รับแอปรับแอป

ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยโตจริง หรือกำลังติดกับดักฟองสบู่และของล้นโกดัง?

ปกรณ์ชัย พูนผล01-29

เมกะเทรนด์สัตว์เลี้ยง… แต่ทำไมร้านยังบ่นขายไม่ดี?

ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยถูกพูดถึงมาหลายปีว่าเป็น เมกะเทรนด์ระดับหมื่นล้านบาท หนุนโดยกระแส Pet Humanization ที่มองน้องหมา น้องแมวเป็นสมาชิกครอบครัวเต็มตัว ใช้จ่ายกันจัดหนักทั้งอาหารและบริการ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมกำลังเผชิญ ของล้นตลาด (Oversupply) กำไรหาย ร้านออฟไลน์สู้สงครามราคาจากสินค้าราคาถูกไม่ได้ หลัง “ฟองสบู่โควิด” แตก จำนวนสัตว์เลี้ยงและเจ้าของโตไม่ทันจำนวนสินค้า กลายเป็นภาพรวมที่ ยอดขายดูโต แต่คนในวงการกลับรู้สึก “นิ่ง” และเหนื่อยมาก

คำถามคือ วันนี้เรากำลังเห็น “การเติบโตจริง” หรือแค่ “ตัวเลขจากฟองสบู่” ที่กำลังคลายตัวลงกันแน่?

ภาพใหญ่ของโลก: อุตสาหกรรมที่ยังโตแบบมั่นคง

แม้ผู้เล่นในไทยจะเริ่มบ่นกันระนาว แต่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงในระดับโลกยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่มีศักยภาพสูง

ผู้บริหาร PETPAL ประเมินว่า ช่วงปี 2567–2572 ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกยังจะขยายตัวต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Fortune Business Insights คาดว่า

  • มูลค่าตลาดรวมจะขยับจาก 126,660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 193,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 5.52%

แรงขับเคลื่อนสำคัญคือเทรนด์ Pet Humanization และการเกิดขึ้นของกลุ่ม Pet Parents โดยเฉพาะ

  • คนรุ่นใหม่ และ

  • คู่รักมิลเลนเนียลที่เลือก เลี้ยงสัตว์ก่อนมีลูก

ทำให้เจ้าของพร้อมจ่ายมากขึ้นกับ

  • อาหารคุณภาพสูง หรือระดับพรีเมียม

  • สูตรปลอดธัญพืช ออร์แกนิก หรือเน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ

เป้าหมายชัดเจนคือ อยากให้สัตว์เลี้ยงอยู่กับเขาได้นานที่สุดและสุขภาพดีที่สุด ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก รายได้เฉลี่ย และจำนวนผู้สูงอายุที่เลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อน ยิ่งหนุนให้ตลาดโตต่อเนื่อง

ภาพรวมไทย: ตลาดแตะหลักหมื่นล้าน แต่โครงสร้างกำลังเปลี่ยน

สำหรับประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ปี 2568 ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงจะมีมูลค่ารวมราว

  • 46,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3.98 แสนตัน

  • เติบโต 12% จากปีก่อน

สอดคล้องกับจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ

  • แมว: เพิ่มเฉลี่ย 28% ต่อปี

  • สุนัข: เพิ่มเฉลี่ย 19% ต่อปี

ในช่วงปี 2564–2567

ด้านการส่งออก ปี 2568 คาดว่ามูลค่ารวมของ อาหารสัตว์เลี้ยงส่งออกจากไทย จะอยู่ที่

  • ราว 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • เติบโตประมาณ 15%

แรงหนุนสำคัญมาจาก

  • ความต้องการในตลาดศักยภาพ เช่น สหราชอาณาจักร

  • และสิทธิประโยชน์จาก FTA ไทย–นิวซีแลนด์ ที่ช่วยลดภาษีนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง

Pet Parenting: เมื่อสัตว์เลี้ยงกลายเป็น “ลูก” ในบ้าน

ฝั่งผู้ใช้จ่ายก็สะท้อนเทรนด์เดียวกัน ผู้บริหารสายการตลาดจากธุรกิจบัตรเครดิตรายใหญ่ระบุว่า การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อความสุขชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ไลฟ์สไตล์” ที่สะท้อนความผูกพันแบบคนในครอบครัว หรือที่เรียกว่า Pet Parenting

เจ้าของยอม ลงทุนมากขึ้นในสุขภาพและคุณภาพชีวิต ของสัตว์เลี้ยง ทั้งอาหาร วิตามิน การรักษาพยาบาล และบริการเสริมต่าง ๆ เพื่อต่ออายุและรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด

ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกบัตรเครดิตช่วงมกราคม–สิงหาคม 2568 พบว่า

  • ยอดรูดในหมวดสัตว์เลี้ยง เติบโต 10% จากปีก่อน

  • และมียอดใช้จ่าย อย่างสม่ำเสมอทุกช่วงวัย ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่เท่านั้น

ตัวเลขสวย แต่มาพร้อมการแข่งขันที่ “โหดขึ้นเรื่อย ๆ”

ข้อมูลจาก สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย (TPIA) ระบุว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยในช่วงปี 2568–2569 ยังมีแนวโน้ม เติบโตเฉลี่ยปีละ 4–5% แม้ไม่ได้หวือหวาเหมือนช่วงโควิด แต่สะท้อนว่าอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ สมดุลใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม

ผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัว การใช้จ่ายด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์ และบริการจึงยังไม่หยุดโต แม้กำลังซื้อโดยรวมจะตึงขึ้นก็ตาม

ภาพรวมล่าสุดของไทยมี

  • สุนัขอย่างน้อย 8 ล้านตัว

  • แมวราว 5.5 ล้านตัว

ปี 2024 มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงรวมอยู่ที่

  • ประมาณ 69,800 ล้านบาท

  • เติบโต 8.5% จากปี 2023 ที่ราว 64,000 ล้านบาท

โดยโครงสร้างตลาดแบ่งคร่าว ๆ เป็น

  • อาหารสัตว์เลี้ยง: ราว 55% ของตลาด มูลค่า 38,300 ล้านบาท (เติบโต 4%)

    • อาหารสุนัข: 18,700 ล้านบาท

    • อาหารแมว: 19,600 ล้านบาท

  • Pet Health & Medical Care: ประมาณ 20%

  • ขนมสัตว์เลี้ยง (Snack): ราว 10%

  • ทรายแมว: ราว 8%

ตัวเลขดูดี แต่ต้นทุนการแข่งกลับสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน

ออฟไลน์ยังใหญ่สุด แต่ออนไลน์กำลังเปลี่ยนเกม

ช่องทางหลักของตลาดสัตว์เลี้ยงไทยยังเป็น ออฟไลน์ คิดเป็นประมาณ 75% ของยอดขายรวม มาจาก

  • ร้าน Pet Shop กว่า 4,000 แห่ง

  • โรงพยาบาลสัตว์กว่า 3,000 แห่ง

สินค้าในหมวด อุปกรณ์และของใช้ (Accessories) ยังเป็นพระเอกในช่องทางออฟไลน์ เพราะเดิมทีให้มาร์จิ้นค่อนข้างสูง

ในขณะเดียวกัน ช่องทาง ออนไลน์ เติบโตเร็วมาก แต่สัดส่วนตลาดโดยรวมยัง ไม่เกิน 10% ทว่าอัตราเติบโตของ

  • กลุ่ม อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) สูงถึง 11.7%

  • กลุ่ม Non-Food คาดว่าจะขยายตัวราว 5–10% ในปี 2025

ด้านการส่งออก มากกว่า 98% คือ อาหารแมวเปียก ในรูปแบบ OEM ซึ่งสะท้อนว่าไทยเก่งในฐานะผู้ผลิตให้แบรนด์ต่างประเทศมากกว่าปั้นแบรนด์ตัวเองในบางเซกเมนต์

เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญในวงการชี้ให้เห็นภาพรวมว่า

แบรนด์อาหารสัตว์ไทยเพิ่มจากไม่ถึง 100 แบรนด์เป็นราว 400 แบรนด์ ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา

เติบโตถึง 4 เท่า หรือเพิ่มขึ้น 300% ขณะที่จำนวนร้านสัตว์เลี้ยงก็ขยายตัวมากกว่า 4–5 เท่า

เบื้องหน้าเป็นการเติบโต เบื้องหลังคือการแย่งลูกค้าและพื้นที่ขายกันแบบดุเดือด

ความย้อนแย้ง: ตลาดโต แต่ทุกคนรู้สึก “ของมันล้น”

ผู้ค้าที่อยู่ในสนามจริงสะท้อนภาพชัดว่า ข่าวที่ว่าตลาดสัตว์เลี้ยงโตแรงนั้น “จริงแค่บางมุม” เพราะในขณะเดียวกันทั้ง

  • จำนวนสินค้า

  • จำนวนแบรนด์

  • และประเภทสินค้าที่หลากหลายเกินไป

ล้วนทำให้เกิดภาวะ Oversupply ชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมทำให้กำลังซื้อของผู้คน ไม่ได้โตตาม

แม้เจ้าของสัตว์เลี้ยงอยากซื้อของคุณภาพดี แต่ก็ต้องมองเงินในกระเป๋าเป็นหลัก เพราะตลาดกลุ่มพรีเมียมที่พร้อมจ่ายจริง ๆ ยังมีสัดส่วนไม่มาก โดยรวมแล้ว

  • 80–90% ของคนเลี้ยงสัตว์ในไทย ยังไม่ใช่กลุ่มพรีเมียม

ยิ่งทำให้การแข่งขันบนฐาน “ราคา” รุนแรงมากขึ้นไปอีก

Exotic Pet: ตลาดเฉพาะทางที่ลุกไหม้แบบเงียบ ๆ

ฝั่ง สัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (Exotic Pet) ก็เป็นอีกเซกเมนต์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเติบโตต่อเนื่องมาตลอด 5 ปี จากตลาดเฉพาะกลุ่มกลายเป็นตลาดที่เปิดกว้างขึ้น มีทั้งผู้เลี้ยงหน้าใหม่และฟาร์มเพาะพันธุ์เกิดขึ้นมากมาย

สัตว์ยอดนิยม เช่น

  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก: หนู กระต่าย เฟอเร็ต ชูการ์ไกลเดอร์ แรคคูน

  • สัตว์ปีก: นกแก้วมาคอว์ นกกระตั้ว นกซันคอนัวร์

  • สัตว์เลื้อยคลาน รวมถึงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและแมงมุมทารันทูล่า

เหตุผลที่ตลาดนี้โต เพราะ Exotic ส่วนใหญ่

  • ใช้พื้นที่เลี้ยงไม่มาก

  • ไม่ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน

  • อายุยืน และไม่รบกวนไลฟ์สไตล์คนเมือง

พร้อมกันนั้น โรงพยาบาลสัตว์และสัตวแพทย์เฉพาะทางสำหรับสัตว์พิเศษก็เพิ่มขึ้น ตามดีมานด์ที่ขยายตัว ปัจจุบันไทยไม่เพียงนำเข้าสัตว์แปลก แต่ยัง เพาะพันธุ์ได้เองใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • สัตว์เลื้อยคลาน

  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

  • สัตว์ปีก

  • เต่า

  • สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

  • สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

แม้ผู้เลี้ยงจะต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ทั้งค่าเซ็ตอัพสภาพแวดล้อมและอาหารนำเข้า แต่ก็สะท้อนชัดว่า ตลาด Exotic ยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมาก

แบรนด์เพิ่ม 4 เท่า Pet Shop พุ่ง 3 เท่า: รอยเท้าฟองสบู่ยุคโควิด

ช่วงโควิดเป็นเหมือนยุคทองของธุรกิจสัตว์เลี้ยง ตัวเลขพุ่งเร็วเกินจริงอย่างชัดเจน ผู้เล่นในอุตสาหกรรมยืนยันตรงกันว่า

  • แทบไม่มีธุรกิจไหนโต 4 เท่าข้ามปี เท่ากับธุรกิจสัตว์เลี้ยงในช่วงนั้น

  • ผู้ผลิต (Supplier) เพิ่มขึ้นกว่าเดิมราว 3 เท่า

  • ร้าน Pet Shop เปิดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมประมาณ 3 เท่า เช่นกัน

แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ตัวเลขต่าง ๆ เริ่ม หดลงสู่ความจริง หลายธุรกิจทั้งฝั่งผู้ผลิตและร้านค้าเริ่มเจอ

  • ยอดขายลดลง

  • สต็อกค้าง

  • กระแสเงินสดตึง

ต้นเหตุสำคัญที่ซ้ำเติมคือ สินค้ารั่วไหลจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง (Accessories) ที่มีราคาถูกมากจนทำให้โครงสร้างกำไรของร้านพังลงไปเกือบหมด

ก่อนหน้านี้ Accessories คือสินค้า ทำกำไรหลักของ Pet Shop บางร้านเคยทำมาร์จิ้นได้ถึง 100% แต่วันนี้

  • รายได้หลักต้องไปพึ่งอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำกำไรเพียง 10–15%

  • ขณะที่สินค้าอย่างเสื้อผ้า คอนโด และของเล่น ถูกสินค้าราคาถูกจากจีนแย่งตลาดไปเกือบหมด

ผลลัพธ์คือ ภาพรวมของวงการกลายเป็น “นิ่งแบบกดดัน” ไม่ได้ถึงขั้นทรุด แต่ก็ไม่ใช่การเติบโตสบาย ๆ แบบที่ตัวเลขข่าวภูมิใจนำเสนอ

เมื่อตลาดใหญ่เกิน แต่กำลังซื้อและพื้นที่ขายไม่ตาม

ปัญหาใหญ่ในตอนนี้คือ ซัพพลายล้นตลาดชัดเจน ในขณะที่กำลังซื้อไม่โตเท่า ทำให้ทั้งผู้ผลิตและร้านค้าต้องเจอกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน

ปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่

  1. กำลังซื้อลดลง
    จำนวนสุนัขและแมวในประเทศยังสูง แต่ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น การแข่งขันด้านราคาจึงรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว

  2. สินค้าราคาถูกจากเพื่อนบ้าน
    สินค้าในกลุ่ม Accessories รับผลกระทบหนักสุด เพราะมีการนำเข้าสินค้าราคาต่ำเข้ามาในตลาดไทย ทำให้เกิดการ “รั่วไหล” ของเม็ดเงินออกจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าเดิมในประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าที่เข้าสู่ตลาดมีจำนวน มากกว่าความต้องการจริงในระบบ อย่างชัดเจน

  • พื้นที่หน้าร้าน (Space) ของ Pet Shop มีจำกัด

  • ทำให้ ไม่สามารถรับสินค้าใหม่ได้ทุกแบรนด์

  • ด้านผู้ซื้อเองก็สับสน เพราะทุกแบรนด์ต่างเคลมว่าดีที่สุดเหมือนกันไปหมด

ส่งผลให้ภาวะสินค้าล้นตลาดมีแนวโน้ม รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีการปรับตัวเชิงโครงสร้าง

ออนไลน์โตแรง แต่ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกคน

ช่องทางออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพราะตอบโจทย์ ความสะดวกและการเทียบราคาได้ง่าย ทำให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อได้รวดเร็วกว่าเดิม แต่ด้านมืดของความสะดวกคือ

  • ยอดขายหน้าร้านออฟไลน์ลดลง

  • การแข่งขันด้านราคาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ดุเดือด

ร้านออฟไลน์จึงไม่สามารถ “ตั้งราคาแล้วจบ” ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จำเป็นต้อง

  • สร้าง จุดขายที่ไม่ใช่แค่ราคา เช่น บริการที่ปรึกษา การแนะนำสูตรอาหาร สุขภาพ หรือประสบการณ์ในร้าน

  • บริหารสต็อกและหมุนเวียนสินค้าให้เร็วขึ้น ลดการค้างของสินค้าไม่นิยม

ขณะเดียวกัน ร้านออนไลน์เองก็ไม่ได้สบาย เพราะต้อง

  • คุม GP (Gross Profit) ให้ดี

  • แบกรับค่าใช้จ่ายแฝงจากแพลตฟอร์ม การตลาด และโปรโมชัน

สิ่งที่หลายคนกังวลคือ ในอนาคตหาก Pet Shop ลดบทบาทลงเรื่อย ๆ และแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักแบบแทบ “ผูกขาด” แพลตฟอร์มเหล่านี้อาจสามารถ

  • ปรับขึ้นค่าธรรมเนียม

  • กด GP ของแบรนด์ได้ตามใจมากขึ้น เพราะแทบไม่เหลือใครต่อรอง

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง แบรนด์ และ Pet Shop จึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่แค่ตัวเลือกสวย ๆ อีกต่อไป

ผู้เล่นใหม่ควรคิดให้ลึกกว่าคำว่า “ตลาดกำลังโต”

แม้ตลาดสัตว์เลี้ยงยังถูกมองว่าเป็นเมกะเทรนด์ และยังดึงดูดผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่สนามอย่างต่อเนื่อง แต่เสียงจากคนในวงการตรงกันว่า

“การเข้าเล่นง่าย แต่การอยู่รอดยาก”

โดยเฉพาะผู้เล่นใหม่ที่คิดจะกระโดดเข้ามาในตลาดวันนี้ จำเป็นต้องตอบให้ได้อย่างน้อย 3 เรื่องใหญ่

  • แบรนด์ของคุณ แตกต่างจริงไหม?

  • คุณให้คุณค่าอะไรที่ เกินความคาดหวังของผู้บริโภค ได้บ้าง?

  • ทำอย่างไรให้ Pet Shop หรือคู่ค้า เลือกคุณแทนที่จะปฏิเสธ เมื่อพื้นที่หน้าร้านมีจำกัด?

ถ้าไม่มีคำตอบที่ชัด โอกาสถูกปฏิเสธจากทั้งหน้าร้านและลูกค้าก็สูงมาก เพราะตลาดไม่ได้ขาดแบรนด์เพิ่ม แต่ขาดแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจนและเข้าใจโครงสร้างตลาดจริง ๆ

สรุป: ตลาดโตจริง แต่ไม่ได้เป็นสวรรค์ของทุกคน

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยวันนี้มีความจริงอยู่สองด้านพร้อมกัน

  • ด้านหนึ่งคือ การเติบโตที่ยังเดินหน้าอยู่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หนุนด้วย Pet Humanization, Pet Parenting, การเพิ่มขึ้นของจำนวนสัตว์เลี้ยง และพฤติกรรมการใช้จ่ายที่พร้อมลงทุนกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง

  • อีกด้านหนึ่งคือ แรงกดดันจาก Oversupply สินค้าราคาถูกจากเพื่อนบ้าน กำลังซื้อที่ไม่ได้โตตาม และโครงสร้างช่องทางขายที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้เล่นในอุตสาหกรรม คีย์เวิร์ดสำคัญในช่วงต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ “โตแค่ไหน” แต่คือ

  • จะ อยู่รอดอย่างมีกำไร ท่ามกลางของล้นตลาดได้อย่างไร

  • จะ สร้างความต่างที่ลูกค้ายอมจ่ายเพิ่ม ได้จริงหรือไม่

  • และจะ จับมือกับคู่ค้า เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในระบบนิเวศ (ออฟไลน์–ออนไลน์) ได้แค่ไหน

ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยยังโต แต่ไม่ใช่สนามสำหรับคนที่หวังเพียง “ตามเทรนด์” อีกต่อไป ผู้เล่นที่เข้าใจโครงสร้างจริง กล้าแตกต่าง และบริหารความเสี่ยงได้ดีเท่านั้น ที่จะยืนอยู่ได้ในวันที่ตัวเลขรวมยังสวย แต่กำไรของหลายคนค่อย ๆ หายไปเงียบ ๆ