เปิดปี 2026: ใครอ่านเทรนด์ขาด กวาดโอกาสก่อนใคร
ปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่ปีใหม่ แต่คือจุดเปลี่ยนของทั้งเศรษฐกิจไทยและเกมของผู้ประกอบการไทยเลยก็ว่าได้ ทั้งเทคโนโลยีที่วิ่งไว โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนเร็ว และไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ละเอียดและเลือกมากขึ้น ทำให้ธุรกิจบางประเภทกลายเป็นดาวเด่นแบบชัดเจน
ถ้าคุณมีเงินทุนอยู่ราว 500,000 – 2,000,000 บาท และกำลังมองหาโอกาสใหม่ ๆ ปีนี้คือช่วงเวลาทองในการเลือกสนามให้ถูก แล้วลงมือให้ไว
ในมุมของคนทำธุรกิจออนไลน์และ SME สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “มีไอเดีย” แต่คือการเลือกธุรกิจที่เดินตามเทรนด์ใหญ่ของโลกและนโยบายรัฐ พร้อมต่อยอดด้วยการตลาดดิจิทัลและ AI อย่างมีแผน
ต่อไปนี้คือ 10 ธุรกิจมาแรงปี 2026 ที่มีศักยภาพเติบโตสูง พร้อมไอเดียรูปแบบธุรกิจและกรอบทุนเริ่มต้นให้คุณเอาไปต่อยอดได้ทันที
1. บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน: ธุรกิจที่โตตามโครงสร้างสังคม
ไทยกำลังก้าวสู่ Super-Aged Society อย่างเต็มตัว ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนแตะระดับเกือบหนึ่งในสามของประชากรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และส่วนใหญ่ต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านของตัวเองมากกว่าการย้ายไปอยู่สถานสงเคราะห์
ตลาดบริการดูแลที่บ้านจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็น ความจำเป็นของครอบครัวไทย โดยเฉพาะบ้านที่ลูกหลานต้องทำงานและไม่มีเวลาดูแลเต็มเวลา
รูปแบบธุรกิจที่ต่อยอดได้
บริการจัดส่งผู้ดูแล (Caregivers) เข้าไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ทั้งแบบรายวันและรายเดือน
แพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันจับคู่ผู้ดูแลกับครอบครัวที่ต้องการบริการ พร้อมระบบรีวิวและคัดกรองคุณสมบัติ
การผสานระบบ Telemedicine ให้แพทย์สามารถติดตามอาการจากระยะไกล เพิ่มความมั่นใจให้ครอบครัว
งบประมาณตั้งต้น
เริ่มได้ที่ราว 500,000 – 1,000,000 บาท สำหรับพัฒนาแพลตฟอร์ม เบื้องต้นค่าจ้างและอบรมผู้ดูแล รวมถึงการทำการตลาดออนไลน์ในพื้นที่เป้าหมาย
หัวใจของธุรกิจนี้ คือความน่าเชื่อถือ ระบบคัดกรองบุคลากร และการสื่อสารที่ทำให้ครอบครัวรู้สึกว่า “ฝากคนที่รักไว้ได้อย่างอุ่นใจ”
2. คลินิกเวลเนส & ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ: สุขภาพคือความหรูหรารูปแบบใหม่
ไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นเวทีสำคัญงานด้านสุขภาพและเวลเนสระดับโลก การจัดงานระดับสากลที่ภูเก็ตในปี 2026 ทำให้ภาพลักษณ์ไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติยิ่งชัดในฐานะ ศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมจ่ายเพื่อบริการที่ผสมผสาน การพักผ่อนแบบหรูหรา กับ การดูแลสุขภาพมาตรฐานโลก
โมเดลธุรกิจที่น่าลอง
คลินิกเวลเนสเฉพาะทาง: เน้นเวชศาสตร์ชะลอวัย การล้างพิษ หรือวิตามินบำบัดสำหรับคนรักสุขภาพระดับพรีเมียม
Medical Spa: สปาที่มีทีมแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์คอยดูแลเรื่องสุขภาพควบคู่กับการผ่อนคลาย
ธุรกิจตัวกลางด้าน Medical Tourism: ช่วยนักท่องเที่ยววางแผนทุกขั้นตอน ตั้งแต่จองคิวแพทย์ โรงแรม ไปจนถึงบริการล่ามและดูแลระหว่างทริป
ทุนเริ่มต้นโดยประมาณ
คลินิกเวลเนสขนาดเล็ก: ราว 1,000,000 – 2,000,000 บาท
ธุรกิจตัวกลาง/เอเจนซี่จัดการทริปสุขภาพ: เริ่มได้ที่ 500,000 – 800,000 บาท
จุดแข็งสำคัญ คือการสร้างแพ็กเกจที่ชัดเจนและเล่าเรื่องได้ดี ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ทั้งชีวิตที่ดีขึ้นและประสบการณ์ที่น่าจดจำในไทย
3. สถานีชาร์จรถ EV และบริการเกี่ยวเนื่อง: เกาะคลื่นยานยนต์ไฟฟ้า
นโยบายภาครัฐที่ผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทำให้การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จกลายเป็นดีมานด์ที่โตแบบชัดเจน และยังมี เป้าหมายขยายหัวชาร์จทั่วประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งต้องอยู่ต่างจังหวัดด้วย
นั่นหมายความว่า โอกาสไม่ได้กระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ แต่กระจายไปสู่หัวเมืองและชุมชนสำคัญทั่วประเทศ
ไอเดียต่อยอดธุรกิจ EV
Lifestyle Charging Hub: ทำสถานีชาร์จควบคู่กับร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ หรือโซน Co-working ให้คนรอชาร์จใช้เวลาได้คุ้มค่า
แฟรนไชส์สถานีชาร์จขนาดเล็ก: ติดตั้งในคอนโด โรงแรม หรืออาคารสำนักงานที่ต้องการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า
อู่ซ่อม EV อิสระ: เน้นงานซ่อมบำรุงรถ EV ในราคาที่แข่งขันได้ รองรับดีมานด์หลังรถไฟฟ้าเริ่มใช้มากขึ้น
กรอบเงินลงทุน
สถานีชาร์จขนาดกลาง: ประมาณ 800,000 – 1,500,000 บาท รวมอุปกรณ์ชาร์จและตกแต่งเบื้องต้น พร้อมโอกาสรับสิทธิประโยชน์จาก BOI
ใครมีทำเลดี มีที่จอดกว้าง และเข้าใจเทรนด์ EV ธุรกิจนี้คือจุดตั้งต้นที่น่าสนใจมากในช่วง 3–5 ปีจากนี้
4. บริการโดรนเกษตร: แก้ปัญหาขาดแรงงานในไร่นา
ภาคเกษตรไทยกำลังเจอทางตันเรื่องแรงงาน ทั้งการสูงวัยของเกษตรกร และคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานหนักกลางแดดแบบเดิม นี่คือช่องว่างให้เทคโนโลยีโดรนเข้ามาแทนแรงงานมนุษย์ในหลายขั้นตอน
เมื่อมีนโยบายสนับสนุนค่าบริการโดรนจากภาครัฐ ก็ยิ่งทำให้ ความต้องการใช้บริการโดรนในภาคเกษตรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
รูปแบบบริการที่ทำได้จริง
Drone-as-a-Service: รับจ้างบินโดรนฉีดพ่นปุ๋ย พ่นยาป้องกันศัตรูพืช หรือหว่านเมล็ดพันธุ์
ศูนย์ฝึกอบรมโดรน: สอนควบคุมโดรนให้เกษตรกรหรือผู้สนใจ พร้อมให้คำแนะนำด้านใบอนุญาต
ร้านขายและศูนย์ซ่อมบำรุงโดรน: ดูแลหลังการขาย ให้เกษตรกรใช้งานได้ต่อเนื่อง
งบตั้งต้น
ราว 500,000 – 1,000,000 บาท สำหรับซื้อโดรนการเกษตร 2–3 ตัว พร้อมอุปกรณ์และการตลาดในระดับท้องถิ่น โดยมีโอกาสพึ่งพาการสนับสนุนจากโครงการภาครัฐ
ถ้าคุณเชื่อในเกษตรยุคใหม่ นี่คือธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง
5. ธุรกิจสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม: จาก “สัตว์เลี้ยง” สู่ “สมาชิกในครอบครัว”
ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยโตต่อเนื่อง และไม่ใช่แค่โตธรรมดา แต่โตในมิติของ การมองสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนลูก/เพื่อนสนิท หรือที่เรียกว่า Pet Humanization ทำให้เจ้าของพร้อมจ่ายมากขึ้นหลายเท่าตัวเพื่อคุณภาพชีวิตของน้อง ๆ
ตัวเลขค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อสัตว์เลี้ยงต่อปีเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่ามูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยจะทะลุหลักแสนล้านบาทในปี 2026
ไอเดียโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ
อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม: เน้น Human-grade, สูตร Grain-free หรือสูตรเฉพาะด้าน เช่น ดูแลข้อ กระดูก ผิวหนัง หรือสัตว์แพ้ง่าย
โรงแรมสัตว์เลี้ยงระดับหรู: มีห้องพัก สเปซเล่น กล้องวงจรปิดให้เจ้าของดูน้อง ๆ ผ่านมือถือ บริการรายวัน–รายสัปดาห์
สปาและ Grooming ครบวงจร: บริการอาบน้ำ ตัดแต่งขน ดูแลผิวและสุขภาพช่องปาก
คาเฟ่สาย Pet-friendly: ร้านอาหารหรือคาเฟ่ที่เปิดพื้นที่ให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าร้านได้ ช่วยดึงดูดกลุ่มทาสหมาแมว
ทุนเริ่มทำธุรกิจสัตว์เลี้ยง
ร้านอาหารสัตว์หรือคาเฟ่: ประมาณ 800,000 – 1,500,000 บาท
โรงแรมสัตว์เลี้ยงขนาดกลาง: อยู่ที่ราว 1,000,000 – 2,000,000 บาท
สำหรับสาย อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) โดยเฉพาะ การโฟกัสเรื่องส่วนผสม การสื่อสารเรื่องโภชนาการ และรีวิวจากผู้ใช้จริง จะช่วยให้แบรนด์ติดใจลูกค้าได้เร็วมาก
6. อาหารสุขภาพ & โภชนาการเฉพาะบุคคล: คนกินคิดเยอะกว่าเดิม
เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นและปัญหาสุขภาพกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มเลือกกินอย่างมีสติ ไม่ใช่แค่ “อร่อยก็พอ” แต่ต้องปลอดภัยและมีประโยชน์กับร่างกายด้วย
เทรนด์ Personalized Nutrition หรือการออกแบบโภชนาการให้สอดคล้องกับแต่ละคน กำลังมาแรงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในไทย
แนวทางแตกไลน์ธุรกิจ
เครื่องดื่มฟังก์ชัน: สูตรช่วยเสริมภูมิ ช่วยนอนหลับ หรือช่วยเรื่องสมาธิและการทำงานของสมอง
อาหาร Plant-based: ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์สำหรับคนที่ยังไม่มังสวิรัติเต็มตัว แต่อยากลดการกินเนื้อ (กลุ่ม Flexitarian)
บริการจัดส่งอาหารเฉพาะโรค: เมนูออกแบบสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต หรือผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมบริการส่งถึงบ้าน
งบตั้งต้น
แบรนด์เครื่องดื่มฟังก์ชัน: เริ่มราว 500,000 – 1,000,000 บาท
บริการจัดส่งอาหารสุขภาพ/เฉพาะโรค: ประมาณ 800,000 – 1,500,000 บาท
ธุรกิจสายนี้ชนะได้ด้วย ความน่าเชื่อถือ + ผลลัพธ์ที่ลูกค้ารู้สึกได้จริง และการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ไม่วิชาการจนเกินไป
7. โปรตีนจากแมลงเพื่อการส่งออก: โปรตีนอนาคตที่โลกจับตามอง
ทั่วโลกกำลังมองหาโปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืน และ “โปรตีนจากแมลง” คือหนึ่งในคำตอบที่มาแรง ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์อาหารของมนุษย์ในบางตลาด
ไทยเองมีความได้เปรียบทั้งด้านภูมิอากาศ ความรู้ในการเพาะเลี้ยง และสถานะการเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกแมลงรายสำคัญในเอเชีย ทำให้โอกาสในการต่อยอดธุรกิจนี้มีสูงมาก
รูปแบบธุรกิจที่เหมาะกับการส่งออก
ฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดหรือหนอนแมลงวันลาย (BSF): แปรรูปเป็นผงโปรตีนที่ได้มาตรฐานส่งออกไปยุโรปหรือสหรัฐฯ
ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำ: ใช้โปรตีนแมลงทดแทนปลาป่น ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืน
ทุนเริ่มต้น
ฟาร์มขนาดกลาง: ราว 1,000,000 – 2,000,000 บาท พร้อมโอกาสขอรับการสนับสนุนจาก BOI และการทำตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจนี้เหมาะกับคนที่มองไกล คิดแบบ B2B และ Global Market มากกว่าเน้นขายปลีกในประเทศ
8. ที่ปรึกษา Cybersecurity & PDPA: เมื่อกฎหมายบังคับให้ธุรกิจต้องอัปเกม
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะในโลกที่การเงิน การค้า และข้อมูลลูกค้าถูกย้ายขึ้นออนไลน์เกือบทั้งหมด ธุรกิจต่าง ๆ จึงเริ่มรู้ตัวว่า “ไม่ลงทุนเรื่องความปลอดภัยไม่ได้แล้ว”
เมื่อกฎหมายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง SME และองค์กรต่าง ๆ ยิ่งต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลระบบ
แนวทางทำธุรกิจสาย Cybersecurity
Managed Security Services สำหรับ SME: คิดค่าบริการรายเดือน ดูแลระบบให้ครบตั้งแต่ Monitoring ถึงแจ้งเตือนความเสี่ยง
บริการวางระบบให้สอดคล้อง PDPA: ทั้งเอกสาร ระบบขอและจัดการ Consent รวมถึงการอบรมทีมงานในองค์กร
Security Audit & Penetration Testing: ตรวจช่องโหว่ระบบก่อนโดนโจมตีจริง
งบเริ่มต้น
ประมาณ 500,000 – 1,000,000 บาท สำหรับซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ การอบรมทีม และการทำการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมาย
ข้อดีของธุรกิจนี้ คือดีมานด์ถูกขับเคลื่อนด้วยกฎหมายและความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ ทำให้มีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่องแบบ Subscription
9. เอเจนซี่ติดตั้ง AI และวิเคราะห์ข้อมูล: จากเทคโนโลยีเสริม สู่โครงสร้างพื้นฐานธุรกิจ
ในปี 2026 AI จะไม่ใช่ของเล่นทดลองอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ส่วนประกอบหลักของธุรกิจ” ที่ใครไม่ใช้ก็เท่ากับแข่งคนอื่นยากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ SME จำนวนมากเริ่มทดลองใช้ AI แล้ว แต่ปัญหาคือขาดทีมงานที่เข้าใจทั้ง เทคโนโลยี + การประยุกต์ใช้จริงในธุรกิจ นี่แหละคือช่องว่างของเอเจนซี่สาย AI Implementation
โมเดลธุรกิจที่ทำได้
AI Implementation Agency: รับวางระบบ AI เช่น Chatbot ตอบลูกค้า ระบบช่วยทำนายยอดขาย หรือ Workflow Automation ต่าง ๆ
Data Analytics Service: วิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อทำ Personalized Marketing หรือแคมเปญที่แม่นขึ้น
การอบรมและที่ปรึกษา AI: จัดเวิร์กช็อปให้ทีมภายในองค์กรใช้ AI ได้อย่างคุ้มค่า ไม่ใช่แค่ใช้แบบเล่น ๆ
ทุนเริ่มต้น
ราว 500,000 – 1,000,000 บาท สำหรับเครื่องมือซอฟต์แวร์ ทีมงานคุณภาพ และการตลาดเชิง B2B
สำหรับคนที่ถนัดสายดิจิทัลและเข้าใจ Pain Point ของ SME ธุรกิจนี้สามารถสcal eได้เร็ว และต่อยอดเป็นแพ็กเกจบริการรายเดือนในระยะยาว
10. ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ & งานอีเวนต์: นักท่องเที่ยวยอมจ่ายเพื่อ “ความรู้สึก”
ทิศทางการท่องเที่ยวไทยกำลังขยับจาก “เน้นจำนวน” ไปสู่ เน้นคุณค่า (Value over Volume) นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยอมจ่ายแพงกว่า ถ้าแลกกับประสบการณ์ที่มีเรื่องเล่า มีเอกลักษณ์ และมีความหมายกับตัวเอง
เมื่อผนวก Soft Power ไทยเข้ากับอีเวนต์หรือเทศกาลระดับโลก ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจที่ออกแบบ “ประสบการณ์” มีโอกาสเติบโตสูงตามไปด้วย
ทางเลือกโมเดลธุรกิจ
Curated Cultural Tours: ทัวร์ที่พาลงลึกวิถีชุมชน อาหารท้องถิ่น งานฝีมือ พร้อม Storytelling ที่ดี
MICE & Event Organizer: จัดประชุม สัมมนา หรืออีเวนต์ในเมืองท่องเที่ยว เชื่อมการทำงานกับการพักผ่อนได้ในทริปเดียว (Bleisure)
โปรแกรม Wellness Retreats: ผสมผสานการท่องเที่ยวกับกิจกรรมเพื่อสุขภาพแบบเข้มข้น
ทุนเริ่มต้น
ประมาณ 700,000 – 1,500,000 บาท สำหรับออกแบบโปรแกรม ผูก Partner กับโรงแรม/ร้านอาหาร และทำการตลาดออนไลน์
ธุรกิจสายนี้ต้องเก่งทั้งเรื่อง ดีไซน์ประสบการณ์ + สร้างแบรนด์ให้ถูกจริตกลุ่มเป้าหมาย จึงจะไปได้ไกล
เลือกธุรกิจยังไงให้ใช่ ไม่ใช่แค่วิ่งตามกระแส
การเริ่มธุรกิจในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องของ “ใครมาก่อนชนะ” เสมอไป แต่คือ ใครอ่านคลื่นเปลี่ยนแปลงขาด และปรับตัวได้เร็วกว่า
ธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตโดดเด่นในยุคนี้มักมีคุณสมบัติร่วมกันคือ:
แก้ปัญหาจริงของตลาด (Pain Point ชัดเจน)
เช่น รับมือสังคมสูงวัย เรื่องความยั่งยืน หรือปัญหาขาดแรงงานหนุนหลังด้วยนโยบายรัฐ
อย่างการสนับสนุน EV, โครงการโดรนเกษตร, BOI หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ๆตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความสะดวกสบาย และประสบการณ์ที่มีคุณค่า
สำหรับคนที่มีทุนระดับ 500,000 – 2,000,000 บาท แนวทางที่น่าพิจารณาคือ:
โฟกัส ธุรกิจบริการ ที่ไม่ต้องแบกสต๊อกสินค้าเยอะ เช่น Home Healthcare, Cybersecurity, AI Agency
เลือกธุรกิจที่มีแรงหนุนจากรัฐ เช่น บริการโดรนเกษตร หรือสถานีชาร์จ EV
มองหาตลาดที่เติบโตชัดเจน เช่น กลุ่มสัตว์เลี้ยงและอาหารเพื่อสุขภาพ
การตลาดดิจิทัล: ตัวคูณที่ทำให้ธุรกิจโตเร็วกว่าคู่แข่ง
ไม่ว่าคุณจะเลือกเริ่มจากธุรกิจไหน สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ การตลาดดิจิทัลที่วางมาดีตั้งแต่ต้น เพราะของดีแต่ไม่มีใครเห็น ก็ยากจะเติบโตในเวลาที่ต้องแข่งกับทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติ
สิ่งที่ผู้ประกอบการยุคนี้ควรให้ความสำคัญได้แก่:
การวางโครงสร้างการตลาดออนไลน์ตั้งแต่ Website, Social Media, Content ไปจนถึงระบบเก็บฐานข้อมูลลูกค้า
การใช้ AI ช่วยทั้งเรื่อง Content, การยิงโฆษณา, การตอบแชท และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแบบลึก
การสร้างแบรนด์ให้มีเอกลักษณ์และเล่าเรื่องเก่ง เพื่อให้ลูกค้านึกถึงเราเป็นตัวเลือกแรกในหมวดหมู่นั้น ๆ
ถึงเวลาเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นธุรกิจจริง
การเริ่มธุรกิจใหม่อาจดูเสี่ยง แต่ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว การไม่เริ่มอะไรเลยก็อาจเป็นความเสี่ยงเหมือนกัน
ถ้าคุณจับเทรนด์ได้ตรง เลือกโมเดลที่เหมาะกับทุนและความถนัดของตัวเอง แล้วเสริมด้วยการตลาดดิจิทัลและการใช้ AI อย่างมีแผน โอกาสสำเร็จก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม
ปี 2026 คือจังหวะดีในการลงมือ
คำถามจึงไม่ใช่ “จะเริ่มดีไหม” แต่คือ “จะเริ่มจากธุรกิจไหน และจะเริ่มเมื่อไหร่” มากกว่า

