รับแอปรับแอป

ลอรีอัลโกยยอดโตต่อเนื่อง ดันแบรนด์ผม–สกิน–เมคอัพพุ่ง พร้อมขึ้นหิ้งผู้นำ ESG โลก

อารยา จิตดี01-29

ลอรีอัลปิดปีแรง แบรนด์สกินแคร์–ผม–เมคอัพโตทั่วโลก

ลอรีอัล กรุ๊ป ปิดปี 2567 ด้วยผลงานสุดแข็งแกร่งท่ามกลางตลาดความงามที่ท้าทาย ยอดขายพุ่งถึง 4.348 หมื่นล้านยูโร เติบโต 5.1% โดย 3 ใน 4 แผนกธุรกิจเติบโตสูงกว่าตลาด ทั้งในแง่จำนวนและมูลค่า

แบรนด์สกินแคร์ขวัญใจสายผิวอย่าง ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay) ทะยานขึ้นเป็น แบรนด์สกินแคร์อันดับ 3 ของโลก ในทุกช่องทางจำหน่าย ตอกย้ำเทรนด์สกินแคร์สายวิทยาศาสตร์ที่มาแรงไม่มีแผ่ว

พร้อมกันนี้ ลอรีอัลยังตอกย้ำภาพผู้นำด้านความยั่งยืน ด้วยการคว้ารางวัลแพลตตินัมจาก EcoVadis ที่จัดอันดับให้ลอรีอัลติดกลุ่ม 1% แรกของโลก ในด้านผลงานสิ่งแวดล้อมและสังคม

วิชั่นซีอีโอ: ใช้ AI ดันความงาม & ความยั่งยืนไปพร้อมกัน

มร. นิโคลา ฮิโรนิมุส (Nicolas Hieronimus) ซีอีโอลอรีอัล สรุปภาพรวมว่า การเติบโต 5.1% ในปีที่ตลาดโลกเต็มไปด้วยความท้าทาย ถือเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งและทั่วถึง และยังแซงหน้าตลาดความงามโลกได้อีกปี

หากไม่นับภูมิภาคเอเชียเหนือที่ยังสะดุดจากตลาดจีน ปี 2567 ถือเป็นปีสำคัญที่ลอรีอัล วางรากฐานการเติบโตระยะยาว ผ่านการลงทุนใหญ่ในหลายด้าน เช่น

  • การเพิ่มขีดความสามารถด้านการตลาดและ R&D ด้วย AI และเทคโนโลยี

  • การยกระดับการประสานงานด้านไอที

  • ปรับโครงสร้างองค์กรให้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

  • เสริมความยืดหยุ่นของฝั่งอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานให้พร้อมรับทุกสถานการณ์

เขายังเผยถึงการ ปรับพอร์ตโฟลิโอแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ผ่านดีลสำคัญ เช่น

  • ซื้อสิทธิ์แบรนด์น้ำหอมแฟชั่น Miu Miu

  • ซื้อแบรนด์สกินแคร์จากเกาหลี Dr.G

  • เข้าถือหุ้นส่วนน้อยใน Galderma บริษัทเวชภัณฑ์โรคผิวหนังจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเสริมความเชี่ยวชาญด้านชีววิทยาผิว

  • ลงทุนใน Amouage แบรนด์น้ำหอมไฮเอนด์จากกลุ่มอาหรับ

ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ลอรีอัล บุกเทรนด์ความงามใหม่ๆ ได้ไกลและเร็วขึ้น ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ กลุ่มผู้บริโภค และเทคโนโลยี พร้อมส่งต่อนวัตกรรมความงามที่ยืนบนหลักวิทยาศาสตร์ให้กับผู้บริโภครุ่นใหม่ทั่วโลก

มองอนาคต 2568: ตลาดสวยต่อ ลอรีอัลมั่นใจโตแซงตลาดอีกปี

สำหรับปี 2568 ลอรีอัลมองว่าตลาดความงามโลกยังมีทิศทางที่ดี บริษัทมั่นใจว่าจะยัง เติบโตแซงหน้าตลาด และต่อยอดทั้งยอดขายและกำไร โดยคาดว่าการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง

แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก

  • แผน “การกระตุ้นความงาม” ด้วยลิสต์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้น

  • การลงทุนสื่อและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค

ภาพรวมแยกตามแผนก: เส้นผม ผิว น้ำหอม เมคอัพ โตกันคนละจังหวะ

1. แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ โต 5.3% แบบทรงพลัง

แผนกผลิตภัณฑ์สำหรับช่างผมมืออาชีพเติบโต 5.3% แซงหน้าตลาดรวม ด้วยแรงหนุนจาก

  • โมเมนตัมแรงในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียม

  • กลยุทธ์ออมนิแชนเนลที่ทำได้ดี ทั้งอีคอมเมิร์ซและช่องทางจำหน่ายแบบคัดสรร

แบรนด์ที่โดดเด่นคือ

  • เคเรสตาส (Kérastase): ยังวิ่งด้วยอัตราเติบโตเลขสองหลัก และกลายเป็น แบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดของทั้งแผนก

  • ลอรีอัล โปรเฟสชันแนล (L’Oréal Professionnel): เก็บผลงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง

ในด้านความยั่งยืน แผนกนี้เดินหน้าปรับตัวอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการผลักดัน บรรจุภัณฑ์แบบรีฟิล/แบบเติม ที่มาพร้อมนวัตกรรมเด่นเช่น

  • Première โดย เคเรสตาส

  • Absolut Refill สำหรับการซ่อมแซมเส้นผมในระดับโมเลกุล

และในด้าน Beauty Tech แผนกนี้ยังยืนยันจุดยืนด้วยการเปิดตัว AirLight Pro เครื่องเป่าผมประหยัดพลังงานที่ใช้แสงอินฟราเรด ถือเป็นไอเท็มที่มีโอกาสเปลี่ยนเกมวงการทำผมมืออาชีพเลยทีเดียว

2. แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค โต 5.4% สายแมสแต่ยกทั้งพอร์ตให้พรีเมียม

แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภคมียอดเติบโต 5.4% แบบสมดุล ทั้งด้านมูลค่าและปริมาณ แกนหลักของกลยุทธ์คือ

  • ขยายการเข้าถึงให้ผู้บริโภคจับต้องแบรนด์ได้ง่ายขึ้น

  • เดินหน้าทำให้สินค้าในพอร์ตมีภาพลักษณ์ พรีเมียมมากขึ้น อย่างต่อเนื่อง

แบรนด์หลักทั้ง 4 แบรนด์เติบโตแข็งแรงเป็นกลุ่ม โดยเฉพาะ

  • ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris) ที่ทำผลงานโดดเด่นมากในยุโรปและตลาดเกิดใหม่ จนช่วยชดเชยความอ่อนแรงในสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ได้รับผลกระทบจากตลาดชะลอตัว

ในเชิงหมวดหมู่

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม คือกลุ่มที่คึกคักที่สุด นำทัพโดย ลอรีอัล ปารีส

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เป็นหมวดที่เติบโตเร็วเป็นอันดับสอง

  • เมคอัพ ได้แรงหนุนจากการเปิดตัวมาสคาร่า Panorama ของลอรีอัล ปารีส ที่ประสบความสำเร็จสูง

ช่วงครึ่งปีหลังยังมีการเปิดตัวอีกหลายไอเท็ม รวมถึงมาสคาร่ารุ่น Teddy ของเมย์เบลลีน นิวยอร์ก (Maybelline New York) ที่เข้ามาช่วยปลุกตลาดเมคอัพให้สนุกขึ้นอีกระดับ

3. แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง โต 2.7% แต่ยึดจ่าฝูงตลาดลักชัวรี่

แผนกความงามชั้นสูงเติบโต 2.7% และย้ำบทบาทผู้นำตลาดลักชัวรี่บิวตี้ระดับโลกได้ชัดเจนขึ้น

หากตัดเอเชียเหนือออกไป แผนกนี้โตในระดับเลขสองหลัก โดยมี อเมริกาเหนือ เป็นภูมิภาคตัวขับเคลื่อนหลัก จนสามารถขึ้นเป็น อันดับ 1 ของตลาดความงามชั้นสูงในภูมิภาค เป็นครั้งแรก

ในเชิงพอร์ต แผนกเน้นบาลานซ์ 3 กลุ่มใหญ่: น้ำหอม เมคอัพ และสกินแคร์

ในกลุ่มน้ำหอม การเติบโตต่อเนื่องมาจากความสำเร็จระดับโลกของกลิ่นดัง เช่น

  • Paradoxe – Prada

  • Born in Roma – Valentino

  • Libre – Yves Saint Laurent

  • น้ำหอมผู้ชายอย่าง Stronger with You – Armani, Wanted – Azzaro, Polo 67 – Ralph Lauren, MYSLF – Yves Saint Laurent

ฝั่งเมคอัพ การเติบโตเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะจากแบรนด์ Yves Saint Laurent ทั้งในตลาดตะวันตกและจีน จากไลน์ดังอย่าง

  • YSL Loveshine

  • Touche Eclat

กลุ่มสกินแคร์พรีเมียมก็โดดเด่นไม่แพ้กัน แบรนด์อย่าง Aesop, Takami และ Youth to the People เดินหน้าขยายตลาดทั่วโลก พร้อมผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมาก

4. แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง โตแรงสุด 9.8%

แผนกเวชสำอางคือดาวเด่นของปีนี้ ด้วยการเติบโตระดับ 9.8% และมียอดขายทะลุ 7 พันล้านยูโร เป็นครั้งแรก แซงหน้าการเติบโตของตลาดเวชสำอางโลกที่แม้จะชะลอลงเล็กน้อยแต่ยังถือว่าคึกคัก

แผนกนี้เติบโตในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะ

  • ตลาดเกิดใหม่ เช่น ภูมิภาค SAPMENA และยุโรป ที่ทำผลงานได้ดีมาก

  • เอเชียเหนือที่เติบโตเหนือกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

  • อเมริกาเหนือที่ยังเติบโตแซงตลาด

ในระดับแบรนด์ ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay) คือหัวใจหลักของการเติบโต โดยได้รับแรงหนุนจากยุโรปและอเมริกาเหนือ พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์เด่นอย่าง Mela B3 จนทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นเป็น แบรนด์สกินแคร์อันดับ 3 ของโลก ในทุกช่องทาง

ฝั่ง เซราวี (CeraVe) แม้ยอดในสหรัฐจะทรงตัว แต่ยอดขายรวมยังทะลุ 2 พันล้านยูโร ด้วยพลังการขยายตลาดต่างประเทศในภูมิภาคใหม่ๆ อย่าง SAPMENA จีน และบราซิล ซึ่งเซราวีทำหน้าที่เป็นแบรนด์ผู้บุกเบิกตลาดเวชสำอางให้กับทั้งแผนก

ส่องภาพรวมตามภูมิภาค: SAPMENA–SSA โตสองหลัก ติดเทอร์โบแบบยกแถบ

หากมองในเชิงพื้นที่ การเติบโตแยกตามภูมิภาคมีภาพรวมดังนี้

  • ยุโรป โต 8.2%

  • อเมริกาเหนือ โต 5.5%

  • เอเชียเหนือ หดตัว 3.2%

  • ลาตินอเมริกา โต 11.0%

  • SAPMENA – SSA (เอเชียแปซิฟิกใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และแอฟริกาใต้ซาฮารา) โตแรงถึง 12.3%

ภูมิภาค SAPMENA มีการเติบโตแบบทั่วถึง ครอบคลุมทุกหมวดและทุกแผนก โดยขับเคลื่อนจากประเทศสำคัญอย่าง ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ ไทย ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม และอินเดีย

ปัจจัยหนุนหลักในภูมิภาคนี้ ได้แก่

  • การเติบโตโดดเด่นของแผนกเวชสำอาง นำโดย เซราวี และความสำเร็จของ Mela B3 จากลา โรช-โพเซย์

  • กลุ่มความงามชั้นสูงที่ยังวิ่งในระดับเลขสองหลัก ขับเคลื่อนโดย Yves Saint Laurent และ Prada

  • หมวดที่ร้อนแรงที่สุดคือ น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยฝั่งสกินได้รับแรงหนุนทั้งจากเวชสำอางและผลิตภัณฑ์อุปโภค

  • กลุ่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ทั้งสายแมสและมืออาชีพ เติบโตจากนโยบายพรีเมียมไลเซชั่นต่อเนื่อง

  • ช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะใน ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับภูมิภาค SSA (แอฟริกาใต้ซาฮารา) ก็ทำสถิติยอดขายสูงสุดใหม่อีกรอบ โดยทุกประเทศและทุกแผนกเติบโตในระดับเลขสองหลัก หมวดที่ร้อนแรงที่สุดคือ

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

  • ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและน้ำหอม

โดยมีแผนกผลิตภัณฑ์อุปโภคและเวชสำอางเป็นมอเตอร์หลักของการเติบโต

ลอรีอัล ประเทศไทย: ผู้นำตลาดความงามตัวจริงทุกหมวดใหญ่

ในประเทศไทย ลอรีอัลยังคงครอง อันดับ 1 ตลาดความงาม อย่างมั่นคง โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเป็นตัวผลักดันหลัก

  • การ์นิเย่ ยังครองตำแหน่ง แบรนด์สกินแคร์อันดับหนึ่งของประเทศ

  • ลอรีอัล ปารีส และ เซราวี ติดท็อป 5 แบรนด์สกินแคร์ในไทย

  • หมวดเมคอัพมี เมย์เบลลีน นิวยอร์ก ครองแชมป์แบรนด์เมคอัพอันดับหนึ่ง

  • หมวดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสายพรีเมียม มี เคเรสตาส ยึดตำแหน่งอันดับหนึ่ง

เพื่อให้พอร์ตแบรนด์ในไทยแข็งแรงยิ่งขึ้น ลอรีอัล ประเทศไทยยังเดินเกมสำคัญหลายมูฟ ได้แก่

  • นำแบรนด์เมคอัพเกาหลีชื่อดังระดับโลก 3CE เข้ามาอยู่ใต้แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 เพื่อปลุกตลาดเมคอัพให้กลับมาคึกคัก

  • ในฝั่งความงามชั้นสูง จะนำแบรนด์ Aesop เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568

ตลอดทั้งปี แบรนด์ภายใต้ลอรีอัล ประเทศไทยเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ทั้ง มีประสิทธิภาพและอัดแน่นด้วยนวัตกรรม ให้ผู้บริโภคชาวไทย ได้ช่วยกันขยายตลาดทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งผิว ผม น้ำหอม และเมคอัพ

ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล: ไม่ได้แค่ขายสวย แต่ทำโลกให้ดีขึ้นด้วย

ในมิติ ESG ลอรีอัลไม่ได้โดดเด่นแค่ตัวเลขยอดขาย แต่ยังจริงจังกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • ในเดือนพฤศจิกายน ภูมิภาค SAPMENA ประกาศความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในสถานประกอบการทุกแห่งในภูมิภาค ตั้งแต่โรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า สำนักงาน ไปจนถึงศูนย์วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งประเทศไทย และทำได้ ก่อนกำหนดปี 2028 หลายปี

  • ลอรีอัลได้รับรางวัลแพลตตินัมจาก EcoVadis ซึ่งจัดอันดับให้ลอรีอัลอยู่ในกลุ่ม 1% ของบริษัทที่ดีที่สุดในโลก ด้านผลงานสิ่งแวดล้อมและสังคม

สรุป: เส้นผม ผิว เมคอัพ และโลกใบนี้ โตไปพร้อมกันได้

ภาพรวมของลอรีอัล กรุ๊ป ในปี 2567 แสดงให้เห็นชัดว่า การเติบโตอย่างแข็งแกร่งไม่ได้มาจากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก

  • การจับเทรนด์ความงามที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์และความยั่งยืน

  • การลงทุนใน AI และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค

  • การสร้างพอร์ตแบรนด์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ผม ผิว เมคอัพ ไปจนถึงน้ำหอม ทั้งสายแมส พรีเมียม และเวชสำอาง

  • การเดินหน้าเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมแบบจริงจัง

สำหรับคนรักเส้นผมและสายดูแลตัวเองทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย เทรนด์ต่อจากนี้จะยิ่งเห็น ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวที่ชาญฉลาดขึ้น พรีเมียมขึ้น และเป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น และลอรีอัลก็ยังน่าจะเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของเกมนี้ต่อไปอีกนาน