เมคอัพยุคใหม่ ไม่ได้มีคำตอบเดียวอีกต่อไป
ทุกวันนี้คำว่า “ความสวย” ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบเดิมๆ อีกแล้ว กำแพงนิยามความงามกำลังถูกทุบและสร้างใหม่แทบทุกวัน
สิ่งที่ Cute Press ทำผ่านแคมเปญ “Cute Press My Match” จึงไม่ใช่แค่เปิดตัวรองพื้นรุ่นใหม่ แต่คือการประกาศจุดยืนของแบรนด์ว่า
ความสวยไม่ต้องเหมือนใคร และรองพื้นไม่จำเป็นต้องตรงสีผิวเสมอไป
เมื่อ “ความงามสำเร็จรูป” ไม่ตอบโจทย์คนยุคนี้อีกต่อไป
ประโยคคุ้นหูอย่าง “เลือกรองพื้นผิดชีวิตเปลี่ยน” เคยเป็นเหมือนกฎเหล็กของสายบิวตี้มานาน ว่าฐานของการแต่งหน้าที่ดี ต้องเริ่มจากผิวที่เรียบเนียน สีเสมอกัน และต้อง “ตรงเบอร์ ตรงผิว” เท่านั้น
แต่ในปี 2025 การมองแบบนี้เริ่มไม่ใช่คำตอบของทุกคนอีกต่อไปแล้ว
เทรนด์การแต่งหน้าแบบอิสระจากทั่วโลก ทั้งลุคสายหน้า Douyin การเล่นเฉดสีที่เข้ม-อ่อนต่างกันเพื่อสร้างมิติใบหน้า หรือการแต่งหน้าแบบเปลี่ยนคาแรกเตอร์ทุกวัน ล้วนสะท้อนให้เห็นชัดว่า
เมคอัพกลายเป็นเครื่องมือของการ แสดงตัวตน (Self-Expression)
ผู้คนสนุกกับการทดลองเป็น “ตัวเองในเวอร์ชันใหม่” อยู่ตลอดเวลา
กฎตายตัวเรื่อง “ต้องเป๊ะ ต้องเป๊ะผิวจริง 100%” เริ่มหมดอิทธิพลลงเรื่อยๆ
Cute Press มองเห็น Insight นี้อย่างเฉียบคม และใช้มันเป็นจุดตั้งต้นในการ ปลดล็อกความคิดแบบเดิมๆ ที่เคยทำให้หลายคนไม่กล้าลองสีใหม่ กลัวคนมองแปลก หรือกลัวถูกตัดสินจากสายตาสังคม
My Match: แคมเปญที่ให้ “สิทธิ์ในการเลือก” คืนสู่มือคนใช้
สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร คือความกล้าที่จะสื่อสารผ่านสโลแกนชัดๆ ว่า
“จบยุคเลือกรองพื้นตรงสีผิว”
ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าการเลือกรองพื้นให้ตรงผิวเป็นเรื่องผิด แต่กำลังชวนให้คนเปิดมุมมองใหม่ว่า
“สีตรงใจ ไม่ต้องตรงผิว” ก็ได้เหมือนกัน
จากเดิมที่รองพื้นเหมือนเป็นสูตรตายตัวว่าต้องเนียน ต้องเนียนกริบ ต้องเหมือนผิวจริงเป๊ะ ตอนนี้ Cute Press กำลังพารองพื้นไปไกลกว่านั้น คือให้มันเป็นเหมือนสีสันสำหรับ “ออกแบบตัวเอง” ในแต่ละวัน
กลยุทธ์ของ Cute Press ถูกเล่าออกมาผ่านหลายเครื่องมือที่โยงเข้าหากันอย่างมีความหมาย
ภาพยนตร์โฆษณาคอนเซ็ปต์ “การเกิดใหม่ (Reborn)”
ตัวหนังไม่ได้แค่โชว์ความเนียนของรองพื้น แต่เล่าเรื่องในเชิงจิตวิทยา ว่าผู้หญิงหลายคนต้องเผชิญกับ “ความกลัว” เวลาเลือกเฉดสีที่ต่างจากสิ่งที่เคยชิน
ตัวละครในหนังทำหน้าที่แทนผู้หญิงที่กำลังก้าวออกจากกรอบเดิมๆ การ “เกิดใหม่” ในที่นี้ คือการหลุดพ้นจากบรรทัดฐานเก่าที่เคยบอกเราว่า ผิวที่สวยต้องเป็นแบบเดียวเท่านั้น
จุดที่น่าสนใจคือ โฆษณารองพื้นส่วนใหญ่มักพูดเรื่องปกปิด ติดทน เป๊ะ แต่เรื่องนี้กลับตั้งคำถามว่า แล้วอิสระในการแสดงออกล่ะ อยู่ตรงไหน? นี่คือการขยับบทสนทนาในวงการบิวตี้ให้ลึกกว่าฟังก์ชันสินค้ารองพื้น My Match 11 เฉดสี ที่ออกแบบมาเป็นเหมือน ‘พาเลท’
My Match ไม่ได้ถูกมองแค่เป็นรองพื้นที่ต้องหา “เฉดที่ใช่เพียงเบอร์เดียว” แต่เป็นชุดเฉดสี 11 เฉดที่ครอบคลุมโทนสีผิวคนเอเชีย ให้คนเลือกผสม เล่น ไล่โทน สร้างลุคใหม่ไม่รู้จบ
จะใช้สีเดียวทั้งหน้า ผสมสองสี ทำคอนทัวร์ ไฮไลต์ หรือเล่นกับความสว่าง-ความเข้มให้ฟีลต่างกันไปในแต่ละวัน ก็ทำได้อย่างอิสระ
Judge-Free Foundation Badge: จากแคมเปญ สู่ Movement
ในตลาดรองพื้นทั่วไป เราคุ้นกับ Badge ที่บอกมาตรฐานสินค้า เช่น
สูตรอ่อนโยนต่อผิว
ติดทนนาน
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ Cute Press เลือกสร้าง “มาตรฐานใหม่” ขึ้นมาบนฉลากรองพื้น นั่นคือ
Judge-Free Foundation Badge
นี่คือหมัดเด็ดที่เปลี่ยนจากแค่การสื่อสารทางการตลาด ให้กลายเป็น Movement เรื่อง “ไม่ตัดสินกันด้วยเฉดสีรองพื้น” อย่างแท้จริง
แบรนด์ประกาศชัดว่า ทุกคนมีสิทธิ์เลือกสีที่ตรงใจ ไม่จำเป็นต้องตรงผิว
การ “ไม่ตัดสิน (Non-judgment)” ควรถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญของผลิตภัณฑ์ความงาม
Badge นี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์บอกผู้ใช้ว่า
คุณจะไม่ถูกตัดสินเพียงเพราะคุณเลือกรองพื้นที่สว่างกว่าผิวจริง เข้มกว่า หรือต่างจากที่คนอื่น “คาดหวัง”
พร้อมกันนั้น ยังเป็นการส่งสารไปถึงแบรนด์อื่นในอุตสาหกรรมว่า ได้เวลาแล้วที่จะมาช่วยกัน set foundation สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการความงาม ที่เคารพ “สิทธิ์ในการเลือก” ของผู้ใช้มากขึ้น
1 Shade Challenge: จากแนวคิด ไปสู่การลงมือทำจริง
Cute Press รู้ดีว่าการจะเปลี่ยนทัศนคติของคนในวงกว้าง ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้อง ชวนคนมาลองทำจริง
จึงเกิดเป็นกิจกรรม “1 Shade Challenge” ที่ตั้งใจให้คนกล้าลองเฉดใหม่ๆ ด้วยตัวเอง
จุดเริ่มต้นของการส่งต่อมาจากภายในแวดวงแบรนด์เอง ไล่ตั้งแต่
ทีม Cute Press
เอเจนซี่ Wolf BKK
โปรดักชันเฮาส์ Factory01
แล้วขยายไปสู่เหล่า KOLs และอินฟลูเอนเซอร์ ที่มาช่วยกัน “เปิดหน้า” ลองรองพื้นที่ไม่ใช่เฉดเดิมประจำตัว เพื่อโชว์ให้เห็นเลยว่า
การลองสีที่ต่างจากเดิม ไม่ได้แปลว่าผิด แต่มันคือพื้นที่ของการทดลองตัวตนใหม่ๆ
บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, X และ Facebook ไอเดียคอนเทนต์ก็ถูกออกแบบให้ลึกและสนุกขึ้น เช่น
เล่นกับคอนเซ็ปต์ “สุภาษิตสอนหญิงเวอร์ชันใหม่” เพื่อท้าทายค่านิยมเก่าเรื่องความงาม
ย้อนกลับไปคอมเมนต์หาโพสต์ของคนที่เคยไม่มั่นใจเรื่องเลือกรองพื้น แล้วเข้าไปให้กำลังใจ สนับสนุนเขาแบบตรงๆ
ปล่อยคอนเทนต์ Behind The Scene เพื่อให้คนเห็นความจริงใจและเบื้องหลังความคิดของแคมเปญ ไม่ใช่แค่ภาพสวยๆ หน้าแคมเปญ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Cute Press ไม่ได้อยากเป็นแค่ “ผู้พูด” แต่ตั้งใจเป็น ผู้ร่วมวงสนทนา (Conversationalist) ที่คุยกับผู้บริโภคด้วยภาษาที่เข้าถึงง่าย ตรงกับคาแรกเตอร์แบรนด์ที่ทั้งสนุก อ่อนโยน และเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของนิยามความสวยในยุคนี้
ผลลัพธ์คือแบรนด์ดูมีเสน่ห์ น่ารัก และ “จริงใจ” มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สร้าง Impact ให้ผู้คนกล้าพูดเรื่องนี้กันมากขึ้นเช่นกัน
รองพื้น: จากเครื่องสำอาง สู่เครื่องมือสร้างงานศิลปะบนหน้า
หัวใจสำคัญของแคมเปญนี้ คือการสร้างการรับรู้ในแบบที่มากกว่าแค่ Brand Awareness ทั่วไป เพราะสิ่งที่ Cute Press พยายามผลักดันคือ การเปลี่ยนมุมมองต่อรองพื้นทั้งแพลตฟอร์ม
แบรนด์กำลังชวนให้ทุกคนเชื่อในแนวคิดว่า
“1 คน สามารถใช้รองพื้นได้มากกว่า 1 สี”
ไม่ว่าจะมีสีผิวแบบไหน จะเลือกรองพื้นให้
สว่างกว่าผิวจริง
เข้มกว่าโทนธรรมชาติ
หรือเฉดที่พอดีเป๊ะกับผิว
ทุกทางเลือก “ได้หมด” ตราบใดที่เป็นสีที่เรารู้สึกว่าใช่สำหรับตัวเราในวันนั้น
นี่คือการย้ายรองพื้นออกจากกรอบเดิมที่เป็นแค่ “เครื่องสำอางเพื่อปกปิด” แล้ววางมันใหม่ให้กลายเป็น อุปกรณ์สร้างงานศิลปะบนใบหน้า ที่เราจะคอยเปลี่ยน แก้ เล่น และทดลองได้ทุกวัน
จาก Pain Point สู่ Purpose ของแบรนด์
การขยับตัวของ Cute Press ในครั้งนี้ เป็นเคสที่น่าสนใจมากสำหรับทั้งคนในวงการบิวตี้และสายมาร์เก็ตติ้ง เพราะมันเริ่มจาก Pain Point ที่หลายคนเจอจริงในชีวิตประจำวัน
กลัวเลือกรองพื้นผิดเบอร์
กลัวคนทักว่า “ทำไมหน้าวอก” หรือ “ทำไมคล้ำจัง”
กลัวการลองสิ่งใหม่ เพราะเคยถูกคอมเมนต์จนไม่มั่นใจ
แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดแค่การออกสีใหม่มาขายให้เยอะขึ้น ทว่าเลือกจะยกระดับไปสู่ Purpose ที่ชัดเจน ว่า
ความสวยไม่มีคำตอบตายตัว และทุกคนมีสิทธิ์ค้นพบ “เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง” แบบไม่ต้องมีใครมาคอยตัดสิน
แคมเปญ “My Match” จึงทำได้ทั้ง
สร้างการรับรู้ให้กับสินค้า
สร้างวัฒนธรรมใหม่ในวงการบิวตี้ไทย
ส่งสารว่า ความงามไม่มีคำว่าถูกหรือผิด
ท้ายที่สุด มันพิสูจน์ให้เห็นว่า แบรนด์ที่พร้อมจะเติบโตไปกับผู้บริโภคยุคใหม่ คือแบรนด์ที่กล้าปล่อยอิสระให้คนเลือก และ เชื่อมั่นในตัวผู้ใช้ของตัวเองอย่างเต็มที่

