บินตรงคางาวะ ฝันที่เคยไกล…วันนี้แตะถึงแล้ว
เวลาเราวางแผนเที่ยวต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศ สิ่งที่โผล่มาเป็นเงื่อนไขอันดับต้นๆ มักหนีไม่พ้นคำถามว่า
มี บินตรง ไหม
สนามบินใกล้ๆ คือที่ไหน
ต้องต่อรถ ต่อรถไฟกี่รอบ
จังหวัดคางาวะ เมืองเล็กๆ บนเกาะชิโกกุของญี่ปุ่น เคยเป็นหนึ่งในจุดหมายที่หลายคนอยากไป แต่ต้องทำใจเรื่องการเดินทาง เพราะจากไทย ยังไม่มีไฟลต์ตรง ไปทากามาทสึ เมืองหลวงของจังหวัดนี้
ก่อนหน้านี้หากจะไปให้สะดวกที่สุด ก็ต้อง
บินลง สนามบินคันไซ
ต่อบัสหรือรถไฟเข้าเมืองโอซาก้า
นั่ง ชินคันเซ็น จาก Shin-Osaka ไป Okayama
แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นรถไฟ JR สาย Marine Line เข้าทากามาทสึ
รวมๆ แล้วใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง 20 นาที จากโอซาก้าถึงคางาวะ
ส่วนคนที่ไม่ชอบเปลี่ยนขบวนไปมา ก็มีอีกทางเลือกคือนั่งรถบัสจาก Shin-Osaka ตรงไปทากามาทสึ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง… แค่คิดก็เหนื่อยแล้วทั้งที่ยังไม่ทันออกเดินทาง
แล้ววันหนึ่งสิ่งที่เคยเป็นแค่จินตนาการ ก็กลายเป็นเรื่องจริง
เส้นทางบินตรง Bangkok – Takamatsu แม้จะเป็นไฟลต์เช่าเหมาลำทดลองแค่เที่ยวเดียว แต่ก็ทำให้หัวใจคนรักคางาวะเต้นแรงขึ้นมาในทันที
คืนออกเดินทาง: แค่เห็นคำว่า Takamatsu ก็ใจเต้นแล้ว
ถึงสนามบินสุวรรณภูมิราวสามทุ่ม บริเวณเคาน์เตอร์เช็กอินมีเจ้าหน้าที่จากบริษัททัวร์ยืนชูป้ายรอลูกทัวร์ที่จองแพ็กเกจเที่ยวจังหวัดคางาวะไว้
ทริปนี้แบ่งเป็น 4 โปรแกรม 4 กรุ๊ป พาไปสัมผัสเสน่ห์ของคางาวะและจังหวัดรอบๆ แบบจัดเต็ม




ไฟลต์เช่าเหมาลำครั้งนี้ใช้บริการของสายการบิน Thai VietJet

ประมาณ 21.30 น. เคาน์เตอร์เริ่มเปิด ผู้โดยสารทยอยมาต่อคิวยาวเหยียดจนต้องแอบคิดในใจว่า “คางาวะนี่เสน่ห์แรงกว่าที่คิดจริงๆ”

บนจอมอนิเตอร์ขึ้นปลายทางว่า “Takamatsu” เต็มไปหมด ทั้งเคาน์เตอร์ ทั้งเกต ทั้งตั๋วเครื่องบินที่พิมพ์คำว่า To Takamatsu ชัดถ้อยชัดคำ
คำว่า “Takamatsu” กระจายอยู่ทั่วสนามบินสุวรรณภูมิแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้คนที่เคยไปรอบแรกด้วยการต่อเครื่องไปไทเปแล้วค่อยเข้า Takamatsu ต้องยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกตื่นเต้นในวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง


ได้เวลาบอร์ดดิ้ง ทุกคนเริ่มทยอยเดินขึ้นเครื่องทีละแถว



เครื่องออกช้ากว่าเวลานิดหน่อย หลังจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องสาธิตอุปกรณ์และอธิบายเรื่องความปลอดภัยเรียบร้อย เครื่องก็ทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างนุ่มนวล
“แล้วเจอกันนะ คางาวะ” ประโยคในใจที่หลายคนแอบพูดกับตัวเองตอนเครื่องยกตัว
ไม่นานกลิ่นอาหารก็ลอยมาเตะจมูก เมนูบนเครื่องเป็น บะหมี่ไก่ร้อนๆ ช่วยปลุกให้คนง่วงตื่นมารวมตัวกันที่ถาดหน้าเบาะ


หลังอิ่มท้อง ก็กึ่งหลับกึ่งตื่นไปสักพักใหญ่ จนกัปตันประกาศลดเพดานบิน พร้อมแจ้งอุณหภูมิที่ทากามาทสึ
แตะรันเวย์ทากามาทสึ ก้าวแรกในคางาวะ
ปลายทางเริ่มเข้าใกล้ ผ่านหน้าต่างเห็นไฟสนามบินค่อยๆ ชัดขึ้น เครื่องค่อยๆ ลงแตะรันเวย์อย่างปลอดภัย
อาคารสนามบิน TAKAMATSU เด่นชัดอยู่ตรงหน้า พร้อมตัวอักษรขนาดใหญ่ さ ぬ き (Sanuki – ชื่อเดิมของจังหวัดคางาวะในสมัยก่อน) ทักทายตั้งแต่ยังไม่ทันเดินลงจากเครื่อง

พอสัญญาณรัดเข็มขัดดับลง ผู้โดยสารต่างลุกขึ้นหยิบสัมภาระ เตรียมก้าวแรกบนแผ่นดินคางาวะ
ทางเดินเชื่อมเครื่องบินเข้าตัวอาคาร หรือ “งวงช้าง” ถูกแต่งด้วยป้าย Welcome to KAGAWA คู่กับธงชาติไทยเล็กๆ ติดอยู่ตรงแก้มลำเครื่อง เป็นภาพที่เรียบง่ายแต่น่ารักจนอดยิ้มไม่ได้

เสร็จขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ก็ถึงเวลาต้อนรับแบบอบอุ่นสไตล์คางาวะ เจ้าหน้าที่จังหวัดมายืนรับด้วยรอยยิ้ม แถมยังมี อาโอะโอนิคุง (Ao Oni-kun) ยักษ์สีฟ้าใจดี มาสคอตประจำจังหวัดยืนโบกมือทักทายอยู่ข้างๆ
ทุกคนผลัดกันเข้าไปถ่ายรูป ไม่มีใครหุบยิ้มได้เลย

ทริปนี้นอกจากกรุ๊ปทัวร์ทั้ง 4 กรุ๊ปแล้ว ยังมีเหล่านักเขียนและสายรีวิวญี่ปุ่นชื่อดังเดินทางมาด้วย เพื่อเก็บเสน่ห์ของคางาวะไปเล่าต่อให้คนไทยได้เห็นในหลากหลายมุมกว่าเดิม

4 วันที่ผ่านไปไวมาก…เสียงหัวเราะคือคำตอบ
เผลอแป๊บเดียว 4 วันในคางาวะก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันรุ่งขึ้นต้องบินกลับกรุงเทพฯ แล้ว เลยแอบสงสัยอยู่ในใจว่า
ทุกคนจะ อิ่มใจ กับคางาวะกันแค่ไหน
จะมีใครอยาก กลับมาอีกครั้ง ไหม
พอได้เห็นคลิปตอนทุกคนทำกิจกรรม นวดแป้ง เหยียบแป้ง ทำเส้นซานุกิอุด้ง หัวเราะเฮฮาไปพร้อมกัน แววตาเต็มไปด้วยความสุข ก็เหมือนได้คำตอบแทนคำพูดไปเรียบร้อยแล้ว
ให้เสียงหัวเราะเป็นตัวบอกแล้วกัน ว่าคางาวะชนะใจแค่ไหน


เช้าวันกลับ: ดีเลย์แต่บรรยากาศโคตรดี
วันเดินทางกลับ ทุกคนต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพราะตามตารางเดิมเครื่องจะออกประมาณ 8.30 น.
แต่ด้วยไฟลต์จากกรุงเทพฯ มาถึงทากามาทสึล่าช้ากว่ากำหนด เวลาขึ้นบินขากลับจึงถูกเลื่อนเป็น 11.00 น. แทน
หลังเช็กอินและโหลดกระเป๋าเรียบร้อย เวลาว่างก็มีเหลือเฟือ เลยได้เดินสำรวจสนามบินทากามาทสึแบบเต็มที่
ร้านค้าด้านในเริ่มทยอยเปิดราว 8.30 น. พอถึงเวลาเท่านั้นแหละ ตามร้านของฝากก็มีเสียงภาษาไทยดังระงมอยู่หลายมุม เพราะทุกคนกำลังเลือกซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้านกันอย่างจุใจ



พอผ่านเข้ามาในเกตก็ยังมีร้าน ดิวตี้ฟรี ให้ได้จับจ่ายอีกรอบแบบไม่เสียภาษี ปล่อยให้กระเป๋าเบาไม่ได้เลยจริงๆ

สิ่งที่ประทับใจมากๆ คือ บรรยากาศระหว่างรอเครื่อง ทุกคนในกรุ๊ปทัวร์กำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส บ้างก็แลก Line กับเพื่อนใหม่ บ้างก็นัดกันว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันอีกในทริปหน้า
ไม่มีใครลุกขึ้นมาโวยวายเรื่องดีเลย์เลยสักคน ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นสนามบินอื่น บรรยากาศแบบนี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลก


สุดท้ายก็ได้เวลาบอร์ดดิ้งอีกรอบ ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้านด้วยหัวใจที่อุ่นกว่าเดิม


ไม่กี่อึดใจหลังจากสาธิตอุปกรณ์ความปลอดภัย เครื่องก็ทะยานขึ้นจากรันเวย์ของทากามาทสึอย่างรวดเร็ว

ระหว่างที่เครื่องกำลังไต่ระดับ ได้ยินเสียงคนด้านหลังพูดเบาๆ ว่า
“ครั้งหน้าถ้ามี อยากมาอีกนะ สนามบินก็เล็กน่ารัก คนก็ใจดีช่วยเหลือเรา ดูสิ เขาโบกมือและโค้งให้ตลอดเลย”
ทำได้แค่นั่งอมยิ้ม แล้วตอบกลับในใจว่า
“ใช่แล้ว… ความเป็นมิตรและความน่ารักแบบนี้แหละ คือเสน่ห์ของคางาวะจริงๆ”
เครื่องบินค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ บ้านเรือนด้านล่างเล็กลงทุกที จนในที่สุดก็เห็น ทะเลเซโตะใน สีครามอยู่ห่างๆ แทรกตัวอยู่ระหว่างทะเลเมฆสีขาวโพลน

ให้คางาวะเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่ทำให้หัวใจคุณพองโต
บนเครื่องบินลำนี้ หวังเหลือเกินว่า
จะมีหลายคนที่ ตกหลุมรัก Kagawa แบบถอนตัวไม่ขึ้น
จะมีบางคนที่เริ่มวางแผนว่า “เที่ยวหน้าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ดี”
คางาวะอาจไม่ใช่จังหวัดใหญ่ หรือเมืองท่องเที่ยวที่ใครๆ นึกถึงเป็นชื่อแรก แต่หลายครั้ง เมืองเล็กๆ นี่แหละ ที่ทำให้หัวใจเราพองโตได้มากที่สุด
ขอให้เส้นทางบินตรงนี้ ค่อยๆ บินสูงขึ้นอย่างมั่นคง และปลอดภัย เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคางาวะ ที่เพิ่งเริ่มต้นแต่เต็มไปด้วยความหมาย
แล้วหวังว่าจะได้เจอกันบนทริปหน้า บนขบวนรถไฟ หรือบนฟ้าสู่คางาวะอีกครั้งนะ

