เมื่อคำว่า “วิตามิน” ยังใหม่สำหรับสังคมไทย
ปัจจุบันคนไทยแทบทุกคนคุ้นกับคำว่า “วิตามิน” ว่าเกี่ยวกับการเสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกาย แต่ถ้าย้อนกลับไปเกือบ 100 ปีก่อน คำนี้ยังถือว่าแปลกหูสำหรับคนส่วนใหญ่
ในยุคนั้น รัฐบาลไทยเริ่มมองเห็นว่า สุขภาพพลเมืองคือทุนสำคัญของชาติ จึงเกิดแนวคิด “โปรเจกต์ส่งเสริมการกินวิตามิน” ขึ้นมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เป้าหมายคือทำให้คนไทยแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย และพร้อมสร้างประโยชน์ให้กับทั้งตัวเองและประเทศ
ทศวรรษ 2480 : โภชนาการกลายเป็นวาระแห่งชาติ
ในช่วงทศวรรษ 2480 เรื่อง “โภชนาการ” ถูกยกระดับให้เป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศ หน่วยงานภาครัฐเริ่มจัดทำตำราและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาหารการกิน เพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชน
แนวคิดหลักชัดมากว่า “อาหารคือพื้นฐานของสุขภาพ” ถ้าจัดอาหารให้ถูกส่วน ครบถ้วนทุกธาตุ คนก็จะมีสุขภาพดี ไม่ป่วยบ่อย ไม่ตายง่าย ร่างกายแข็งแรง และยังช่วยประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศได้มหาศาล
มุมมองเรื่องอาหารจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องปากท้อง แต่เชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจและการสร้างชาติโดยตรง
ภารกิจแรก : ดัน “ถั่วเหลือง” ขึ้นแท่นโปรตีนคู่คนไทย
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่รัฐมองเห็นคือ คนไทย โดยเฉพาะในชนบท ขาดโปรตีนอย่างหนัก
การจะให้คนกินเนื้อสัตว์ ไข่ และนมมากขึ้นก็ทำได้ยาก เพราะราคาสูงและเกินกำลังของคนรายได้น้อย ทางออกจึงอยู่ที่การหาวัตถุดิบที่ ราคาย่อมเยา แต่คุณค่าทางอาหารสูง
คำตอบที่ถูกเลือกคือ “ถั่วเหลือง” โปรตีนจากพืชที่ให้ปริมาณโปรตีนสูงและคุณภาพดี รัฐจึงมองตรงกันว่า ควรผลักดันให้ประชาชนกินถั่วเหลืองให้มากขึ้น
ถั่วเหลืองในครัวไทย : จากแกงเผ็ดถึงไอศกรีม
การส่งเสริมให้กินถั่วเหลืองไม่ได้มาในรูปแบบยาหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่ผูกให้เข้ากับเมนูที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว เพื่อให้ปรับตัวได้ง่ายและไม่รู้สึกแปลกแยก
ในหมวดอาหารคาว มีการเสนอให้ใช้ถั่วเหลืองเป็นส่วนผสม เช่น
น้ำพริกเผาผสมถั่วเหลือง
แกงเผ็ดผสมถั่วเหลือง
แกงจืดใส่ถั่วเหลือง
ส่วนอาหารหวานก็ไม่น้อยหน้า มีเมนูที่ใช้ถั่วเหลืองเป็นพระเอก เช่น
ขนมหม้อแกงถั่ว
ขนมกง
ถั่วเหลืองต้มน้ำตาลใส่กะทิ
ขนมไข่เหี้ย
ไอศกรีมถั่วเหลือง
ยังไม่พอ รัฐยังเน้นให้ทำ น้ำนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ เป็นเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย เรียกได้ว่า ถั่วเหลืองแทบจะถูกออกแบบให้เข้าไปอยู่ในทุกมื้ออาหารของคนไทย
จากโปรตีนสู่วิตามิน : โปรเจกต์ใหญ่ของรัฐบาลยุค 2480
นอกจากโปรตีนแล้ว รัฐบาลในยุคนั้นยังให้ความสำคัญกับการ ส่งเสริมการบริโภค “วิตามิน” อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารรูปแบบต่างๆ
วิตามินที่ถูกหยิบมาพูดถึงบ่อย ได้แก่
วิตามินบี : ใช้ป้องกันและบรรเทาอาการเหน็บชา
น้ำมันตับปลา : แหล่งของวิตามินบีและ วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันอาการตาฟางและตาบอดกลางคืน
วิตามินซี : จากผลไม้ ช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด
จะเห็นได้ว่า รัฐไม่ได้พูดถึงวิตามินแบบลอยๆ แต่ผูกโยงกับโรคที่คนในยุคนั้นเผชิญอยู่จริง และเสนอทางออกเป็นรูปธรรม
วิตามินในรูปแบบ “ขนม” : กลยุทธ์เนียน ๆ ให้คนยอมกิน
เพื่อให้ความรู้เรื่องวิตามินแพร่กระจายสู่ประชาชนได้กว้างขึ้น มีการจัดพิมพ์ตำรา แนะนำประโยชน์ของวิตามินผ่านเมนูของหวานและขนม
กรมวิทยาศาสตร์แสดงเจตจำนงชัดเจนว่า ต้องการเผยแพร่คุณค่าของ “วิตามินบี” ในฐานะสิ่งจำเป็นต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน จึงเขียนคำอธิบายและคำแนะนำให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง
ในตำรามีการนำเสนอผลิตภัณฑ์วิตามินบีที่สกัดจากรำข้าว ฝีมือคนไทยเอง เพื่อใช้ป้องกันโรคเหน็บชา และยังมีการลงประกาศขายยาที่มีวิตามินหลากชนิดในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อทำให้ผู้คนเห็นประโยชน์และคุ้นกับการกินวิตามินมากขึ้น
การกินวิตามินไม่ใช่เทรนด์ใหม่ของคนไทย
เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่า การส่งเสริมให้คนไทย “กินวิตามิน” เริ่มต้นอย่างจริงจังมาแล้วเกือบ 100 ปีก่อน
รัฐในยุคนั้นไม่ได้มองวิตามินและโภชนาการแค่ในมุมสุขภาพรายบุคคล แต่ผูกเข้ากับภาพใหญ่ของ “การสร้างพลเมืองที่แข็งแรง เพื่อสร้างชาติให้มั่นคง”
ดังนั้นทุกครั้งที่คุณยกแก้วน้ำเต้าหู้ กินวิตามินบีเสริม หรือหยิบน้ำมันตับปลามากิน อาจกำลังก้าวเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับโปรเจกต์สุขภาพระดับชาติเมื่อเกือบศตวรรษก่อนโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้
สุดท้ายแล้ว อาหารดี วิตามินครบ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสุขภาพส่วนตัว แต่คือพลังเงียบ ๆ ที่เคยถูกใช้ในการขับเคลื่อนประเทศนี้มาแล้ว

