส้นผม นี่คือเทคโนโลยีที่ไม่เน้นโชว์ความล้ำ แต่ให้ผลลัพธ์ ดีขึ้นจริงทุกครั้งที่ใช้

ในภาพรวมแล้ว บิวตี้โปรดักต์ปี 2026 ไม่ได้วัดกันที่ความหวือหวาแค่ผิวเผิน แต่ขยับไปสู่การเป็น ระบบดูแลผิวและผมที่เข้าใจตัวเรา มากขึ้น ทั้งในแง่ความชุ่มชื้น ประสิทธิภาพ และความสบายใจของการใช้ในระยะยาว นี่แหละคือความงามเวอร์ชั่นใหม่ ที่ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนอื่น แต่ช่วยส่งเสียงให้ตัวตนของเรา “ชัดขึ้น” แบบไม่ต้องพยายามมากเกินไป