รับแอปรับแอป

ดราม่าบัตรรีเซล 8 แสนแตก! ป๋าเต็ดเปิดมุมผู้จัดคอนเสิร์ต แบบไม่ออมมือ

ธันวา รุ่งเรือง01-28

ดราม่าบัตรคอนเสิร์ตเดือด วงการสะเทือน

ในโลกคอนเสิร์ตที่หลายคนยอมเสียเงินหลักพันเพื่อไปเจอศิลปินที่รัก จู่ ๆ ก็เกิดดราม่าลุกลามไปทั้งโซเชียล เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งออกมาเล่าประสบการณ์สุดเจ็บ แบกเงินลงทุนกว้านซื้อบัตรคอนเสิร์ตรวมกว่า 850,200 บาท หวังทำกำไรจากการรีเซล

แต่เรื่องกลับตลกร้าย เพราะราคาบัตรที่เคยพุ่งแตะหลักพัน กลับร่วงฮวบลงเหลือใบละ 200 บาทเท่านั้น ทำให้คนจำนวนมากตั้งคำถามเรื่อง ความเหมาะสมของการค้ากำไรจากความอยากไปดูคอนเสิร์ตของแฟนเพลง

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่เดือดขึ้นเรื่อย ๆ คนก็เริ่มหันมามองฝั่งผู้จัดงาน ว่าคิดอย่างไรกับการกว้านซื้อบัตรไปรีเซลแบบนี้

ป๋าเต็ดออกโรง ในฐานะผู้จัดคอนเสิร์ต

ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม หนึ่งในชื่อที่ทุกคนนึกถึงเวลาเอ่ยถึงงานคอนเสิร์ตในไทย เลือกออกมาใช้พื้นที่ของตัวเองในการอธิบายมุมมองแบบตรงไปตรงมา เขามองว่าในฐานะผู้จัด ถ้านิ่งเฉยไม่พูดอะไรเลยก็คงไม่เหมาะ จึงขอหยิบ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรีเซลบัตร มาคุยกันอย่างตรงไปตรงมา

แทนที่จะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบสิ้นเชิง ป๋าเต็ดเลือกจะชวนทุกฝ่ายมองภาพรวม ทั้งระบบขายบัตร ผู้จัด แฟนเพลง ไปจนถึงพ่อค้าคนกลางที่กว้านบัตรไปขายต่อ

ระบบขายบัตร ต้องพัฒนาให้คนดูได้ประโยชน์ที่สุด

ประเด็นแรกที่ป๋าเต็ดยอมรับตรง ๆ คือ ฝั่งผู้จัดเองก็ต้องกลับไปทำการบ้านหนัก ๆ เรื่องระบบขายบัตร

  • เป้าหมายอันดับหนึ่งคือ ทำให้แฟนเพลงตัวจริงซื้อบัตรได้ในราคาที่ตั้งไว้

  • ลดความจำเป็นในการต้องไปซื้อบัตรต่อในราคาที่สูงกว่า

  • แต่ในขณะเดียวกัน ระบบก็ต้องไม่ยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไป เพราะยิ่งขั้นตอนเยอะ คนยิ่งลำบาก

ผู้จัดจึงรับปากว่าจะเดินหน้าพัฒนาระบบขายบัตรให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ประสบการณ์การซื้อตั๋วของคนดูแฟร์กว่าเดิม

บัตรอ่อน บัตรห้ามขายต่อ ทำไมยังต้องมี?

อีกหนึ่งจุดที่คนจำนวนมากตั้งคำถามคือ บัตร Complimentary หรือที่เรียกกันติดปากว่า “บัตรอ่อน” ว่าทำไมยังมีอยู่ และทำไมบางส่วนถึงหลุดไปขายต่อในตลาดรีเซล

ป๋าเต็ดอธิบายว่า บัตรประเภทนี้ยังคงจำเป็นต้องมี และต้องผลิตออกมาตามจำนวนที่เหมาะสมในแต่ละงาน แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะปล่อยให้บัตรเหล่านี้มีสิทธิเทียบเท่าผู้ที่ซื้อบัตรปกติ

มาตรการที่ผู้จัดสามารถใช้ได้ เช่น

  • จำกัดเวลาในการแลกสายรัดข้อมือเข้างาน

  • ใช้สายรัดข้อมือคนละแบบกับผู้ซื้อบัตรทั่วไป

  • ปรับรูปแบบในแต่ละงานหรือแต่ละพื้นที่ให้ต่างกันตามข้อจำกัด

ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้ การนำบัตรฟรีหรือบัตรห้ามซื้อขายไปปล่อยต่อเป็นเรื่องทำได้ยากขึ้น แม้จะไม่สามารถปิดช่องโหว่ได้ 100%

ป๋าเต็ดย้ำว่า ถ้าตัด “บัตรอ่อน” ทิ้งได้ง่าย ๆ ผู้จัดทุกคนคงทำไปนานแล้ว ไม่มีใครอยากปวดหัวเรื่องนี้ แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายหน่วยงานที่จำเป็นต้องได้รับบัตรเหล่านี้ ไม่ว่าจะเพื่อเข้ามาสังเกตการณ์ หรือเป็นการตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ

เมื่อไม่มีคนซื้อ คนกว้านซื้อบัตรคือฝ่ายที่เจ็บสุด

ในดราม่าครั้งนี้ ป๋าเต็ดชวนมองบทเรียนสำคัญที่น่าจะเขย่าวงการได้แรงไม่แพ้กระแสในโซเชียล

เขาชี้ว่า ทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ความยอมรับ” ของผู้บริโภค

  • ถ้าไม่มีคนยอมซื้อบัตรรีเซลในราคาที่ถูกโก่ง

  • คนที่กว้านตุนบัตรไว้จำนวนมากก็จะเจ็บหนักที่สุด

กรณีที่บัตรหลักพันร่วงเหลือ 200 บาทคือภาพจริงที่เห็นชัดมาก ว่าสุดท้ายแล้ว การเล่นเกมเก็งกำไรกับความหวังของแฟนเพลงก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

ทางออกหนึ่งที่ป๋าเต็ดเสนอคือ “อดทนและไม่สนับสนุนพ่อค้าเก็งกำไร”

  • ถ้าซื้อบัตรไม่ทัน ให้ยอมพลาดงานนั้นไป แล้วไปดูงานอื่นแทน

  • ปล่อยให้คนที่กว้านซื้อไปต้องนั่งขาดทุนเอง

  • ในยุคที่มีอีเว้นท์และคอนเสิร์ตเกิดขึ้นมากมาย เราเลือกได้ว่าจะสนับสนุนใคร

เมื่อผู้บริโภคหยุดเติมเชื้อไฟให้ตลาดรีเซลสุดโหด คนที่หวังรวยจากการตุนบัตรก็จะอยู่ยากขึ้นเอง

รีเซลไม่ใช่อาชญากรรม แต่ “การฉวยโอกาส” ต่างหากที่เป็นปัญหา

อีกจุดที่ป๋าเต็ดย้ำชัดคือ การขายบัตรต่อไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป

ในหลายกรณี คนซื้อบัตรไว้แล้วแต่มีเหตุจำเป็น เช่น ติดงาน ดันติดธุระ หรือเดินทางไม่ได้ ก็ต้องขายต่อให้คนที่อยากไปแทน

  • การขายบัตรต่อในกรณีจำเป็น เป็นเรื่องเข้าใจได้

  • การบวกกำไรเล็กน้อยในระดับที่เหมาะสม ก็ยังอยู่ในพื้นที่ที่พอรับได้ หากทั้งผู้ซื้อและผู้ขายยินยอมกัน

สิ่งที่ผู้จัดกำลังพยายามคือ พัฒนาระบบให้การซื้อขายบัตรต่อกันทำได้อย่างปลอดภัย

  • ลดโอกาสการโก่งราคาจนเกินจริง

  • ป้องกันการโกงหรือการขายบัตรปลอม

แต่เส้นแบ่งที่ป๋าเต็ดไม่เห็นด้วยอย่างแรงคือ

  • การกว้านซื้อบัตรจำนวนมากตั้งแต่ต้น เพื่อเอาไปปล่อยในราคาสูง

  • การนำบัตรฟรี หรือบัตรที่กำหนดชัดเจนว่าห้ามซื้อขาย ไปปล่อยต่อเพื่อทำกำไร

นี่คือการ ฉวยโอกาสและเอาเปรียบแฟนเพลงที่อยากเข้าไปดูจริง ๆ มากกว่าจะเป็นการหมุนเวียนบัตรอย่างแฟร์ ๆ ระหว่างคนดู

อยากให้ดราม่าครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

ตอนท้าย ป๋าเต็ดฝากไว้แบบผู้ใหญ่ในวงการที่อยากเห็นอะไรดีขึ้นในระยะยาว ไม่ใช่แค่ดับไฟชั่วคราว

เขาหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้

  • คนในวงการอีเว้นท์ หันมาคุยกันจริงจังเรื่องระบบบัตรและการรีเซล

  • ผู้บริโภคตั้งคำถามมากขึ้นว่าอะไรควรสนับสนุน อะไรควรหยุดร่วมมือ

  • ทุกฝ่ายเปิดพื้นที่พูดคุยกันแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ด่ากันไปมา

เป้าหมายปลายทางคือทำให้งานคอนเสิร์ตและอีเว้นท์ในบ้านเราดีขึ้น เป็นธรรมกับทั้งผู้จัดและผู้ชม

และที่สำคัญ ป๋าเต็ดย้ำว่า เวลาแสดงความคิดเห็นกันในพื้นที่สาธารณะ ขอให้ช่วยกันรักษาบรรยากาศการถกเถียงให้สุภาพ ฟังกันด้วยเหตุผลมากกว่าความโมโหชั่ววูบ

สรุปในมุมคนรักคอนเสิร์ต

ถ้ามองจากสายตาคนชอบเที่ยวดูคอนเสิร์ต ดราม่าครั้งนี้สะท้อนชัดว่า

  • ความรักศิลปินของเรา กำลังถูกเอาไปใช้เป็นช่องทางทำกำไร

  • ผู้จัดเองก็เริ่มลุกขึ้นมาปรับระบบให้ดีขึ้น

  • พลังของแฟนเพลงไม่ได้มีแค่เสียงกรี๊ดในฮอลล์ แต่ยังมีพลังในการ “เลือกสนับสนุน” หรือ “หยุดสนับสนุน” พฤติกรรมที่เอาเปรียบเราด้วย

ถ้าเราไม่เล่นตามเกมของรีเซลสุดโหด วันหนึ่งภาพการกว้านซื้อบัตรไปโก่งราคาจนคนดูแท้ ๆ เข้าไม่ถึง อาจจะเหลือแค่เรื่องเล่าในอดีตก็ได้