ดราม่าบัตรคอนเสิร์ตเดือด วงการสะเทือน
ในโลกคอนเสิร์ตที่หลายคนยอมเสียเงินหลักพันเพื่อไปเจอศิลปินที่รัก จู่ ๆ ก็เกิดดราม่าลุกลามไปทั้งโซเชียล เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งออกมาเล่าประสบการณ์สุดเจ็บ แบกเงินลงทุนกว้านซื้อบัตรคอนเสิร์ตรวมกว่า 850,200 บาท หวังทำกำไรจากการรีเซล
แต่เรื่องกลับตลกร้าย เพราะราคาบัตรที่เคยพุ่งแตะหลักพัน กลับร่วงฮวบลงเหลือใบละ 200 บาทเท่านั้น ทำให้คนจำนวนมากตั้งคำถามเรื่อง ความเหมาะสมของการค้ากำไรจากความอยากไปดูคอนเสิร์ตของแฟนเพลง
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่เดือดขึ้นเรื่อย ๆ คนก็เริ่มหันมามองฝั่งผู้จัดงาน ว่าคิดอย่างไรกับการกว้านซื้อบัตรไปรีเซลแบบนี้
ป๋าเต็ดออกโรง ในฐานะผู้จัดคอนเสิร์ต
ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม หนึ่งในชื่อที่ทุกคนนึกถึงเวลาเอ่ยถึงงานคอนเสิร์ตในไทย เลือกออกมาใช้พื้นที่ของตัวเองในการอธิบายมุมมองแบบตรงไปตรงมา เขามองว่าในฐานะผู้จัด ถ้านิ่งเฉยไม่พูดอะไรเลยก็คงไม่เหมาะ จึงขอหยิบ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรีเซลบัตร มาคุยกันอย่างตรงไปตรงมา
แทนที่จะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบสิ้นเชิง ป๋าเต็ดเลือกจะชวนทุกฝ่ายมองภาพรวม ทั้งระบบขายบัตร ผู้จัด แฟนเพลง ไปจนถึงพ่อค้าคนกลางที่กว้านบัตรไปขายต่อ
ระบบขายบัตร ต้องพัฒนาให้คนดูได้ประโยชน์ที่สุด
ประเด็นแรกที่ป๋าเต็ดยอมรับตรง ๆ คือ ฝั่งผู้จัดเองก็ต้องกลับไปทำการบ้านหนัก ๆ เรื่องระบบขายบัตร
เป้าหมายอันดับหนึ่งคือ ทำให้แฟนเพลงตัวจริงซื้อบัตรได้ในราคาที่ตั้งไว้
ลดความจำเป็นในการต้องไปซื้อบัตรต่อในราคาที่สูงกว่า
แต่ในขณะเดียวกัน ระบบก็ต้องไม่ยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไป เพราะยิ่งขั้นตอนเยอะ คนยิ่งลำบาก
ผู้จัดจึงรับปากว่าจะเดินหน้าพัฒนาระบบขายบัตรให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ประสบการณ์การซื้อตั๋วของคนดูแฟร์กว่าเดิม
บัตรอ่อน บัตรห้ามขายต่อ ทำไมยังต้องมี?
อีกหนึ่งจุดที่คนจำนวนมากตั้งคำถามคือ บัตร Complimentary หรือที่เรียกกันติดปากว่า “บัตรอ่อน” ว่าทำไมยังมีอยู่ และทำไมบางส่วนถึงหลุดไปขายต่อในตลาดรีเซล
ป๋าเต็ดอธิบายว่า บัตรประเภทนี้ยังคงจำเป็นต้องมี และต้องผลิตออกมาตามจำนวนที่เหมาะสมในแต่ละงาน แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะปล่อยให้บัตรเหล่านี้มีสิทธิเทียบเท่าผู้ที่ซื้อบัตรปกติ
มาตรการที่ผู้จัดสามารถใช้ได้ เช่น
จำกัดเวลาในการแลกสายรัดข้อมือเข้างาน
ใช้สายรัดข้อมือคนละแบบกับผู้ซื้อบัตรทั่วไป
ปรับรูปแบบในแต่ละงานหรือแต่ละพื้นที่ให้ต่างกันตามข้อจำกัด
ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้ การนำบัตรฟรีหรือบัตรห้ามซื้อขายไปปล่อยต่อเป็นเรื่องทำได้ยากขึ้น แม้จะไม่สามารถปิดช่องโหว่ได้ 100%
ป๋าเต็ดย้ำว่า ถ้าตัด “บัตรอ่อน” ทิ้งได้ง่าย ๆ ผู้จัดทุกคนคงทำไปนานแล้ว ไม่มีใครอยากปวดหัวเรื่องนี้ แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายหน่วยงานที่จำเป็นต้องได้รับบัตรเหล่านี้ ไม่ว่าจะเพื่อเข้ามาสังเกตการณ์ หรือเป็นการตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ
เมื่อไม่มีคนซื้อ คนกว้านซื้อบัตรคือฝ่ายที่เจ็บสุด
ในดราม่าครั้งนี้ ป๋าเต็ดชวนมองบทเรียนสำคัญที่น่าจะเขย่าวงการได้แรงไม่แพ้กระแสในโซเชียล
เขาชี้ว่า ทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ความยอมรับ” ของผู้บริโภค
ถ้าไม่มีคนยอมซื้อบัตรรีเซลในราคาที่ถูกโก่ง
คนที่กว้านตุนบัตรไว้จำนวนมากก็จะเจ็บหนักที่สุด
กรณีที่บัตรหลักพันร่วงเหลือ 200 บาทคือภาพจริงที่เห็นชัดมาก ว่าสุดท้ายแล้ว การเล่นเกมเก็งกำไรกับความหวังของแฟนเพลงก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
ทางออกหนึ่งที่ป๋าเต็ดเสนอคือ “อดทนและไม่สนับสนุนพ่อค้าเก็งกำไร”
ถ้าซื้อบัตรไม่ทัน ให้ยอมพลาดงานนั้นไป แล้วไปดูงานอื่นแทน
ปล่อยให้คนที่กว้านซื้อไปต้องนั่งขาดทุนเอง
ในยุคที่มีอีเว้นท์และคอนเสิร์ตเกิดขึ้นมากมาย เราเลือกได้ว่าจะสนับสนุนใคร
เมื่อผู้บริโภคหยุดเติมเชื้อไฟให้ตลาดรีเซลสุดโหด คนที่หวังรวยจากการตุนบัตรก็จะอยู่ยากขึ้นเอง
รีเซลไม่ใช่อาชญากรรม แต่ “การฉวยโอกาส” ต่างหากที่เป็นปัญหา
อีกจุดที่ป๋าเต็ดย้ำชัดคือ การขายบัตรต่อไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป
ในหลายกรณี คนซื้อบัตรไว้แล้วแต่มีเหตุจำเป็น เช่น ติดงาน ดันติดธุระ หรือเดินทางไม่ได้ ก็ต้องขายต่อให้คนที่อยากไปแทน
การขายบัตรต่อในกรณีจำเป็น เป็นเรื่องเข้าใจได้
การบวกกำไรเล็กน้อยในระดับที่เหมาะสม ก็ยังอยู่ในพื้นที่ที่พอรับได้ หากทั้งผู้ซื้อและผู้ขายยินยอมกัน
สิ่งที่ผู้จัดกำลังพยายามคือ พัฒนาระบบให้การซื้อขายบัตรต่อกันทำได้อย่างปลอดภัย
ลดโอกาสการโก่งราคาจนเกินจริง
ป้องกันการโกงหรือการขายบัตรปลอม
แต่เส้นแบ่งที่ป๋าเต็ดไม่เห็นด้วยอย่างแรงคือ
การกว้านซื้อบัตรจำนวนมากตั้งแต่ต้น เพื่อเอาไปปล่อยในราคาสูง
การนำบัตรฟรี หรือบัตรที่กำหนดชัดเจนว่าห้ามซื้อขาย ไปปล่อยต่อเพื่อทำกำไร
นี่คือการ ฉวยโอกาสและเอาเปรียบแฟนเพลงที่อยากเข้าไปดูจริง ๆ มากกว่าจะเป็นการหมุนเวียนบัตรอย่างแฟร์ ๆ ระหว่างคนดู
อยากให้ดราม่าครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ตอนท้าย ป๋าเต็ดฝากไว้แบบผู้ใหญ่ในวงการที่อยากเห็นอะไรดีขึ้นในระยะยาว ไม่ใช่แค่ดับไฟชั่วคราว
เขาหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้
คนในวงการอีเว้นท์ หันมาคุยกันจริงจังเรื่องระบบบัตรและการรีเซล
ผู้บริโภคตั้งคำถามมากขึ้นว่าอะไรควรสนับสนุน อะไรควรหยุดร่วมมือ
ทุกฝ่ายเปิดพื้นที่พูดคุยกันแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ด่ากันไปมา
เป้าหมายปลายทางคือทำให้งานคอนเสิร์ตและอีเว้นท์ในบ้านเราดีขึ้น เป็นธรรมกับทั้งผู้จัดและผู้ชม
และที่สำคัญ ป๋าเต็ดย้ำว่า เวลาแสดงความคิดเห็นกันในพื้นที่สาธารณะ ขอให้ช่วยกันรักษาบรรยากาศการถกเถียงให้สุภาพ ฟังกันด้วยเหตุผลมากกว่าความโมโหชั่ววูบ
สรุปในมุมคนรักคอนเสิร์ต
ถ้ามองจากสายตาคนชอบเที่ยวดูคอนเสิร์ต ดราม่าครั้งนี้สะท้อนชัดว่า
ความรักศิลปินของเรา กำลังถูกเอาไปใช้เป็นช่องทางทำกำไร
ผู้จัดเองก็เริ่มลุกขึ้นมาปรับระบบให้ดีขึ้น
พลังของแฟนเพลงไม่ได้มีแค่เสียงกรี๊ดในฮอลล์ แต่ยังมีพลังในการ “เลือกสนับสนุน” หรือ “หยุดสนับสนุน” พฤติกรรมที่เอาเปรียบเราด้วย
ถ้าเราไม่เล่นตามเกมของรีเซลสุดโหด วันหนึ่งภาพการกว้านซื้อบัตรไปโก่งราคาจนคนดูแท้ ๆ เข้าไม่ถึง อาจจะเหลือแค่เรื่องเล่าในอดีตก็ได้

