รับแอปรับแอป

ธุรกิจขายส่ง B2B ปี 2025: ตั้งแต่ไอเดียแรกจนสเกลแบบออนไลน์ครบวงจร

ธีรพล นาคดี01-29

เปิดเกมธุรกิจขายส่ง B2B ในปี 2025

ยอดขายตลาดขายส่งทั่วโลกกำลังโตแบบก้าวกระโดด มูลค่าทะลุหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 ทำให้โมเดล ขายส่ง (Wholesale) กลายเป็นอีกหนึ่งสนามทองของผู้ประกอบการยุคดิจิทัล

แทนที่จะต้องวิ่งหาลูกค้าปลีกทีละคน ธุรกิจขายส่งเน้นการขายครั้งละล็อตใหญ่ให้ร้านค้าอื่น แล้วให้ฝั่งร้านค้าปลีกเป็นคนรับไม้ต่อไปทำการตลาดหน้าบ้าน ช่วยให้คุณโฟกัสกับ ผลิตสินค้า บริหารสต็อก และจัดการหลังบ้าน ได้เต็มที่

คู่มือนี้จะพาคุณดูตั้งแต่ภาพรวมธุรกิจขายส่ง วิธีเริ่มแบบออนไลน์ ไปจนถึงไอเดียสินค้าที่น่าสนใจ และวิธีใช้ Shopify B2B เป็นฐานเทคโนโลยีให้ธุรกิจโตจริงในปี 2025

ธุรกิจขายส่งคืออะไร? โมเดลอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทาน

ธุรกิจขายส่งคือการซื้อสินค้าในจำนวนมากจากผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ แล้วนำไปขายต่อให้กับ ผู้ค้าปลีกหรือธุรกิจอื่น ในราคาส่งที่ถูกกว่าราคาปลีก

ผู้ค้าปลีกจะนำสินค้าเหล่านี้ไปขายต่อให้ผู้บริโภคปลายทางในราคาที่บวกกำไรเพิ่มเข้าไป ส่วนผู้ค้าส่งก็ทำกำไรจากส่วนต่างระหว่าง ต้นทุนต่อหน่วยที่ได้จากการสั่งล็อตใหญ่ กับราคาที่ขายต่อให้ร้านค้า

บทบาทของผู้ค้าส่งในห่วงโซ่อุปทาน

ผู้ค้าส่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในซัพพลายเชน:

  • ซื้อสต็อกจำนวนมากจากผู้ผลิตในราคาถูก

  • เก็บสินค้าไว้ในคลัง และบริหารการจัดส่ง

  • แบ่งขายในจำนวนที่เหมาะกับผู้ค้าปลีกแต่ละราย

  • ช่วยให้ร้านค้าปลีกเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไปดีลตรงกับหลายโรงงาน

ทุกวันนี้ตลาดเปลี่ยนไปเพราะมี มาร์เก็ตเพลสขายส่งออนไลน์ เข้ามาเสริม ทำให้ธุรกิจเล็ก ๆ ก็เข้ามาเล่นในสนามนี้ได้ง่ายขึ้น และสามารถขายข้ามประเทศได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจ

ไม่ว่าจะขายผ่านมาร์เก็ตเพลส หรือสร้างช่องทางขายส่งบนเว็บไซต์ของตัวเอง เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซช่วยให้ การทำธุรกิจ B2B ง่ายกว่าที่เคย ทั้งการสั่งซื้อ การชำระเงิน และการจัดการลูกค้าธุรกิจ

ประเภทของธุรกิจขายส่งที่เจอบ่อย

โลกของขายส่งไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว แต่แบ่งได้หลายประเภท โดยแต่ละแบบมีจุดเด่นต่างกันไป

  • ผู้จัดจำหน่าย
    ซื้อสินค้าปริมาณมากจากผู้ผลิต แล้วขายต่อเป็นล็อตใหญ่ให้ผู้ค้าปลีก มักดูแลเรื่องคลังสินค้า การจัดเก็บ และลอจิสติกส์ให้เสร็จในที่เดียว

  • ผู้ผลิต (Manufacturers)
    ผลิตสินค้าเอง สามารถขายตรงให้ผู้ค้าส่งหรือผู้ค้าปลีกได้ บางรายทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าส่งในตัวเดียวกัน

  • ผู้ค้าส่งเชิงพาณิชย์
    ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ซื้อจากซัพพลายเออร์จำนวนมาก เก็บสต็อก แล้วขายต่อให้ผู้ค้าปลีกในปริมาณที่เล็กลง เหมาะกับการกระจายสินค้ากว้าง ๆ

  • นายหน้า / เอเย่นต์
    ไม่ได้เก็บสต็อกเอง แต่เชื่อมผู้ค้าส่งกับผู้ซื้อ แล้วรับค่าคอมมิชชันจากแต่ละดีล

  • สาขาการขายของผู้ผลิต
    ผู้ผลิตเปิดหน่วยงานขายส่งของตัวเอง ดูแลสต็อกและขายตรงให้ร้านค้า ไม่ต้องผ่านผู้ค้าส่งรายอื่น

  • แพลตฟอร์ม B2B ออนไลน์
    ทำหน้าที่เป็นตลาดกลาง เชื่อมผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกเข้าด้วยกันบนแพลตฟอร์มเดียว เหมาะกับการขยายตลาดไปต่างประเทศหรือหาลูกค้ารายใหม่แบบดิจิทัล

ขายส่ง vs ขายปลีก ต่างกันยังไง?

  • ขายส่ง (Wholesale): ขายสินค้าเป็นล็อตใหญ่ให้กับธุรกิจอื่น ราคาต่อชิ้นจะถูกกว่า เพราะเน้นจำนวนและการหมุนสต็อก

  • ขายปลีก (Retail): ขายให้ลูกค้าปลายทางทีละชิ้นหรือทีละชุด ราคาต่อหน่วยสูงกว่า เพราะต้องบวกต้นทุนหน้าร้านและการตลาด

ธุรกิจจำนวนมากเลือกทำ ทั้งขายส่งและขายปลีกควบคู่กัน เพื่อขยายช่องทางรายได้ กระจายความเสี่ยง และใช้ศักยภาพของแบรนด์ได้เต็มที่

วิธีเริ่มต้นธุรกิจขายส่งออนไลน์แบบทีละสเต็ป

หลายคนคิดว่าขายส่งต้องมีทุนหนา มีคอนเนกชันเยอะ มีโรงงานหรือคลังใหญ่ ทั้งที่จริงแล้ว ตอนนี้คุณสามารถเริ่มธุรกิจขายส่งออนไลน์ได้ไม่ต่างจากการเริ่มทำแบรนด์ D2C เลย เพียงแต่ต้องคิดในมุม B2B ให้มากขึ้น

เครื่องมืออีคอมเมิร์ซสมัยนี้ช่วยตั้งแต่การหาและดีลกับซัพพลายเออร์ ไปจนถึงการเปิดช่องทางขายส่งบนแพลตฟอร์มเดียวแบบครบวงจร

สเต็ปหลัก ๆ มีดังนี้:

  1. เลือกสินค้าที่จะทำขายส่ง

  2. หาและเฟ้นซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจได้

  3. จัดการเรื่องใบอนุญาตและเอกสารทางธุรกิจ

  4. วางกลยุทธ์ด้านราคาขายส่ง

  5. เปิดร้านขายส่งออนไลน์ (เช่น บน Shopify)

  6. ทำการตลาดเพื่อหาลูกค้าขายส่ง

  7. วางระบบหลังบ้านด้านออเดอร์และสต็อกให้ลื่นไหล

  8. ขยายทีมเมื่อธุรกิจเติบโต

ด้านล่างนี้คือรายละเอียดแต่ละข้อ

1. เลือกว่าสินค้าขายส่งของคุณคืออะไร

จุดเริ่มต้นที่ดีของธุรกิจขายส่ง คือการเลือกสินค้าให้ถูกตั้งแต่วันแรก เพราะถ้าเลือกพลาด ก็จะผูกตัวเองกับสต็อกและต้นทุนก้อนใหญ่ไปโดยปริยาย

ปัจจัยสำคัญที่ควรใช้เป็นเกณฑ์ ได้แก่:

  • ฤดูกาล
    สินค้าบางอย่างขายดีเฉพาะช่วง เช่น ชุดว่ายน้ำช่วงหน้าร้อน เสื้อโค้ทช่วงหนาว ขณะที่สินค้าอีกกลุ่มขายได้ตลอดทั้งปี การรู้ซีซันของสินค้า ช่วยให้วางแผนสต็อกได้แม่นขึ้น

  • กำไรต่อชิ้น
    ต้องรู้ชัดว่าแต่ละชิ้นทำกำไรเท่าไหร่ เช่น ถ้าซื้อแก้วมา 72 บาท แล้วขายส่งให้ร้านค้า 288 บาท กำไรต่อชิ้นคือ 216 บาท ตัวเลขแบบนี้คือหัวใจของการตั้งราคาขายส่งที่ “คุ้มทั้งสองฝั่ง”

  • ขนาดและน้ำหนัก
    ยิ่งเบาและเล็ก ค่าขนส่งยิ่งบริหารง่าย เหมาะมากสำหรับคนที่เริ่มต้นด้วยทุนไม่สูง เช่น เครื่องประดับ ของใช้ชิ้นเล็ก

  • ความถี่ในการซื้อซ้ำ
    สินค้าที่ลูกค้าปลายทางต้องซื้อบ่อย ๆ เช่น หมึกพิมพ์ อาหารสัตว์ หรือสินค้าใช้แล้วหมดเร็ว มักสร้างรายได้แบบต่อเนื่อง ทำแผนสต็อกได้ง่ายกว่า

  • การแข่งขันในตลาด
    ดูคู่แข่งว่าใครทำอะไรอยู่ แล้วมองหาช่องว่างที่คนยังไม่โฟกัส เช่น ไม่มีใครทำสบู่กลิ่นเฉพาะทาง หรือไม่มีเจ้าไหนเน้นคุณภาพระดับพรีเมียมในหมวดที่คุณสนใจ

  • ความเชี่ยวชาญของคุณเอง
    ถ้าอยู่ในวงการไหนมาก่อน หรือสนใจเฉพาะด้านอยู่แล้ว คุณจะเข้าใจดีมานด์ของลูกค้าได้ดีกว่าคนอื่น เช่น สายออกกำลังกาย สายอาหาร สายสัตว์เลี้ยง ฯลฯ

  • การวิเคราะห์ตลาด
    ใช้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ เช่น Google Trends รายงานอุตสาหกรรม แบบสอบถามลูกค้า หรือข้อมูลสถิติจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่เลือกมีดีมานด์จริง

2. เลือกซัพพลายเออร์ให้ถูก ตั้งแต่เริ่ม

ถ้าไม่ได้ผลิตสินค้าเอง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การหาลูกค้า คือการหา ซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ เพราะธุรกิจขายส่งล้มได้ง่ายมาก ถ้าสต็อกไม่เสถียร หรือสินค้าขาดบ่อย

สิ่งที่ควรดูเมื่อคัดเลือกซัพพลายเออร์:

  • กระจายความเสี่ยง
    อย่าพึ่งซัพพลายเออร์เจ้าเดียว การทำงานกับหลายเจ้าช่วยให้คุณมีแผนสำรอง หากมีการส่งล่าช้าหรือผลิตไม่ทัน

  • ความน่าเชื่อถือ
    ดูประวัติการส่งของตรงเวลา ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และความสามารถในการตอบสนองเมื่อยอดสั่งเพิ่มขึ้น

  • คุณภาพสินค้า
    ของไม่ได้มาตรฐานหนึ่งล็อต อาจทำให้คุณเสียทั้งชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีก ดังนั้นต้องมีระบบตรวจคุณภาพให้ชัดเจน

วิธีหาแหล่งสินค้าอาจเริ่มจาก:

  • ติดต่อโรงงานหรือผู้ผลิตโดยตรง

  • ขอแนะนำจากคนในอุตสาหกรรม

  • ใช้มาร์เก็ตเพลส B2B เพื่อค้นหาซัพพลายเออร์

ตั้งเงื่อนไขการทำงานร่วมกันให้ชัดเจน เช่น เวลาส่งของ วิธีตรวจสอบคุณภาพ และแนวทางรับมือหากส่งล่าช้า สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ความสัมพันธ์เป็นมืออาชีพและลดความเสี่ยงในระยะยาว

ประเภทซัพพลายเออร์ขายส่ง

แต่ละประเภทมีโครงสร้างต้นทุนและข้อดีต่างกัน:

  • ผู้ผลิต (Manufacturers) – ต้นทุนต่อชิ้นมักถูกที่สุด แต่กำหนดขั้นต่ำ (MOQ) สูง และการปรับแบบหรือปรับสูตรใช้เวลา

  • ผู้จัดจำหน่าย (Distributors) – ซื้อจากโรงงานแล้วขายต่อ เหมาะกับแบรนด์เล็กที่อยากเริ่มง่าย แม้ราคาจะถูกบวกมาร์จิ้นขึ้นมาบ้าง

  • ผู้นำเข้า/ส่งออก – เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนสินค้าข้ามประเทศ มีสินค้าเฉพาะทาง ต้นทุนแข่งขันได้ แต่เวลาขนส่งนานและค่าขนส่งสูงขึ้น

  • โมเดลไม่ต้องสต็อกเอง – เช่น การให้ซัพพลายเออร์ส่งตรงถึงลูกค้าปลายทาง เหมาะกับการทดสอบตลาด แต่กำไรต่อชิ้นต่ำลง และคุมคุณภาพยากขึ้น

วิธีเช็กความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์

  • ดูใบรับรองมาตรฐาน เช่น ISO, Fair Trade หรือมาตรฐานอุตสาหกรรมอื่น ๆ

  • เช็ก Lead time ว่ารับไหว และขยายได้ตามการเติบโตของคุณ

  • ดูขั้นต่ำการสั่งซื้อ (MOQ) ว่าไม่บีบกระแสเงินสดจนเกินไป

  • อ่านรีวิวจากลูกค้าธุรกิจรายอื่นบนแพลตฟอร์มบุคคลที่สาม

  • ดูความเร็วและความชัดเจนในการตอบกลับ

  • สั่งตัวอย่างสินค้าทดลองก่อนทุกครั้งก่อนสั่งล็อตใหญ่

3. เตรียมใบอนุญาตและเอกสารให้ถูกต้อง

ธุรกิจขายส่งที่โตได้อย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการ จัดการเอกสารให้เรียบร้อย เสียก่อน ทั้งเรื่องกฎหมาย ภาษี และใบอนุญาตเฉพาะสินค้า

ตัวอย่างเอกสารที่มักต้องใช้ เช่น

  • การจดทะเบียนพาณิชย์ – เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

  • การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) – เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด ต้องจด VAT ให้ถูกต้อง

  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี – จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ

  • ใบอนุญาตเฉพาะสินค้า – เช่น อาหารและเครื่องดื่ม, สินค้านำเข้า–ส่งออก, หรือสินค้าเฉพาะด้านที่มีกฎหมายควบคุม

  • การจดทะเบียนนิติบุคคล – ถ้าอยากสร้างเครดิต ขอสินเชื่อ หรือดีลกับคู่ค้ารายใหญ่ การมีโครงสร้างบริษัทชัดเจนจะช่วยได้มาก

คุณสามารถปรึกษาหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือที่ว่าการเขต/เทศบาล เพื่อเช็กว่ากิจการของคุณต้องใช้เอกสารอะไรบ้างก่อนเริ่ม

4. วางกลยุทธ์กำหนดราคาขายส่ง

เรื่องราคาคือหัวใจของธุรกิจขายส่ง เพราะคุณต้องบาลานซ์ให้ได้ระหว่าง:

  • ธุรกิจคุณได้กำไรสมเหตุสมผล

  • ผู้ค้าปลีกนำไปขายต่อแล้วมีกำไรพอ

โดยทั่วไป ธุรกิจขายส่งที่ไปได้ดีมักตั้งเป้าให้มีกำไร อย่างน้อยราว 50% จากการขายส่งล็อตใหญ่ และจะได้มาร์จิ้นสูงขึ้นเมื่อขายปริมาณน้อยลง หรือขายตรงให้ผู้บริโภค

ตัวอย่าง:

  • ต้นทุนต่อชิ้น = 720 บาท

  • ขายส่งที่ 1,440 บาท → กำไร 720 บาท (กำไร 50%)

  • ขายตรงผู้บริโภคที่ 2,880 บาท → กำไร 2,160 บาท (ประมาณ 75%)

กลยุทธ์ที่ดีคือ ทำให้ราคาขายส่ง จูงใจร้านค้า แต่ยังเหลือพื้นที่กำไรให้เขา เวลานำไปขายปลีกต่อ

ส่วนลดตามปริมาณและ MOQ

เครื่องมือยอดนิยมของธุรกิจขายส่ง คือการใช้ MOQ และ Volume Discount

  • กำหนดจำนวนขั้นต่ำ (MOQ) ที่ร้านค้าต้องสั่งเพื่อได้ราคาส่ง

  • ให้ส่วนลดเพิ่มเมื่อสั่งจำนวนมากขึ้นอีกขั้น

แบบนี้ช่วยให้คุณหมุนสต็อกไวขึ้น และเพิ่มมูลค่าออเดอร์เฉลี่ย (AOV) ไปพร้อมกัน

ราคาขายปลีกกลาง (MSRP)

การระบุ MSRP (ราคาขายปลีกที่แนะนำ) ช่วยให้:

  • ผู้ค้าปลีกไม่กดราคาตัดกันเองจนเสียตลาด

  • ระดับราคาปลีกของคุณดูนิ่งและน่าเชื่อถือ

โดยมาก MSRP จะระบุไว้ในสัญญาระหว่างผู้ค้าส่งกับร้านค้า และอาจยืดหยุ่นได้ในช่วงโปรโมชันหรือแคมเปญลดราคาพิเศษ

เงื่อนไขการชำระเงิน (Payment Terms)

ลูกค้าธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถจ่ายเต็มจำนวนทันทีได้ การให้เครดิตเทอมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ค้าส่ง

ตัวอย่างเงื่อนไขยอดนิยม:

  • จ่ายทันที – ชำระเต็มตอนสั่งซื้อ

  • เครดิตตามกำหนด – เช่น จ่ายภายใน 15, 30 หรือ 90 วันหลังออกบิล

  • จ่ายเมื่อได้รับสินค้า – ชำระเมื่อของถูกส่งมอบสำเร็จ

คุณอาจตั้งเงื่อนไขที่ต่างกันสำหรับแต่ละร้าน ตามประวัติการชำระเงิน ขนาดออเดอร์ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ผ่านมา

การตั้งราคาสำหรับตลาดต่างประเทศ

ถ้าคุณขายส่งไปต่างประเทศ ต้องคิดเพิ่มเรื่อง:

  • ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน – ค่าเงินเปลี่ยน กำไรจริงอาจหายโดยไม่รู้ตัว

  • ภาษีนำเข้า อากร และ VAT ของแต่ละประเทศ

  • ค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าคลังต่างประเทศ และเวลาขนส่งที่ยาวขึ้นเพราะกระบวนการศุลกากร

  • มาตรฐานและใบรับรองสินค้าในแต่ละประเทศ เช่น อย. GMP ฮาลาล หรือมาตรฐานบรรจุภัณฑ์เฉพาะตลาด

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่คนมองข้าม แต่กระทบกำไรอย่างมากเมื่อเริ่มส่งออกจริง

5. สร้างร้านขายส่งออนไลน์ด้วย Shopify

Shopify คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้การขายส่ง B2B เป็นเรื่องง่าย เพราะออกแบบมาเพื่อรองรับ ทั้งลูกค้าปลีก (B2C) และลูกค้าธุรกิจ (B2B) บนร้านเดียวกัน

จุดเด่นคือ คุณสามารถให้ลูกค้าธุรกิจล็อกอินเข้ามาเห็นราคาและแคตตาล็อกเฉพาะของตัวเองได้ โดยลูกค้าทั่วไปยังเห็นหน้าร้านปกติ

โปรไฟล์บริษัท (Company Profiles)

ฟีเจอร์โปรไฟล์บริษัทใน Shopify ถูกสร้างมาเพื่อธุรกิจขายส่งโดยเฉพาะ:

  • หนึ่งโปรไฟล์รองรับหลายผู้ติดต่อและหลายสาขา

  • เก็บข้อมูลสำคัญครบ เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน แคตตาล็อกเฉพาะ การยกเว้นภาษี สิทธิ์ผู้ใช้แต่ละคน

  • จัดการได้จากแดชบอร์ดเดียว

แคตตาล็อกและการตั้งราคา B2B

Shopify มีเครื่องมือสำคัญ 3 ส่วนในการปรับประสบการณ์ซื้อขายส่ง:

  1. ลิสต์ราคา (Price Lists) – ตั้งราคาขายส่งแบบตัวเลขตายตัว หรือส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคาปลีก พร้อมกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำ/ขั้นสูงสุดต่อการสั่งซื้อ

  2. การเผยแพร่สินค้าตามกลุ่มลูกค้า – แสดงสินค้าเฉพาะบางกลุ่มให้ลูกค้าบางรายเห็นได้

  3. การตั้งราคาตามปริมาณ (Volume Pricing) – ให้ส่วนลดเพิ่มอัตโนมัติเมื่อใส่จำนวนมากในตะกร้า

บัญชีลูกค้า (Customer Accounts)

ฟีเจอร์บัญชีลูกค้าใน Shopify ช่วยให้:

  • ลูกค้าขายส่งเห็นราคาพิเศษและสินค้าเฉพาะของตัวเอง

  • ดูประวัติคำสั่งซื้อย้อนหลังได้

  • จัดการข้อมูลใบแจ้งหนี้และที่อยู่จัดส่งได้สะดวก

ทั้งหมดนี้ทำให้คุณรองรับได้ทั้ง ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย และผู้บริโภคปลายทาง ภายในร้าน Shopify ร้านเดียว

6. ทำการตลาดและหาลูกค้าขายส่ง

เมื่อคุณมีสินค้า ราคาชัดเจน และหน้าร้านออนไลน์พร้อมแล้ว สิ่งต่อไปคือการทำให้ ผู้ค้าปลีกมองเห็นคุณ และอยากร่วมงานด้วย

ใช้เว็บไซต์ของคุณให้เป็นเครื่องมือดึง B2B

ถ้าคุณมีเว็บไซต์ขายปลีกอยู่แล้ว นั่นแหละคือจุดเริ่มที่ดีมาก เพราะร้านค้าปลีกจำนวนไม่น้อยมักเริ่มจากการเป็น “ลูกค้าปลีก” ก่อน แล้วค่อยทักมาขอซื้อเป็นล็อตเพื่อเอาไปวางขายในร้านของตัวเอง

เคล็ดลับคือ:

  • ทำให้แบรนด์คุณน่าจดจำและดูน่าเชื่อถือ

  • ใส่ลิงก์หรือปุ่ม “ติดต่อสำหรับการขายส่ง” ไว้ชัด ๆ เช่น ในส่วนท้ายเว็บไซต์

  • เตรียมฟอร์มให้ร้านค้าเข้ามากรอกข้อมูลเบื้องต้นได้ง่าย

เข้าร่วมมาร์เก็ตเพลสขายส่ง

มาร์เก็ตเพลสขายส่งช่วยให้คุณ:

  • เข้าถึงผู้ค้าปลีกจำนวนมากในที่เดียว

  • ทดสอบตลาดใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว

  • เพิ่มโอกาสให้แบรนด์ไปโผล่ในมือร้านค้าในหลายประเทศ

ก่อนเลือกแพลตฟอร์ม ควรอ่านเงื่อนไขให้ละเอียด ดูเรื่องค่าธรรมเนียม และข้อกำหนดเช่น การขอสิทธิ์ขายแบบผูกขาดในบางพื้นที่

ไปออกงานแฟร์และงานแสดงสินค้า

งานแสดงสินค้าคือพื้นที่คลาสสิกของธุรกิจขายส่ง คุณจะได้เจอผู้ค้าปลีกแบบตัวต่อตัว เห็นของจริง จับต้องบรรยากาศ และสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นได้เร็วมาก

อย่างไรก็ตาม งานแฟร์มีต้นทุนสูง ทั้งค่าเดินทาง ค่าเช่าพื้นที่บูธ ค่าตกแต่ง และค่าทีมงาน ควรประเมินผลตอบแทนด้วยสูตรง่าย ๆ:

ROI (%) = [(รายได้รวมจากงาน – ต้นทุนรวม) ÷ ต้นทุนรวม] × 100

อย่าลืมรวมรายได้ระยะยาวจากออเดอร์ที่สั่งซ้ำภายหลังงานด้วย ไม่ใช่แค่ออเดอร์ที่ปิดได้ในงานเท่านั้น

ใช้ข้อเสนอพิเศษดึงใจลูกค้าขายส่ง

ลูกค้าธุรกิจก็ชอบดีลดี ๆ ไม่ต่างจากผู้บริโภคทั่วไป ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ได้ผลบ่อย:

  • ตั้งขั้นต่ำการสั่งซื้อต่ำสำหรับออเดอร์แรก ให้ลูกค้าใหม่ลองได้โดยไม่ต้องเสี่ยงมาก

  • ให้ส่วนลดตามยอดสั่งซื้อหรือโซนจัดส่ง

  • ลดราคาพิเศษเมื่อสั่งแบบยกลัง ยิ่งสั่งเยอะยิ่งคุ้ม

  • รองรับหลายวิธีชำระเงิน เพื่อให้เขาซื้อได้สะดวก

  • ทำแพ็กเกจบันเดิลแบบราคาพิเศษ

  • จัดโปรเฉพาะลูกค้าบางกลุ่มหรือช่วงเวลา

  • ให้ตัวอย่างสินค้าฟรีสำหรับการทดลองขาย

อีกกลยุทธ์ที่ร้านค้าปลีกชอบมากคือการให้บริการแบบส่งตรงถึงลูกค้าปลายทางแทนร้าน (ไม่ต้องสต็อกเอง) ช่วยลดภาระคลังสินค้าให้พาร์ตเนอร์ และกลายเป็นจุดขายสำคัญของคุณได้ทันที

จับมือแบรนด์อื่นผ่านพาร์ตเนอร์ชิป

คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งหาลูกค้าปลีกเองทั้งหมด ลองมองหาแบรนด์ที่สินค้า “เข้าคู่” กับคุณ แล้วเสนอทำแคมเปญหรือดีลร่วมกัน เช่น:

  • แบรนด์แก้วมัคจับมือกับร้านกาแฟพิเศษ

  • แบรนด์ของแต่งบ้านจับคู่กับดีไซน์เนอร์หรือร้านเฟอร์นิเจอร์

เวลาเข้าหา ควรส่งข้อความสั้น กระชับ และชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์อะไร ก่อนปิดท้ายด้วย “ขั้นตอนถัดไป” ที่ชัด เช่น นัดคอล 15 นาที หรือให้เขากรอกฟอร์มสนใจ

7. จัดการออเดอร์และระบบหลังบ้านให้ลื่นไหล

เมื่อออเดอร์เริ่มไหลเข้ามา สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้การหาลูกค้า คือการทำให้ระบบหลังบ้าน รับมือปริมาณงานได้จริง โดยไม่เสียคุณภาพบริการ

เครื่องมืออัตโนมัติจะช่วยคุณได้มาก เช่น:

  • ระบบรวมออเดอร์จากหลายช่องทาง

  • การซิงก์ข้อมูลกับคลังสินค้า

  • การอัปเดตสต็อกแบบเรียลไทม์

ไม่ว่าคุณจะ:

  • จัดการคลังเอง

  • หรือใช้ผู้ให้บริการคลังสินค้าและจัดส่ง (3PL)

สิ่งสำคัญคือให้ระบบทั้งหมดเชื่อมกันได้ และรองรับการเติบโตในอนาคต

การจัดการสต็อกสินค้า

สต็อกคือเงินสดที่ถูกแช่ไว้ การบริหารให้ดีจึงสำคัญมาก:

  • ใช้ข้อมูลยอดขายเก่า เทรนด์ และฤดูกาลมาทำนายความต้องการ

  • ติดตามสต็อกแบบละเอียด เพื่อลดการสต็อกเกินหรือติดลบ

  • ชั่งใจระหว่างทำเอง vs ใช้ 3PL โดยเปรียบเทียบ การควบคุม กับ ความยืดหยุ่น

ถ้าระบบสต็อกถูกออกแบบดี คุณจะทำธุรกิจได้แบบลีน ลดของเสีย และใช้เงินทุนได้คุ้มขึ้นมาก

การรักษาแบรนด์และความสัมพันธ์กับพาร์ตเนอร์

ในเกมขายส่ง แบรนด์ของคุณไม่ได้หายไปไหน แม้ลูกค้าปลายทางจะซื้อผ่านร้านอื่นก็ตาม เพราะฉะนั้นควร:

  • วางนโยบายด้านราคาให้ชัดเจน เพื่อกันการตัดราคากันเอง

  • เตรียมสื่อการตลาด (ภาพสินค้า ข้อความ คำอธิบาย) ให้ร้านค้าพาร์ตเนอร์เอาไปใช้ตรง ๆ ได้เลย

  • เสนอไอเดียแคมเปญร่วม เช่น โปรพิเศษเฉพาะร้านคู่ค้า หรือชุดสินค้าพิเศษที่มีขายผ่านร้านนั้นเท่านั้น

สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความสม่ำเสมอของแบรนด์ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคงกับคู่ค้าได้ดีมาก

8. ขยายทีมให้โตทันธุรกิจ

เริ่มแรกคุณอาจทำทุกอย่างคนเดียว แต่เมื่อออเดอร์เพิ่มขึ้น งานจะซับซ้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว การสร้างทีมที่แข็งแรงคือกุญแจให้ธุรกิจขายส่ง ขยายได้โดยไม่พังกลางทาง

ตัวอย่างตำแหน่งสำคัญเมื่อธุรกิจโตขึ้น:

  • Customer Success Manager – ดูแลลูกค้าร้านค้าปลีก ช่วยให้พวกเขาขายสินค้าของคุณได้ดี และกลับมาสั่งซ้ำ

  • Quality Assurance Supervisor – ตรวจสอบคุณภาพสินค้า ทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์

  • Logistics Coordinator – ดูแลการจัดส่งออเดอร์จำนวนมากให้ตรงเวลา

  • Inventory Analyst – คาดการณ์ความต้องการสต็อก วิเคราะห์ตัวเลข และลดการขาด/ล้นสต็อก

  • Office Administrator / Virtual Assistant – รับมือกับงานประจำวัน ทำให้ทีมหลักโฟกัสกับการเติบโต

  • Growth Marketer – หาช่องทางขยายฐานลูกค้าปลีก และสร้างโอกาสการขายใหม่ ๆ

ไอเดียสินค้าขายส่งที่น่าจับตาในยุค B2B ออนไลน์

โอกาสในโลกขายส่งออนไลน์แทบจะไม่มีเพดาน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่หรือเจ้าตลาดที่อยากขยายไลน์สินค้า ลองดูหมวดต่อไปนี้เป็นไอเดียตั้งต้น

สื่อและอุปกรณ์การเรียน

ตลาดการศึกษามีผู้ใช้งานมหาศาล ตั้งแต่ระดับนักเรียนไปจนถึงครูและสถานศึกษา ทำให้ดีมานด์เสถียรและมีการสั่งซ้ำสูง

ไอเดียสินค้า เช่น:

  • ซอฟต์แวร์การศึกษา

  • สมุด แฟ้ม บายนเดอร์

  • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริม

  • เครื่องคิดเลข

  • หนังสือเรียนและคู่มือ

  • กล่องข้าวกลางวันและของใช้ประจำวันของนักเรียน

ของแต่งบ้าน

ตลาดของแต่งบ้านทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลายคนยอมลงทุนกับการทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น จึงเป็นโอกาสของผู้ค้าส่งอย่างมาก

ตัวอย่างสินค้า:

  • วอลเปเปอร์และสีทาบ้าน

  • วัสดุปูพื้น เช่น พื้นไม้ หรือวัสดุสังเคราะห์

  • พรมและพรมปูทางเดิน

  • หมอนอิง ผ้าห่ม และผ้าตกแต่ง

  • อุปกรณ์จัดเก็บและจัดระเบียบ

  • โคมไฟและอุปกรณ์ส่องสว่าง

  • ชุดเครื่องนอน

แฟชั่นและแอคเซสซอรี

อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นตลาดใหญ่มาก และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคหันมาซื้อออนไลน์มากขึ้น

สินค้าในหมวดนี้ เช่น:

  • เสื้อผ้าผู้ชาย/ผู้หญิง

  • เสื้อผ้าเด็ก

  • เสื้อผ้าแนวลำลอง

  • เสื้อผ้าแบบทางการและชุดทำงาน

  • เสื้อผ้าแฟชั่นตามเทรนด์

  • ผ้าพันคอ หมวก และแอคเซสซอรี

  • รองเท้าและกระเป๋าแฟชั่น

อาหารและเครื่องดื่ม

หมวดอาหารถือเป็นสินค้าพื้นฐานที่มีการสั่งซ้ำสูง และยังต่อยอดเป็นสินค้าพรีเมียมได้ง่าย

ไอเดียสินค้า เช่น:

  • เครื่องดื่มหลากประเภท

  • ผลิตภัณฑ์นมและไอศกรีม

  • เนื้อสัตว์และอาหารทะเล

  • อาหารแช่แข็งพร้อมทาน

  • ของหวานและขนมขบเคี้ยว

  • สินค้าออร์แกนิก

  • อาหารเฉพาะสาย เช่น โลว์คาร์บหรือสายเฮลท์ตี้

กระเป๋าถือและกระเป๋าสะพาย

ตลาดกระเป๋ามีความต้องการต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นดีไซน์ คุณภาพ และแบรนด์

ตัวอย่างสินค้า:

  • กระเป๋าถือหลากสไตล์

  • กระเป๋าคลัทช์ (Clutch)

  • กระเป๋าผู้ชาย

  • กระเป๋าเด็ก

  • กระเป๋าสะพายข้อมือ (Wristlet)

  • กระเป๋าลำลอง

  • กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าเป้

อุปกรณ์และของใช้ในครัวเรือน

หมวดครัวและรับประทานอาหารเป็นอีกตลาดที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อผู้คนทำอาหารที่บ้านมากขึ้น

ไอเดียสินค้า:

  • อุปกรณ์ครัวหลากชนิด

  • ชาม จาน แก้ว และชุดเสิร์ฟ

  • ถาดเสิร์ฟอาหาร

  • อุปกรณ์จัดเก็บและจัดระเบียบในครัว

  • ตู้และชั้นวาง

  • มีดและอุปกรณ์ตัดเตรียมอาหาร

  • ผ้าและผ้าปูโต๊ะ

  • โต๊ะอาหารและเก้าอี้

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว

  • แก้วน้ำและแก้วไวน์

สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

ตลาด Wellness เติบโตแรงต่อเนื่อง ทั้งฝั่งฟิตเนส สปา สกินแคร์ และสุขภาพจิตใจ ทำให้เป็นหมวดที่น่าสนใจสุด ๆ

ไอเดียสินค้า:

  • เครื่องนวดและอุปกรณ์ผ่อนคลาย

  • โลชั่นบำรุงผิว ครีมลดริ้วรอย และชุดบำรุงผิว

  • เสื้อผ้าออกกำลังกาย

  • อุปกรณ์โยคะ

  • อุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน

  • ผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก

อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง

ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตต่อเนื่องทุกปี เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากยอมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์

สินค้าที่น่าสนใจ เช่น:

  • ของเล่นสัตว์เลี้ยง

  • อาหารสัตว์เลี้ยงหลากสูตร

  • สินค้าดูแลสุขภาพสัตว์

  • อุปกรณ์ทำความสะอาดและ Grooming

  • ชามอาหารและฟีดเดอร์อัตโนมัติ

  • เสื้อผ้าและเครื่องประดับสัตว์

  • สายจูง ปลอกคอ สายรัด

  • กรง ตู้ปลา และที่อยู่อาศัย

  • เตียงและที่นอนสัตว์เลี้ยง

อุปกรณ์จัดงานปาร์ตี้

คนยังจัดงานฉลองกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ หรือเทศกาลต่าง ๆ ทำให้ตลาดอุปกรณ์ปาร์ตี้ยังมีโอกาสอีกมาก

ตัวอย่างสินค้า:

  • ลูกโป่งหลากแบบ

  • ของชำร่วยงานปาร์ตี้

  • ภาชนะใช้แล้วทิ้ง

  • ของตกแต่งธีมงาน

  • อุปกรณ์จัดเลี้ยง

  • ฉากหลังถ่ายรูป

  • ของตกแต่งโต๊ะกลาง

  • ไฟและเทียน

  • ดอกไม้ (จริงหรือเทียม)

  • สติกเกอร์และชุดงานประดิษฐ์

ธุรกิจขายส่งทำกำไรได้จริงไหม?

หัวใจของกำไรในขายส่งคือ การซื้อจำนวนมากในราคาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แล้วขายต่อให้ร้านค้าปลีกในราคาที่สูงกว่า โดยเหลือพื้นที่ให้เขาบวกมาร์จิ้นเพิ่มได้อีก

หากวันนี้คุณทำธุรกิจแบบขายตรงถึงผู้บริโภค (D2C/D2C) อยู่แล้ว การเพิ่มช่องทางขายส่ง B2B เข้าไป จะช่วยให้:

  • ใช้งบการตลาดต่อหนึ่งลูกค้า (ร้านค้า) ถูกลง

  • หมุนสต็อกได้เร็วขึ้น

  • ขยายไปยังกลุ่มผู้ซื้อใหม่ผ่านพาร์ตเนอร์ที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว

เหตุผลที่ควรลองทำขายส่งควบคู่ไปด้วย

1. เพิ่มยอดขาย โดยใช้งบการตลาดต่อหัวต่ำลง
แทนที่จะยิงโฆษณาหาลูกค้ารายคน คุณโฟกัสไปที่ร้านค้าปลีกไม่กี่ราย แต่แต่ละรายสั่งทีเป็นล็อต ทำให้ต้นทุนการตลาดต่อออเดอร์คุ้มขึ้นมาก

2. ใช้พลังของแบรนด์อื่นช่วยขายสินค้า
เมื่อคุณขายผ่านร้านค้าปลีกหรือมาร์เก็ตเพลสใหญ่ ๆ แบรนด์ของพาร์ตเนอร์จะเป็นตัวดึงลูกค้าให้สินค้าไปอยู่ในมือผู้ใช้จริง แม้บางครั้งลูกค้าอาจยังไม่รู้จักชื่อแบรนด์คุณโดยตรงด้วยซ้ำ

3. ขยายตลาดใหม่แบบเสี่ยงน้อยลง
การบุกตลาดใหม่ด้วยตัวเองต้องใช้ต้นทุนทั้งเรื่องโลจิสติกส์ การตลาด และทีมในพื้นที่ แต่ถ้าจับมือกับร้านค้าที่มีฐานในตลาดนั้นอยู่แล้ว คุณจะลดทั้งต้นทุนและความเสี่ยงลงได้มาก

เริ่มต้นธุรกิจขายส่ง B2B บน Shopify

อีคอมเมิร์ซทำให้แบรนด์ D2C เปิดตัวและเติบโตบนโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้นมาหลายปีแล้ว และตอนนี้เทรนด์เดียวกันกำลังเกิดกับ สตาร์ทอัพสายขายส่ง ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจของธุรกิจ

เมื่อคุณขายส่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์:

  • ร้านค้าปลีกได้สินค้าใหม่ไปขาย โดยไม่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาเอง

  • ผู้ค้าส่งลดภาระด้านการตลาดหน้าบ้าน และต่อยอดขายให้กับฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้ว

ทำไม Shopify B2B ถึงเหมาะกับสตาร์ทอัพขายส่ง

  • แพลตฟอร์มครบวงจร – จัดการการชำระเงิน การตลาด ร้านค้าออนไลน์ และระบบขายส่ง จากอินเทอร์เฟซเดียว

  • ระบบเช็กเอาต์ B2B แบบเซลฟ์เซอร์วิส – ให้ลูกค้าธุรกิจเลือกสินค้า ใส่ตะกร้า ใช้ลิสต์ราคา และชำระแบบเครดิตเทอมได้เอง ไม่ต้องรอใบเสนอราคามือ

  • การตั้งราคาและส่วนลดแบบยืดหยุ่น – สร้างแคตตาล็อกเฉพาะลูกค้า ตั้งราคาเป็นตัวเลขหรือเปอร์เซ็นต์จากราคาปลีก และใช้ส่วนลดแบบขั้นบันไดอัตโนมัติ

  • รองรับการสเกลโดยไม่ต้องยกเครื่อง IT ใหม่ – เมื่อธุรกิจโต สามารถต่อยอดด้วยแอปและ API ของ Shopify ได้ โดยไม่ต้องเริ่มระบบใหม่ตั้งแต่ต้น

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับธุรกิจขายส่ง

ข้อดีของการทำธุรกิจขายส่งมีอะไรบ้าง?

  • ลดต้นทุนต่อหนึ่งลูกค้า เพราะขายทีละล็อตใหญ่แทนการขายทีละชิ้น

  • จัดการโลจิสติกส์ง่ายขึ้น เน้นจัดส่งเป็นล็อต

  • เข้าถึงฐานลูกค้าของร้านค้าปลีกได้ทันที ทำให้ไม่ต้องทุ่มงบการตลาดมากเท่าการขายตรง

ธุรกิจแบบไหนที่ทำขายส่งได้บ้าง?

แทบทุกอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากได้ สามารถทำขายส่งได้ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ผู้ผลิต

  • ผู้จัดจำหน่าย

  • ซัพพลายเออร์

  • ผู้นำเข้า/ส่งออก

ในหมวดต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และเวชภัณฑ์

ความท้าทายของธุรกิจขายส่งคืออะไร?

  • การบริหารออเดอร์จำนวนมาก

  • การควบคุมสต็อก

  • การตั้งราคาที่แข่งขันได้ แต่ยังมีกำไร

  • การสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีกในระยะยาว

ต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์ที่ดีและระบบหลังบ้านที่แข็งแรง

ขายส่งกับขายปลีกต่างกันยังไง?

  • ขายส่ง – ขายเป็นล็อตใหญ่ให้ธุรกิจอื่น ในราคาต่อชิ้นที่ต่ำกว่า

  • ขายปลีก – ขายเป็นชิ้นให้ผู้บริโภคปลายทาง ในราคาที่บวกกำไร

ขายส่งคือกลไกหนึ่งในซัพพลายเชนที่ช่วยให้ร้านค้าปลีกมีสินค้าพร้อมขายไปตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละราย

ธุรกิจเล็ก ๆ จะเริ่มขายส่งยังไง?

  • เริ่มจากเลือกหมวดสินค้าและหาซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจได้

  • จดทะเบียนธุรกิจและจัดการเอกสารที่จำเป็น

  • วางกลยุทธ์ราคา กำไรขั้นต่ำ MSRP และ MOQ

  • สร้างร้านออนไลน์ (เช่น บน Shopify) แล้วติดตั้งฟีเจอร์ B2B

  • ลงขายบนมาร์เก็ตเพลสขายส่ง และติดต่อร้านค้าปลีกเป้าหมายโดยตรง

ธุรกิจขายส่งแบบไหนมักกำไรสูง?

มักจะอยู่ในตลาดใหญ่ที่มีดีมานด์ต่อเนื่อง เช่น:

  • สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

  • แฟชั่นและของแต่งตัว

  • ของแต่งบ้าน

  • สินค้าสัตว์เลี้ยง

  • อาหารและเครื่องดื่ม

  • สื่อการเรียนการสอน

หมวดเหล่านี้มีการสั่งซ้ำสูง และลูกค้าปลายทางซื้ออย่างต่อเนื่อง

ถ้าอยากเริ่มเป็นผู้ค้าส่ง ต้องทำอะไรบ้าง?

สรุปเป็นลำดับได้ว่า:

  1. เลือกหมวดสินค้า

  2. หาและคัดซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้

  3. จดทะเบียนธุรกิจและเตรียมเอกสาร

  4. วางราคาขายส่ง กำไรขั้นต่ำ MSRP และ MOQ

  5. เปิดร้านออนไลน์ด้วยฟีเจอร์ B2B (เช่น Shopify)

  6. ลงขายในมาร์เก็ตเพลส และทำการตลาดไปยังร้านค้าปลีก

ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเริ่มธุรกิจขายส่ง?

ไม่ได้จำเป็นต้องมีงบมหาศาลเสมอไป เพราะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซช่วยลดต้นทุนหน้าร้านและระบบได้มาก ค่าใช้จ่ายหลักจะขึ้นอยู่กับว่า:

  • คุณผลิตเองหรือซื้อจากซัพพลายเออร์

  • เลือกสินค้าที่ขนาดเล็ก เบา และมีกำไรต่อชิ้นสูงหรือต้นทุนหนัก

  • ใช้โมเดลสต็อกเอง vs ให้ซัพพลายเออร์ส่งตรง

การเริ่มจากล็อตเล็ก ๆ เพื่อทดสอบตลาด แล้วค่อยสเกลขึ้นเมื่อเห็นสัญญาณดีมักเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น

ธุรกิจขายส่ง B2B ในปี 2025 คือโอกาสที่จับต้องได้จริงสำหรับผู้ประกอบการยุคดิจิทัล ถ้าคุณเลือกสินค้าให้ถูก วางราคาให้เป็น เล่นเกมพาร์ตเนอร์ให้เป็น และใช้เทคโนโลยีอย่าง Shopify เป็นฐานหลังบ้าน โมเดลขายส่งจะกลายเป็นเครื่องเร่งการเติบโตของธุรกิจคุณได้อย่างทรงพลัง