รับแอปรับแอป

บินตรงทากามาทสึครั้งแรก! เปิดทริปคางาวะที่ทำให้ทั้งลำเครื่องตกหลุมรัก

ศุภชัย เจริญผล01-30

บินตรงคางาวะ ฝันที่เคยไกล…วันนี้แตะถึงแล้ว

เวลาเราวางแผนเที่ยวต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศ สิ่งที่โผล่มาเป็นเงื่อนไขอันดับต้นๆ มักหนีไม่พ้นคำถามว่า

  • มี บินตรง ไหม

  • สนามบินใกล้ๆ คือที่ไหน

  • ต้องต่อรถ ต่อรถไฟกี่รอบ

จังหวัดคางาวะ เมืองเล็กๆ บนเกาะชิโกกุของญี่ปุ่น เคยเป็นหนึ่งในจุดหมายที่หลายคนอยากไป แต่ต้องทำใจเรื่องการเดินทาง เพราะจากไทย ยังไม่มีไฟลต์ตรง ไปทากามาทสึ เมืองหลวงของจังหวัดนี้

ก่อนหน้านี้หากจะไปให้สะดวกที่สุด ก็ต้อง

  • บินลง สนามบินคันไซ

  • ต่อบัสหรือรถไฟเข้าเมืองโอซาก้า

  • นั่ง ชินคันเซ็น จาก Shin-Osaka ไป Okayama

  • แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นรถไฟ JR สาย Marine Line เข้าทากามาทสึ

รวมๆ แล้วใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง 20 นาที จากโอซาก้าถึงคางาวะ

ส่วนคนที่ไม่ชอบเปลี่ยนขบวนไปมา ก็มีอีกทางเลือกคือนั่งรถบัสจาก Shin-Osaka ตรงไปทากามาทสึ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง… แค่คิดก็เหนื่อยแล้วทั้งที่ยังไม่ทันออกเดินทาง

แล้ววันหนึ่งสิ่งที่เคยเป็นแค่จินตนาการ ก็กลายเป็นเรื่องจริง

เส้นทางบินตรง Bangkok – Takamatsu แม้จะเป็นไฟลต์เช่าเหมาลำทดลองแค่เที่ยวเดียว แต่ก็ทำให้หัวใจคนรักคางาวะเต้นแรงขึ้นมาในทันที

คืนออกเดินทาง: แค่เห็นคำว่า Takamatsu ก็ใจเต้นแล้ว

ถึงสนามบินสุวรรณภูมิราวสามทุ่ม บริเวณเคาน์เตอร์เช็กอินมีเจ้าหน้าที่จากบริษัททัวร์ยืนชูป้ายรอลูกทัวร์ที่จองแพ็กเกจเที่ยวจังหวัดคางาวะไว้

ทริปนี้แบ่งเป็น 4 โปรแกรม 4 กรุ๊ป พาไปสัมผัสเสน่ห์ของคางาวะและจังหวัดรอบๆ แบบจัดเต็ม

ไฟลต์เช่าเหมาลำครั้งนี้ใช้บริการของสายการบิน Thai VietJet

ประมาณ 21.30 น. เคาน์เตอร์เริ่มเปิด ผู้โดยสารทยอยมาต่อคิวยาวเหยียดจนต้องแอบคิดในใจว่า “คางาวะนี่เสน่ห์แรงกว่าที่คิดจริงๆ”

บนจอมอนิเตอร์ขึ้นปลายทางว่า “Takamatsu” เต็มไปหมด ทั้งเคาน์เตอร์ ทั้งเกต ทั้งตั๋วเครื่องบินที่พิมพ์คำว่า To Takamatsu ชัดถ้อยชัดคำ

คำว่า “Takamatsu” กระจายอยู่ทั่วสนามบินสุวรรณภูมิแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้คนที่เคยไปรอบแรกด้วยการต่อเครื่องไปไทเปแล้วค่อยเข้า Takamatsu ต้องยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกตื่นเต้นในวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง

ได้เวลาบอร์ดดิ้ง ทุกคนเริ่มทยอยเดินขึ้นเครื่องทีละแถว

เครื่องออกช้ากว่าเวลานิดหน่อย หลังจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องสาธิตอุปกรณ์และอธิบายเรื่องความปลอดภัยเรียบร้อย เครื่องก็ทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างนุ่มนวล

“แล้วเจอกันนะ คางาวะ” ประโยคในใจที่หลายคนแอบพูดกับตัวเองตอนเครื่องยกตัว

ไม่นานกลิ่นอาหารก็ลอยมาเตะจมูก เมนูบนเครื่องเป็น บะหมี่ไก่ร้อนๆ ช่วยปลุกให้คนง่วงตื่นมารวมตัวกันที่ถาดหน้าเบาะ

หลังอิ่มท้อง ก็กึ่งหลับกึ่งตื่นไปสักพักใหญ่ จนกัปตันประกาศลดเพดานบิน พร้อมแจ้งอุณหภูมิที่ทากามาทสึ

แตะรันเวย์ทากามาทสึ ก้าวแรกในคางาวะ

ปลายทางเริ่มเข้าใกล้ ผ่านหน้าต่างเห็นไฟสนามบินค่อยๆ ชัดขึ้น เครื่องค่อยๆ ลงแตะรันเวย์อย่างปลอดภัย

อาคารสนามบิน TAKAMATSU เด่นชัดอยู่ตรงหน้า พร้อมตัวอักษรขนาดใหญ่ さ ぬ き (Sanuki – ชื่อเดิมของจังหวัดคางาวะในสมัยก่อน) ทักทายตั้งแต่ยังไม่ทันเดินลงจากเครื่อง

พอสัญญาณรัดเข็มขัดดับลง ผู้โดยสารต่างลุกขึ้นหยิบสัมภาระ เตรียมก้าวแรกบนแผ่นดินคางาวะ

ทางเดินเชื่อมเครื่องบินเข้าตัวอาคาร หรือ “งวงช้าง” ถูกแต่งด้วยป้าย Welcome to KAGAWA คู่กับธงชาติไทยเล็กๆ ติดอยู่ตรงแก้มลำเครื่อง เป็นภาพที่เรียบง่ายแต่น่ารักจนอดยิ้มไม่ได้

เสร็จขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ก็ถึงเวลาต้อนรับแบบอบอุ่นสไตล์คางาวะ เจ้าหน้าที่จังหวัดมายืนรับด้วยรอยยิ้ม แถมยังมี อาโอะโอนิคุง (Ao Oni-kun) ยักษ์สีฟ้าใจดี มาสคอตประจำจังหวัดยืนโบกมือทักทายอยู่ข้างๆ

ทุกคนผลัดกันเข้าไปถ่ายรูป ไม่มีใครหุบยิ้มได้เลย

ทริปนี้นอกจากกรุ๊ปทัวร์ทั้ง 4 กรุ๊ปแล้ว ยังมีเหล่านักเขียนและสายรีวิวญี่ปุ่นชื่อดังเดินทางมาด้วย เพื่อเก็บเสน่ห์ของคางาวะไปเล่าต่อให้คนไทยได้เห็นในหลากหลายมุมกว่าเดิม

4 วันที่ผ่านไปไวมาก…เสียงหัวเราะคือคำตอบ

เผลอแป๊บเดียว 4 วันในคางาวะก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

วันรุ่งขึ้นต้องบินกลับกรุงเทพฯ แล้ว เลยแอบสงสัยอยู่ในใจว่า

  • ทุกคนจะ อิ่มใจ กับคางาวะกันแค่ไหน

  • จะมีใครอยาก กลับมาอีกครั้ง ไหม

พอได้เห็นคลิปตอนทุกคนทำกิจกรรม นวดแป้ง เหยียบแป้ง ทำเส้นซานุกิอุด้ง หัวเราะเฮฮาไปพร้อมกัน แววตาเต็มไปด้วยความสุข ก็เหมือนได้คำตอบแทนคำพูดไปเรียบร้อยแล้ว

ให้เสียงหัวเราะเป็นตัวบอกแล้วกัน ว่าคางาวะชนะใจแค่ไหน

เช้าวันกลับ: ดีเลย์แต่บรรยากาศโคตรดี

วันเดินทางกลับ ทุกคนต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพราะตามตารางเดิมเครื่องจะออกประมาณ 8.30 น.

แต่ด้วยไฟลต์จากกรุงเทพฯ มาถึงทากามาทสึล่าช้ากว่ากำหนด เวลาขึ้นบินขากลับจึงถูกเลื่อนเป็น 11.00 น. แทน

หลังเช็กอินและโหลดกระเป๋าเรียบร้อย เวลาว่างก็มีเหลือเฟือ เลยได้เดินสำรวจสนามบินทากามาทสึแบบเต็มที่

ร้านค้าด้านในเริ่มทยอยเปิดราว 8.30 น. พอถึงเวลาเท่านั้นแหละ ตามร้านของฝากก็มีเสียงภาษาไทยดังระงมอยู่หลายมุม เพราะทุกคนกำลังเลือกซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้านกันอย่างจุใจ

พอผ่านเข้ามาในเกตก็ยังมีร้าน ดิวตี้ฟรี ให้ได้จับจ่ายอีกรอบแบบไม่เสียภาษี ปล่อยให้กระเป๋าเบาไม่ได้เลยจริงๆ

สิ่งที่ประทับใจมากๆ คือ บรรยากาศระหว่างรอเครื่อง ทุกคนในกรุ๊ปทัวร์กำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส บ้างก็แลก Line กับเพื่อนใหม่ บ้างก็นัดกันว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันอีกในทริปหน้า

ไม่มีใครลุกขึ้นมาโวยวายเรื่องดีเลย์เลยสักคน ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นสนามบินอื่น บรรยากาศแบบนี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลก

สุดท้ายก็ได้เวลาบอร์ดดิ้งอีกรอบ ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้านด้วยหัวใจที่อุ่นกว่าเดิม

ไม่กี่อึดใจหลังจากสาธิตอุปกรณ์ความปลอดภัย เครื่องก็ทะยานขึ้นจากรันเวย์ของทากามาทสึอย่างรวดเร็ว

ระหว่างที่เครื่องกำลังไต่ระดับ ได้ยินเสียงคนด้านหลังพูดเบาๆ ว่า

“ครั้งหน้าถ้ามี อยากมาอีกนะ สนามบินก็เล็กน่ารัก คนก็ใจดีช่วยเหลือเรา ดูสิ เขาโบกมือและโค้งให้ตลอดเลย”

ทำได้แค่นั่งอมยิ้ม แล้วตอบกลับในใจว่า

“ใช่แล้ว… ความเป็นมิตรและความน่ารักแบบนี้แหละ คือเสน่ห์ของคางาวะจริงๆ”

เครื่องบินค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ บ้านเรือนด้านล่างเล็กลงทุกที จนในที่สุดก็เห็น ทะเลเซโตะใน สีครามอยู่ห่างๆ แทรกตัวอยู่ระหว่างทะเลเมฆสีขาวโพลน

ให้คางาวะเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่ทำให้หัวใจคุณพองโต

บนเครื่องบินลำนี้ หวังเหลือเกินว่า

  • จะมีหลายคนที่ ตกหลุมรัก Kagawa แบบถอนตัวไม่ขึ้น

  • จะมีบางคนที่เริ่มวางแผนว่า “เที่ยวหน้าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ดี”

คางาวะอาจไม่ใช่จังหวัดใหญ่ หรือเมืองท่องเที่ยวที่ใครๆ นึกถึงเป็นชื่อแรก แต่หลายครั้ง เมืองเล็กๆ นี่แหละ ที่ทำให้หัวใจเราพองโตได้มากที่สุด

ขอให้เส้นทางบินตรงนี้ ค่อยๆ บินสูงขึ้นอย่างมั่นคง และปลอดภัย เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคางาวะ ที่เพิ่งเริ่มต้นแต่เต็มไปด้วยความหมาย

แล้วหวังว่าจะได้เจอกันบนทริปหน้า บนขบวนรถไฟ หรือบนฟ้าสู่คางาวะอีกครั้งนะ