ปฏิบัติการเย็นระนอง: ไลฟ์สดขายของ กลายเป็นคดีใหญ่
ช่วงเย็นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจากกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 ร่วมกับหลายหน่วยในพื้นที่ระนอง วางแผนปฏิบัติการเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.บางนอน อ.เมือง จ.ระนอง
ทั้งหมดนี้เริ่มจากข้อมูลเชิงลึกว่า มีการใช้บ้านพักเป็นจุดไลฟ์สดขายสินค้าออนไลน์ ลักษณะคล้ายโกดังย่อม ๆ ที่เน้นขายสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่ผ่านขั้นตอนศุลกากรอย่างถูกต้อง
แผนบุกค้น: ใช้หมายศาล ปิดทางหนี
ชุดปฏิบัติการได้ประสานกำลังจากหลายหน่วยทั้งในระดับท้องที่และส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็น
สภ.เมืองระนอง
กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดระนอง
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดระนอง
ด่านศุลกากรระนอง
ทั้งหมดร่วมกันนำหมายค้นศาลจังหวัดระนอง เลขที่ ค.5/2568 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ xxx หมู่ 4 ต.บางนอน อ.เมือง จ.ระนอง ซึ่งถูกระบุเป็นจุดต้องสงสัย
การเดินเกมใช้หมายค้นอย่างเป็นทางการ ทำให้ทุกขั้นตอนแน่นหนา ปิดทุกช่องว่างทางกฎหมาย
รวบ 2 ชาวเมียนมา กลางบ้านที่กลายเป็นสตูดิโอไลฟ์สด
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว
น.ส.อิ อิ ข่าย
นายเว่น เว่น ท่อ
ทั้งสองเป็นชาวเมียนมา และถูกจับพร้อมของกลางจำนวนมากที่เชื่อมโยงกับการค้าขายทางออนไลน์ และการนำเข้าสินค้าโดยไม่ถูกต้อง
ของกลางที่ตรวจยึดได้ เช่น
สมุดจดบันทึกรายการสินค้า 2 เล่ม
สมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม
รถยนต์ยี่ห้อ Toyota รุ่น Cross ทะเบียน กง 5695 ระนอง
รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda รุ่น PCX ทะเบียน 1 กฉ 6811 ระนอง
โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง
สินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศเมียนมา รวม 97 รายการ
ทุกอย่างบ่งชี้ชัดว่า บ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่พัก แต่คือจุดศูนย์กลางการไลฟ์สดขายของครบวงจร
ข้อหาหนัก: ทั้งแรงงานเถื่อน ทั้งศุลกากร
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
ข้อหาที่ 1: เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต
ข้อหาที่ 2: ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น จำหน่าย ขนย้าย หรือรับไว้ซึ่งของที่นำเข้า–ส่งออกโดยยังไม่ผ่านศุลกากร หรือเป็นของที่ต้องตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายศุลกากร
สองข้อหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะกระทบทั้งเรื่องแรงงานและระบบภาษีของประเทศโดยตรง
เปิดปากสารภาพ: ไลฟ์ผ่านแอป ขายของหนีภาษี
จากการสอบสวน น.ส.อิ อิ ข่าย ให้การยอมรับสารภาพว่า
สินค้าทั้งหมดรับมาจาก “แพทรัพย์บุญเรือง” โดยไม่ทราบชื่อเจ้าของชัดเจน
นำสินค้าเหล่านี้มาไลฟ์สดและขายผ่านแอปพลิเคชัน “ช๊อปปี้” (Shoppee)
ร้านค้าในระบบใช้ชื่อเป็นภาษาเมียนมา คือ “အလှကုန်”
มีการโพสต์ข้อความโฆษณาเพื่อกระตุ้นยอดขาย และดึงดูดลูกค้าให้สั่งซื้อสินค้า
ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ตรวจยึดได้เป็นพาหนะในการนำพัสดุไปส่งที่ไปรษณีย์ ส่งต่อถึงมือลูกค้า
ไม่สามารถแสดงเอกสารเสียภาษีสินค้ากับศุลกากรต่อหน้าเจ้าหน้าที่ได้เลย
สรุปง่าย ๆ คือ ใช้ไลฟ์สดเป็นหน้าร้าน ใช้โซเชียลทำการตลาด แต่ไม่ใช้ระบบภาษีของรัฐแม้แต่นิดเดียว
แรงงานกรรมกร พลิกมาเป็นแม่ค้าไลฟ์สด
น.ส.อิ อิ ข่าย ยังยอมรับเพิ่มเติมว่า เดิมทีตนมาทำงานในไทยในลักษณะงานกรรมกร ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพค้าขายในประเทศไทย
การขยับจากแรงงานใช้แรง มาเป็นแม่ค้าออนไลน์ไลฟ์สด จึงเป็นการทำงานผิดจากประเภทอาชีพที่กฎหมายอนุญาตให้คนต่างด้าวทำได้
ฝั่งของนายเว่น เว่น ท่อ กลับให้การอีกแบบ โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่า
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าขายของ น.ส.อิ อิ ข่าย
ไม่มีส่วนรู้เห็นการนำสินค้าเข้า–ออก
ประเด็นนี้จึงเป็นอีกจุดที่เจ้าหน้าที่จะต้องสืบสวนต่อเชิงลึก ว่าแท้จริงแล้วใครเป็นตัวหลัก ใครเป็นแค่ผู้พักอาศัย หรือทั้งหมดร่วมกันดำเนินกิจการ
ส่งสำนวนเดินหน้า กระบวนการกฎหมายรออยู่
หลังจากจับกุมและตรวจยึดของกลางทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสอง ส่งต่อให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองระนอง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ขั้นตอนต่อจากนี้จะมีทั้ง
การสอบปากคำเพิ่มเติม
การตรวจสอบเส้นทางการเงินจากสมุดบัญชีและธุรกรรมออนไลน์
การประสานข้อมูลกับหน่วยงานศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง
คดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องไลฟ์ขายของธรรมดา แต่สะท้อนภาพใหญ่ของการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อหนีภาษี และการทำงานผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าวในยุคไลฟ์สดครองเมือง
บทเรียนจากเคสนี้ สำหรับสายไลฟ์สดขายของ
สำหรับคนที่ทำหรือคิดจะทำไลฟ์สดขายสินค้า โดยเฉพาะสินค้านำเข้า เคสนี้คือสัญญาณเตือนสำคัญว่า
ต้องตรวจสอบ แหล่งที่มาของสินค้า ให้ชัดเจน
ต้องมี เอกสารการเสียภาษีและผ่านศุลกากร ครบถ้วน
หากเป็นคนต่างด้าว ต้องมี ใบอนุญาตทำงาน ให้ตรงกับลักษณะอาชีพที่ทำจริง
การใช้โซเชียลและแอปฯ ดัง ๆ ไม่ได้แปลว่าจะหลบสายตากฎหมายได้
ในยุคที่ไลฟ์สดคือเครื่องมือทำมาหากินยอดฮิต ความปังทางยอดขาย ต้องเดินคู่ไปกับความเป๊ะทางกฎหมาย ไม่อย่างนั้น จากสตูดิโอไลฟ์สด อาจกลายเป็นหลักฐานกลางสำนวนคดีได้ทุกเมื่อ

