เปิดเกมธุรกิจขายส่ง B2B ในปี 2025
ยอดขายตลาดขายส่งทั่วโลกกำลังโตแบบก้าวกระโดด มูลค่าทะลุหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 ทำให้โมเดล ขายส่ง (Wholesale) กลายเป็นอีกหนึ่งสนามทองของผู้ประกอบการยุคดิจิทัล
แทนที่จะต้องวิ่งหาลูกค้าปลีกทีละคน ธุรกิจขายส่งเน้นการขายครั้งละล็อตใหญ่ให้ร้านค้าอื่น แล้วให้ฝั่งร้านค้าปลีกเป็นคนรับไม้ต่อไปทำการตลาดหน้าบ้าน ช่วยให้คุณโฟกัสกับ ผลิตสินค้า บริหารสต็อก และจัดการหลังบ้าน ได้เต็มที่
คู่มือนี้จะพาคุณดูตั้งแต่ภาพรวมธุรกิจขายส่ง วิธีเริ่มแบบออนไลน์ ไปจนถึงไอเดียสินค้าที่น่าสนใจ และวิธีใช้ Shopify B2B เป็นฐานเทคโนโลยีให้ธุรกิจโตจริงในปี 2025
ธุรกิจขายส่งคืออะไร? โมเดลอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทาน
ธุรกิจขายส่งคือการซื้อสินค้าในจำนวนมากจากผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ แล้วนำไปขายต่อให้กับ ผู้ค้าปลีกหรือธุรกิจอื่น ในราคาส่งที่ถูกกว่าราคาปลีก
ผู้ค้าปลีกจะนำสินค้าเหล่านี้ไปขายต่อให้ผู้บริโภคปลายทางในราคาที่บวกกำไรเพิ่มเข้าไป ส่วนผู้ค้าส่งก็ทำกำไรจากส่วนต่างระหว่าง ต้นทุนต่อหน่วยที่ได้จากการสั่งล็อตใหญ่ กับราคาที่ขายต่อให้ร้านค้า
บทบาทของผู้ค้าส่งในห่วงโซ่อุปทาน
ผู้ค้าส่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในซัพพลายเชน:
ซื้อสต็อกจำนวนมากจากผู้ผลิตในราคาถูก
เก็บสินค้าไว้ในคลัง และบริหารการจัดส่ง
แบ่งขายในจำนวนที่เหมาะกับผู้ค้าปลีกแต่ละราย
ช่วยให้ร้านค้าปลีกเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไปดีลตรงกับหลายโรงงาน
ทุกวันนี้ตลาดเปลี่ยนไปเพราะมี มาร์เก็ตเพลสขายส่งออนไลน์ เข้ามาเสริม ทำให้ธุรกิจเล็ก ๆ ก็เข้ามาเล่นในสนามนี้ได้ง่ายขึ้น และสามารถขายข้ามประเทศได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจ
ไม่ว่าจะขายผ่านมาร์เก็ตเพลส หรือสร้างช่องทางขายส่งบนเว็บไซต์ของตัวเอง เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซช่วยให้ การทำธุรกิจ B2B ง่ายกว่าที่เคย ทั้งการสั่งซื้อ การชำระเงิน และการจัดการลูกค้าธุรกิจ
ประเภทของธุรกิจขายส่งที่เจอบ่อย
โลกของขายส่งไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว แต่แบ่งได้หลายประเภท โดยแต่ละแบบมีจุดเด่นต่างกันไป
ผู้จัดจำหน่าย
ซื้อสินค้าปริมาณมากจากผู้ผลิต แล้วขายต่อเป็นล็อตใหญ่ให้ผู้ค้าปลีก มักดูแลเรื่องคลังสินค้า การจัดเก็บ และลอจิสติกส์ให้เสร็จในที่เดียวผู้ผลิต (Manufacturers)
ผลิตสินค้าเอง สามารถขายตรงให้ผู้ค้าส่งหรือผู้ค้าปลีกได้ บางรายทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าส่งในตัวเดียวกันผู้ค้าส่งเชิงพาณิชย์
ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ซื้อจากซัพพลายเออร์จำนวนมาก เก็บสต็อก แล้วขายต่อให้ผู้ค้าปลีกในปริมาณที่เล็กลง เหมาะกับการกระจายสินค้ากว้าง ๆนายหน้า / เอเย่นต์
ไม่ได้เก็บสต็อกเอง แต่เชื่อมผู้ค้าส่งกับผู้ซื้อ แล้วรับค่าคอมมิชชันจากแต่ละดีลสาขาการขายของผู้ผลิต
ผู้ผลิตเปิดหน่วยงานขายส่งของตัวเอง ดูแลสต็อกและขายตรงให้ร้านค้า ไม่ต้องผ่านผู้ค้าส่งรายอื่นแพลตฟอร์ม B2B ออนไลน์
ทำหน้าที่เป็นตลาดกลาง เชื่อมผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกเข้าด้วยกันบนแพลตฟอร์มเดียว เหมาะกับการขยายตลาดไปต่างประเทศหรือหาลูกค้ารายใหม่แบบดิจิทัล
ขายส่ง vs ขายปลีก ต่างกันยังไง?
ขายส่ง (Wholesale): ขายสินค้าเป็นล็อตใหญ่ให้กับธุรกิจอื่น ราคาต่อชิ้นจะถูกกว่า เพราะเน้นจำนวนและการหมุนสต็อก
ขายปลีก (Retail): ขายให้ลูกค้าปลายทางทีละชิ้นหรือทีละชุด ราคาต่อหน่วยสูงกว่า เพราะต้องบวกต้นทุนหน้าร้านและการตลาด
ธุรกิจจำนวนมากเลือกทำ ทั้งขายส่งและขายปลีกควบคู่กัน เพื่อขยายช่องทางรายได้ กระจายความเสี่ยง และใช้ศักยภาพของแบรนด์ได้เต็มที่
วิธีเริ่มต้นธุรกิจขายส่งออนไลน์แบบทีละสเต็ป
หลายคนคิดว่าขายส่งต้องมีทุนหนา มีคอนเนกชันเยอะ มีโรงงานหรือคลังใหญ่ ทั้งที่จริงแล้ว ตอนนี้คุณสามารถเริ่มธุรกิจขายส่งออนไลน์ได้ไม่ต่างจากการเริ่มทำแบรนด์ D2C เลย เพียงแต่ต้องคิดในมุม B2B ให้มากขึ้น
เครื่องมืออีคอมเมิร์ซสมัยนี้ช่วยตั้งแต่การหาและดีลกับซัพพลายเออร์ ไปจนถึงการเปิดช่องทางขายส่งบนแพลตฟอร์มเดียวแบบครบวงจร
สเต็ปหลัก ๆ มีดังนี้:
เลือกสินค้าที่จะทำขายส่ง
หาและเฟ้นซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจได้
จัดการเรื่องใบอนุญาตและเอกสารทางธุรกิจ
วางกลยุทธ์ด้านราคาขายส่ง
เปิดร้านขายส่งออนไลน์ (เช่น บน Shopify)
ทำการตลาดเพื่อหาลูกค้าขายส่ง
วางระบบหลังบ้านด้านออเดอร์และสต็อกให้ลื่นไหล
ขยายทีมเมื่อธุรกิจเติบโต
ด้านล่างนี้คือรายละเอียดแต่ละข้อ
1. เลือกว่าสินค้าขายส่งของคุณคืออะไร
จุดเริ่มต้นที่ดีของธุรกิจขายส่ง คือการเลือกสินค้าให้ถูกตั้งแต่วันแรก เพราะถ้าเลือกพลาด ก็จะผูกตัวเองกับสต็อกและต้นทุนก้อนใหญ่ไปโดยปริยาย
ปัจจัยสำคัญที่ควรใช้เป็นเกณฑ์ ได้แก่:
ฤดูกาล
สินค้าบางอย่างขายดีเฉพาะช่วง เช่น ชุดว่ายน้ำช่วงหน้าร้อน เสื้อโค้ทช่วงหนาว ขณะที่สินค้าอีกกลุ่มขายได้ตลอดทั้งปี การรู้ซีซันของสินค้า ช่วยให้วางแผนสต็อกได้แม่นขึ้นกำไรต่อชิ้น
ต้องรู้ชัดว่าแต่ละชิ้นทำกำไรเท่าไหร่ เช่น ถ้าซื้อแก้วมา 72 บาท แล้วขายส่งให้ร้านค้า 288 บาท กำไรต่อชิ้นคือ 216 บาท ตัวเลขแบบนี้คือหัวใจของการตั้งราคาขายส่งที่ “คุ้มทั้งสองฝั่ง”ขนาดและน้ำหนัก
ยิ่งเบาและเล็ก ค่าขนส่งยิ่งบริหารง่าย เหมาะมากสำหรับคนที่เริ่มต้นด้วยทุนไม่สูง เช่น เครื่องประดับ ของใช้ชิ้นเล็กความถี่ในการซื้อซ้ำ
สินค้าที่ลูกค้าปลายทางต้องซื้อบ่อย ๆ เช่น หมึกพิมพ์ อาหารสัตว์ หรือสินค้าใช้แล้วหมดเร็ว มักสร้างรายได้แบบต่อเนื่อง ทำแผนสต็อกได้ง่ายกว่าการแข่งขันในตลาด
ดูคู่แข่งว่าใครทำอะไรอยู่ แล้วมองหาช่องว่างที่คนยังไม่โฟกัส เช่น ไม่มีใครทำสบู่กลิ่นเฉพาะทาง หรือไม่มีเจ้าไหนเน้นคุณภาพระดับพรีเมียมในหมวดที่คุณสนใจความเชี่ยวชาญของคุณเอง
ถ้าอยู่ในวงการไหนมาก่อน หรือสนใจเฉพาะด้านอยู่แล้ว คุณจะเข้าใจดีมานด์ของลูกค้าได้ดีกว่าคนอื่น เช่น สายออกกำลังกาย สายอาหาร สายสัตว์เลี้ยง ฯลฯการวิเคราะห์ตลาด
ใช้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ เช่น Google Trends รายงานอุตสาหกรรม แบบสอบถามลูกค้า หรือข้อมูลสถิติจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่เลือกมีดีมานด์จริง
2. เลือกซัพพลายเออร์ให้ถูก ตั้งแต่เริ่ม
ถ้าไม่ได้ผลิตสินค้าเอง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การหาลูกค้า คือการหา ซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ เพราะธุรกิจขายส่งล้มได้ง่ายมาก ถ้าสต็อกไม่เสถียร หรือสินค้าขาดบ่อย
สิ่งที่ควรดูเมื่อคัดเลือกซัพพลายเออร์:
กระจายความเสี่ยง
อย่าพึ่งซัพพลายเออร์เจ้าเดียว การทำงานกับหลายเจ้าช่วยให้คุณมีแผนสำรอง หากมีการส่งล่าช้าหรือผลิตไม่ทันความน่าเชื่อถือ
ดูประวัติการส่งของตรงเวลา ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และความสามารถในการตอบสนองเมื่อยอดสั่งเพิ่มขึ้นคุณภาพสินค้า
ของไม่ได้มาตรฐานหนึ่งล็อต อาจทำให้คุณเสียทั้งชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีก ดังนั้นต้องมีระบบตรวจคุณภาพให้ชัดเจน
วิธีหาแหล่งสินค้าอาจเริ่มจาก:
ติดต่อโรงงานหรือผู้ผลิตโดยตรง
ขอแนะนำจากคนในอุตสาหกรรม
ใช้มาร์เก็ตเพลส B2B เพื่อค้นหาซัพพลายเออร์
ตั้งเงื่อนไขการทำงานร่วมกันให้ชัดเจน เช่น เวลาส่งของ วิธีตรวจสอบคุณภาพ และแนวทางรับมือหากส่งล่าช้า สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ความสัมพันธ์เป็นมืออาชีพและลดความเสี่ยงในระยะยาว
ประเภทซัพพลายเออร์ขายส่ง
แต่ละประเภทมีโครงสร้างต้นทุนและข้อดีต่างกัน:
ผู้ผลิต (Manufacturers) – ต้นทุนต่อชิ้นมักถูกที่สุด แต่กำหนดขั้นต่ำ (MOQ) สูง และการปรับแบบหรือปรับสูตรใช้เวลา
ผู้จัดจำหน่าย (Distributors) – ซื้อจากโรงงานแล้วขายต่อ เหมาะกับแบรนด์เล็กที่อยากเริ่มง่าย แม้ราคาจะถูกบวกมาร์จิ้นขึ้นมาบ้าง
ผู้นำเข้า/ส่งออก – เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนสินค้าข้ามประเทศ มีสินค้าเฉพาะทาง ต้นทุนแข่งขันได้ แต่เวลาขนส่งนานและค่าขนส่งสูงขึ้น
โมเดลไม่ต้องสต็อกเอง – เช่น การให้ซัพพลายเออร์ส่งตรงถึงลูกค้าปลายทาง เหมาะกับการทดสอบตลาด แต่กำไรต่อชิ้นต่ำลง และคุมคุณภาพยากขึ้น
วิธีเช็กความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์
ดูใบรับรองมาตรฐาน เช่น ISO, Fair Trade หรือมาตรฐานอุตสาหกรรมอื่น ๆ
เช็ก Lead time ว่ารับไหว และขยายได้ตามการเติบโตของคุณ
ดูขั้นต่ำการสั่งซื้อ (MOQ) ว่าไม่บีบกระแสเงินสดจนเกินไป
อ่านรีวิวจากลูกค้าธุรกิจรายอื่นบนแพลตฟอร์มบุคคลที่สาม
ดูความเร็วและความชัดเจนในการตอบกลับ
สั่งตัวอย่างสินค้าทดลองก่อนทุกครั้งก่อนสั่งล็อตใหญ่
3. เตรียมใบอนุญาตและเอกสารให้ถูกต้อง
ธุรกิจขายส่งที่โตได้อย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการ จัดการเอกสารให้เรียบร้อย เสียก่อน ทั้งเรื่องกฎหมาย ภาษี และใบอนุญาตเฉพาะสินค้า
ตัวอย่างเอกสารที่มักต้องใช้ เช่น
การจดทะเบียนพาณิชย์ – เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) – เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด ต้องจด VAT ให้ถูกต้อง
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี – จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ
ใบอนุญาตเฉพาะสินค้า – เช่น อาหารและเครื่องดื่ม, สินค้านำเข้า–ส่งออก, หรือสินค้าเฉพาะด้านที่มีกฎหมายควบคุม
การจดทะเบียนนิติบุคคล – ถ้าอยากสร้างเครดิต ขอสินเชื่อ หรือดีลกับคู่ค้ารายใหญ่ การมีโครงสร้างบริษัทชัดเจนจะช่วยได้มาก
คุณสามารถปรึกษาหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือที่ว่าการเขต/เทศบาล เพื่อเช็กว่ากิจการของคุณต้องใช้เอกสารอะไรบ้างก่อนเริ่ม
4. วางกลยุทธ์กำหนดราคาขายส่ง
เรื่องราคาคือหัวใจของธุรกิจขายส่ง เพราะคุณต้องบาลานซ์ให้ได้ระหว่าง:
ธุรกิจคุณได้กำไรสมเหตุสมผล
ผู้ค้าปลีกนำไปขายต่อแล้วมีกำไรพอ
โดยทั่วไป ธุรกิจขายส่งที่ไปได้ดีมักตั้งเป้าให้มีกำไร อย่างน้อยราว 50% จากการขายส่งล็อตใหญ่ และจะได้มาร์จิ้นสูงขึ้นเมื่อขายปริมาณน้อยลง หรือขายตรงให้ผู้บริโภค
ตัวอย่าง:
ต้นทุนต่อชิ้น = 720 บาท
ขายส่งที่ 1,440 บาท → กำไร 720 บาท (กำไร 50%)
ขายตรงผู้บริโภคที่ 2,880 บาท → กำไร 2,160 บาท (ประมาณ 75%)
กลยุทธ์ที่ดีคือ ทำให้ราคาขายส่ง จูงใจร้านค้า แต่ยังเหลือพื้นที่กำไรให้เขา เวลานำไปขายปลีกต่อ
ส่วนลดตามปริมาณและ MOQ
เครื่องมือยอดนิยมของธุรกิจขายส่ง คือการใช้ MOQ และ Volume Discount
กำหนดจำนวนขั้นต่ำ (MOQ) ที่ร้านค้าต้องสั่งเพื่อได้ราคาส่ง
ให้ส่วนลดเพิ่มเมื่อสั่งจำนวนมากขึ้นอีกขั้น
แบบนี้ช่วยให้คุณหมุนสต็อกไวขึ้น และเพิ่มมูลค่าออเดอร์เฉลี่ย (AOV) ไปพร้อมกัน
ราคาขายปลีกกลาง (MSRP)
การระบุ MSRP (ราคาขายปลีกที่แนะนำ) ช่วยให้:
ผู้ค้าปลีกไม่กดราคาตัดกันเองจนเสียตลาด
ระดับราคาปลีกของคุณดูนิ่งและน่าเชื่อถือ
โดยมาก MSRP จะระบุไว้ในสัญญาระหว่างผู้ค้าส่งกับร้านค้า และอาจยืดหยุ่นได้ในช่วงโปรโมชันหรือแคมเปญลดราคาพิเศษ
เงื่อนไขการชำระเงิน (Payment Terms)
ลูกค้าธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถจ่ายเต็มจำนวนทันทีได้ การให้เครดิตเทอมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ค้าส่ง
ตัวอย่างเงื่อนไขยอดนิยม:
จ่ายทันที – ชำระเต็มตอนสั่งซื้อ
เครดิตตามกำหนด – เช่น จ่ายภายใน 15, 30 หรือ 90 วันหลังออกบิล
จ่ายเมื่อได้รับสินค้า – ชำระเมื่อของถูกส่งมอบสำเร็จ
คุณอาจตั้งเงื่อนไขที่ต่างกันสำหรับแต่ละร้าน ตามประวัติการชำระเงิน ขนาดออเดอร์ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ผ่านมา
การตั้งราคาสำหรับตลาดต่างประเทศ
ถ้าคุณขายส่งไปต่างประเทศ ต้องคิดเพิ่มเรื่อง:
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน – ค่าเงินเปลี่ยน กำไรจริงอาจหายโดยไม่รู้ตัว
ภาษีนำเข้า อากร และ VAT ของแต่ละประเทศ
ค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าคลังต่างประเทศ และเวลาขนส่งที่ยาวขึ้นเพราะกระบวนการศุลกากร
มาตรฐานและใบรับรองสินค้าในแต่ละประเทศ เช่น อย. GMP ฮาลาล หรือมาตรฐานบรรจุภัณฑ์เฉพาะตลาด
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่คนมองข้าม แต่กระทบกำไรอย่างมากเมื่อเริ่มส่งออกจริง
5. สร้างร้านขายส่งออนไลน์ด้วย Shopify
Shopify คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้การขายส่ง B2B เป็นเรื่องง่าย เพราะออกแบบมาเพื่อรองรับ ทั้งลูกค้าปลีก (B2C) และลูกค้าธุรกิจ (B2B) บนร้านเดียวกัน
จุดเด่นคือ คุณสามารถให้ลูกค้าธุรกิจล็อกอินเข้ามาเห็นราคาและแคตตาล็อกเฉพาะของตัวเองได้ โดยลูกค้าทั่วไปยังเห็นหน้าร้านปกติ
โปรไฟล์บริษัท (Company Profiles)
ฟีเจอร์โปรไฟล์บริษัทใน Shopify ถูกสร้างมาเพื่อธุรกิจขายส่งโดยเฉพาะ:
หนึ่งโปรไฟล์รองรับหลายผู้ติดต่อและหลายสาขา
เก็บข้อมูลสำคัญครบ เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน แคตตาล็อกเฉพาะ การยกเว้นภาษี สิทธิ์ผู้ใช้แต่ละคน
จัดการได้จากแดชบอร์ดเดียว
แคตตาล็อกและการตั้งราคา B2B
Shopify มีเครื่องมือสำคัญ 3 ส่วนในการปรับประสบการณ์ซื้อขายส่ง:
ลิสต์ราคา (Price Lists) – ตั้งราคาขายส่งแบบตัวเลขตายตัว หรือส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคาปลีก พร้อมกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำ/ขั้นสูงสุดต่อการสั่งซื้อ
การเผยแพร่สินค้าตามกลุ่มลูกค้า – แสดงสินค้าเฉพาะบางกลุ่มให้ลูกค้าบางรายเห็นได้
การตั้งราคาตามปริมาณ (Volume Pricing) – ให้ส่วนลดเพิ่มอัตโนมัติเมื่อใส่จำนวนมากในตะกร้า
บัญชีลูกค้า (Customer Accounts)
ฟีเจอร์บัญชีลูกค้าใน Shopify ช่วยให้:
ลูกค้าขายส่งเห็นราคาพิเศษและสินค้าเฉพาะของตัวเอง
ดูประวัติคำสั่งซื้อย้อนหลังได้
จัดการข้อมูลใบแจ้งหนี้และที่อยู่จัดส่งได้สะดวก
ทั้งหมดนี้ทำให้คุณรองรับได้ทั้ง ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย และผู้บริโภคปลายทาง ภายในร้าน Shopify ร้านเดียว
6. ทำการตลาดและหาลูกค้าขายส่ง
เมื่อคุณมีสินค้า ราคาชัดเจน และหน้าร้านออนไลน์พร้อมแล้ว สิ่งต่อไปคือการทำให้ ผู้ค้าปลีกมองเห็นคุณ และอยากร่วมงานด้วย
ใช้เว็บไซต์ของคุณให้เป็นเครื่องมือดึง B2B
ถ้าคุณมีเว็บไซต์ขายปลีกอยู่แล้ว นั่นแหละคือจุดเริ่มที่ดีมาก เพราะร้านค้าปลีกจำนวนไม่น้อยมักเริ่มจากการเป็น “ลูกค้าปลีก” ก่อน แล้วค่อยทักมาขอซื้อเป็นล็อตเพื่อเอาไปวางขายในร้านของตัวเอง
เคล็ดลับคือ:
ทำให้แบรนด์คุณน่าจดจำและดูน่าเชื่อถือ
ใส่ลิงก์หรือปุ่ม “ติดต่อสำหรับการขายส่ง” ไว้ชัด ๆ เช่น ในส่วนท้ายเว็บไซต์
เตรียมฟอร์มให้ร้านค้าเข้ามากรอกข้อมูลเบื้องต้นได้ง่าย
เข้าร่วมมาร์เก็ตเพลสขายส่ง
มาร์เก็ตเพลสขายส่งช่วยให้คุณ:
เข้าถึงผู้ค้าปลีกจำนวนมากในที่เดียว
ทดสอบตลาดใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว
เพิ่มโอกาสให้แบรนด์ไปโผล่ในมือร้านค้าในหลายประเทศ
ก่อนเลือกแพลตฟอร์ม ควรอ่านเงื่อนไขให้ละเอียด ดูเรื่องค่าธรรมเนียม และข้อกำหนดเช่น การขอสิทธิ์ขายแบบผูกขาดในบางพื้นที่
ไปออกงานแฟร์และงานแสดงสินค้า
งานแสดงสินค้าคือพื้นที่คลาสสิกของธุรกิจขายส่ง คุณจะได้เจอผู้ค้าปลีกแบบตัวต่อตัว เห็นของจริง จับต้องบรรยากาศ และสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นได้เร็วมาก
อย่างไรก็ตาม งานแฟร์มีต้นทุนสูง ทั้งค่าเดินทาง ค่าเช่าพื้นที่บูธ ค่าตกแต่ง และค่าทีมงาน ควรประเมินผลตอบแทนด้วยสูตรง่าย ๆ:
ROI (%) = [(รายได้รวมจากงาน – ต้นทุนรวม) ÷ ต้นทุนรวม] × 100
อย่าลืมรวมรายได้ระยะยาวจากออเดอร์ที่สั่งซ้ำภายหลังงานด้วย ไม่ใช่แค่ออเดอร์ที่ปิดได้ในงานเท่านั้น
ใช้ข้อเสนอพิเศษดึงใจลูกค้าขายส่ง
ลูกค้าธุรกิจก็ชอบดีลดี ๆ ไม่ต่างจากผู้บริโภคทั่วไป ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ได้ผลบ่อย:
ตั้งขั้นต่ำการสั่งซื้อต่ำสำหรับออเดอร์แรก ให้ลูกค้าใหม่ลองได้โดยไม่ต้องเสี่ยงมาก
ให้ส่วนลดตามยอดสั่งซื้อหรือโซนจัดส่ง
ลดราคาพิเศษเมื่อสั่งแบบยกลัง ยิ่งสั่งเยอะยิ่งคุ้ม
รองรับหลายวิธีชำระเงิน เพื่อให้เขาซื้อได้สะดวก
ทำแพ็กเกจบันเดิลแบบราคาพิเศษ
จัดโปรเฉพาะลูกค้าบางกลุ่มหรือช่วงเวลา
ให้ตัวอย่างสินค้าฟรีสำหรับการทดลองขาย
อีกกลยุทธ์ที่ร้านค้าปลีกชอบมากคือการให้บริการแบบส่งตรงถึงลูกค้าปลายทางแทนร้าน (ไม่ต้องสต็อกเอง) ช่วยลดภาระคลังสินค้าให้พาร์ตเนอร์ และกลายเป็นจุดขายสำคัญของคุณได้ทันที
จับมือแบรนด์อื่นผ่านพาร์ตเนอร์ชิป
คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งหาลูกค้าปลีกเองทั้งหมด ลองมองหาแบรนด์ที่สินค้า “เข้าคู่” กับคุณ แล้วเสนอทำแคมเปญหรือดีลร่วมกัน เช่น:
แบรนด์แก้วมัคจับมือกับร้านกาแฟพิเศษ
แบรนด์ของแต่งบ้านจับคู่กับดีไซน์เนอร์หรือร้านเฟอร์นิเจอร์
เวลาเข้าหา ควรส่งข้อความสั้น กระชับ และชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์อะไร ก่อนปิดท้ายด้วย “ขั้นตอนถัดไป” ที่ชัด เช่น นัดคอล 15 นาที หรือให้เขากรอกฟอร์มสนใจ
7. จัดการออเดอร์และระบบหลังบ้านให้ลื่นไหล
เมื่อออเดอร์เริ่มไหลเข้ามา สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้การหาลูกค้า คือการทำให้ระบบหลังบ้าน รับมือปริมาณงานได้จริง โดยไม่เสียคุณภาพบริการ
เครื่องมืออัตโนมัติจะช่วยคุณได้มาก เช่น:
ระบบรวมออเดอร์จากหลายช่องทาง
การซิงก์ข้อมูลกับคลังสินค้า
การอัปเดตสต็อกแบบเรียลไทม์
ไม่ว่าคุณจะ:
จัดการคลังเอง
หรือใช้ผู้ให้บริการคลังสินค้าและจัดส่ง (3PL)
สิ่งสำคัญคือให้ระบบทั้งหมดเชื่อมกันได้ และรองรับการเติบโตในอนาคต
การจัดการสต็อกสินค้า
สต็อกคือเงินสดที่ถูกแช่ไว้ การบริหารให้ดีจึงสำคัญมาก:
ใช้ข้อมูลยอดขายเก่า เทรนด์ และฤดูกาลมาทำนายความต้องการ
ติดตามสต็อกแบบละเอียด เพื่อลดการสต็อกเกินหรือติดลบ
ชั่งใจระหว่างทำเอง vs ใช้ 3PL โดยเปรียบเทียบ การควบคุม กับ ความยืดหยุ่น
ถ้าระบบสต็อกถูกออกแบบดี คุณจะทำธุรกิจได้แบบลีน ลดของเสีย และใช้เงินทุนได้คุ้มขึ้นมาก
การรักษาแบรนด์และความสัมพันธ์กับพาร์ตเนอร์
ในเกมขายส่ง แบรนด์ของคุณไม่ได้หายไปไหน แม้ลูกค้าปลายทางจะซื้อผ่านร้านอื่นก็ตาม เพราะฉะนั้นควร:
วางนโยบายด้านราคาให้ชัดเจน เพื่อกันการตัดราคากันเอง
เตรียมสื่อการตลาด (ภาพสินค้า ข้อความ คำอธิบาย) ให้ร้านค้าพาร์ตเนอร์เอาไปใช้ตรง ๆ ได้เลย
เสนอไอเดียแคมเปญร่วม เช่น โปรพิเศษเฉพาะร้านคู่ค้า หรือชุดสินค้าพิเศษที่มีขายผ่านร้านนั้นเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความสม่ำเสมอของแบรนด์ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคงกับคู่ค้าได้ดีมาก
8. ขยายทีมให้โตทันธุรกิจ
เริ่มแรกคุณอาจทำทุกอย่างคนเดียว แต่เมื่อออเดอร์เพิ่มขึ้น งานจะซับซ้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว การสร้างทีมที่แข็งแรงคือกุญแจให้ธุรกิจขายส่ง ขยายได้โดยไม่พังกลางทาง
ตัวอย่างตำแหน่งสำคัญเมื่อธุรกิจโตขึ้น:
Customer Success Manager – ดูแลลูกค้าร้านค้าปลีก ช่วยให้พวกเขาขายสินค้าของคุณได้ดี และกลับมาสั่งซ้ำ
Quality Assurance Supervisor – ตรวจสอบคุณภาพสินค้า ทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์
Logistics Coordinator – ดูแลการจัดส่งออเดอร์จำนวนมากให้ตรงเวลา
Inventory Analyst – คาดการณ์ความต้องการสต็อก วิเคราะห์ตัวเลข และลดการขาด/ล้นสต็อก
Office Administrator / Virtual Assistant – รับมือกับงานประจำวัน ทำให้ทีมหลักโฟกัสกับการเติบโต
Growth Marketer – หาช่องทางขยายฐานลูกค้าปลีก และสร้างโอกาสการขายใหม่ ๆ
ไอเดียสินค้าขายส่งที่น่าจับตาในยุค B2B ออนไลน์
โอกาสในโลกขายส่งออนไลน์แทบจะไม่มีเพดาน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่หรือเจ้าตลาดที่อยากขยายไลน์สินค้า ลองดูหมวดต่อไปนี้เป็นไอเดียตั้งต้น
สื่อและอุปกรณ์การเรียน
ตลาดการศึกษามีผู้ใช้งานมหาศาล ตั้งแต่ระดับนักเรียนไปจนถึงครูและสถานศึกษา ทำให้ดีมานด์เสถียรและมีการสั่งซ้ำสูง
ไอเดียสินค้า เช่น:
ซอฟต์แวร์การศึกษา
สมุด แฟ้ม บายนเดอร์
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริม
เครื่องคิดเลข
หนังสือเรียนและคู่มือ
กล่องข้าวกลางวันและของใช้ประจำวันของนักเรียน
ของแต่งบ้าน
ตลาดของแต่งบ้านทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลายคนยอมลงทุนกับการทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น จึงเป็นโอกาสของผู้ค้าส่งอย่างมาก
ตัวอย่างสินค้า:
วอลเปเปอร์และสีทาบ้าน
วัสดุปูพื้น เช่น พื้นไม้ หรือวัสดุสังเคราะห์
พรมและพรมปูทางเดิน
หมอนอิง ผ้าห่ม และผ้าตกแต่ง
อุปกรณ์จัดเก็บและจัดระเบียบ
โคมไฟและอุปกรณ์ส่องสว่าง
ชุดเครื่องนอน
แฟชั่นและแอคเซสซอรี
อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นตลาดใหญ่มาก และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคหันมาซื้อออนไลน์มากขึ้น
สินค้าในหมวดนี้ เช่น:
เสื้อผ้าผู้ชาย/ผู้หญิง
เสื้อผ้าเด็ก
เสื้อผ้าแนวลำลอง
เสื้อผ้าแบบทางการและชุดทำงาน
เสื้อผ้าแฟชั่นตามเทรนด์
ผ้าพันคอ หมวก และแอคเซสซอรี
รองเท้าและกระเป๋าแฟชั่น
อาหารและเครื่องดื่ม
หมวดอาหารถือเป็นสินค้าพื้นฐานที่มีการสั่งซ้ำสูง และยังต่อยอดเป็นสินค้าพรีเมียมได้ง่าย
ไอเดียสินค้า เช่น:
เครื่องดื่มหลากประเภท
ผลิตภัณฑ์นมและไอศกรีม
เนื้อสัตว์และอาหารทะเล
อาหารแช่แข็งพร้อมทาน
ของหวานและขนมขบเคี้ยว
สินค้าออร์แกนิก
อาหารเฉพาะสาย เช่น โลว์คาร์บหรือสายเฮลท์ตี้
กระเป๋าถือและกระเป๋าสะพาย
ตลาดกระเป๋ามีความต้องการต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นดีไซน์ คุณภาพ และแบรนด์
ตัวอย่างสินค้า:
กระเป๋าถือหลากสไตล์
กระเป๋าคลัทช์ (Clutch)
กระเป๋าผู้ชาย
กระเป๋าเด็ก
กระเป๋าสะพายข้อมือ (Wristlet)
กระเป๋าลำลอง
กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าเป้
อุปกรณ์และของใช้ในครัวเรือน
หมวดครัวและรับประทานอาหารเป็นอีกตลาดที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อผู้คนทำอาหารที่บ้านมากขึ้น
ไอเดียสินค้า:
อุปกรณ์ครัวหลากชนิด
ชาม จาน แก้ว และชุดเสิร์ฟ
ถาดเสิร์ฟอาหาร
อุปกรณ์จัดเก็บและจัดระเบียบในครัว
ตู้และชั้นวาง
มีดและอุปกรณ์ตัดเตรียมอาหาร
ผ้าและผ้าปูโต๊ะ
โต๊ะอาหารและเก้าอี้
เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว
แก้วน้ำและแก้วไวน์
สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
ตลาด Wellness เติบโตแรงต่อเนื่อง ทั้งฝั่งฟิตเนส สปา สกินแคร์ และสุขภาพจิตใจ ทำให้เป็นหมวดที่น่าสนใจสุด ๆ
ไอเดียสินค้า:
เครื่องนวดและอุปกรณ์ผ่อนคลาย
โลชั่นบำรุงผิว ครีมลดริ้วรอย และชุดบำรุงผิว
เสื้อผ้าออกกำลังกาย
อุปกรณ์โยคะ
อุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน
ผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก
อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตต่อเนื่องทุกปี เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากยอมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์
สินค้าที่น่าสนใจ เช่น:
ของเล่นสัตว์เลี้ยง
อาหารสัตว์เลี้ยงหลากสูตร
สินค้าดูแลสุขภาพสัตว์
อุปกรณ์ทำความสะอาดและ Grooming
ชามอาหารและฟีดเดอร์อัตโนมัติ
เสื้อผ้าและเครื่องประดับสัตว์
สายจูง ปลอกคอ สายรัด
กรง ตู้ปลา และที่อยู่อาศัย
เตียงและที่นอนสัตว์เลี้ยง
อุปกรณ์จัดงานปาร์ตี้
คนยังจัดงานฉลองกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ หรือเทศกาลต่าง ๆ ทำให้ตลาดอุปกรณ์ปาร์ตี้ยังมีโอกาสอีกมาก
ตัวอย่างสินค้า:
ลูกโป่งหลากแบบ
ของชำร่วยงานปาร์ตี้
ภาชนะใช้แล้วทิ้ง
ของตกแต่งธีมงาน
อุปกรณ์จัดเลี้ยง
ฉากหลังถ่ายรูป
ของตกแต่งโต๊ะกลาง
ไฟและเทียน
ดอกไม้ (จริงหรือเทียม)
สติกเกอร์และชุดงานประดิษฐ์
ธุรกิจขายส่งทำกำไรได้จริงไหม?
หัวใจของกำไรในขายส่งคือ การซื้อจำนวนมากในราคาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แล้วขายต่อให้ร้านค้าปลีกในราคาที่สูงกว่า โดยเหลือพื้นที่ให้เขาบวกมาร์จิ้นเพิ่มได้อีก
หากวันนี้คุณทำธุรกิจแบบขายตรงถึงผู้บริโภค (D2C/D2C) อยู่แล้ว การเพิ่มช่องทางขายส่ง B2B เข้าไป จะช่วยให้:
ใช้งบการตลาดต่อหนึ่งลูกค้า (ร้านค้า) ถูกลง
หมุนสต็อกได้เร็วขึ้น
ขยายไปยังกลุ่มผู้ซื้อใหม่ผ่านพาร์ตเนอร์ที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว
เหตุผลที่ควรลองทำขายส่งควบคู่ไปด้วย
1. เพิ่มยอดขาย โดยใช้งบการตลาดต่อหัวต่ำลง
แทนที่จะยิงโฆษณาหาลูกค้ารายคน คุณโฟกัสไปที่ร้านค้าปลีกไม่กี่ราย แต่แต่ละรายสั่งทีเป็นล็อต ทำให้ต้นทุนการตลาดต่อออเดอร์คุ้มขึ้นมาก
2. ใช้พลังของแบรนด์อื่นช่วยขายสินค้า
เมื่อคุณขายผ่านร้านค้าปลีกหรือมาร์เก็ตเพลสใหญ่ ๆ แบรนด์ของพาร์ตเนอร์จะเป็นตัวดึงลูกค้าให้สินค้าไปอยู่ในมือผู้ใช้จริง แม้บางครั้งลูกค้าอาจยังไม่รู้จักชื่อแบรนด์คุณโดยตรงด้วยซ้ำ
3. ขยายตลาดใหม่แบบเสี่ยงน้อยลง
การบุกตลาดใหม่ด้วยตัวเองต้องใช้ต้นทุนทั้งเรื่องโลจิสติกส์ การตลาด และทีมในพื้นที่ แต่ถ้าจับมือกับร้านค้าที่มีฐานในตลาดนั้นอยู่แล้ว คุณจะลดทั้งต้นทุนและความเสี่ยงลงได้มาก
เริ่มต้นธุรกิจขายส่ง B2B บน Shopify
อีคอมเมิร์ซทำให้แบรนด์ D2C เปิดตัวและเติบโตบนโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้นมาหลายปีแล้ว และตอนนี้เทรนด์เดียวกันกำลังเกิดกับ สตาร์ทอัพสายขายส่ง ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจของธุรกิจ
เมื่อคุณขายส่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์:
ร้านค้าปลีกได้สินค้าใหม่ไปขาย โดยไม่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาเอง
ผู้ค้าส่งลดภาระด้านการตลาดหน้าบ้าน และต่อยอดขายให้กับฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้ว
ทำไม Shopify B2B ถึงเหมาะกับสตาร์ทอัพขายส่ง
แพลตฟอร์มครบวงจร – จัดการการชำระเงิน การตลาด ร้านค้าออนไลน์ และระบบขายส่ง จากอินเทอร์เฟซเดียว
ระบบเช็กเอาต์ B2B แบบเซลฟ์เซอร์วิส – ให้ลูกค้าธุรกิจเลือกสินค้า ใส่ตะกร้า ใช้ลิสต์ราคา และชำระแบบเครดิตเทอมได้เอง ไม่ต้องรอใบเสนอราคามือ
การตั้งราคาและส่วนลดแบบยืดหยุ่น – สร้างแคตตาล็อกเฉพาะลูกค้า ตั้งราคาเป็นตัวเลขหรือเปอร์เซ็นต์จากราคาปลีก และใช้ส่วนลดแบบขั้นบันไดอัตโนมัติ
รองรับการสเกลโดยไม่ต้องยกเครื่อง IT ใหม่ – เมื่อธุรกิจโต สามารถต่อยอดด้วยแอปและ API ของ Shopify ได้ โดยไม่ต้องเริ่มระบบใหม่ตั้งแต่ต้น
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับธุรกิจขายส่ง
ข้อดีของการทำธุรกิจขายส่งมีอะไรบ้าง?
ลดต้นทุนต่อหนึ่งลูกค้า เพราะขายทีละล็อตใหญ่แทนการขายทีละชิ้น
จัดการโลจิสติกส์ง่ายขึ้น เน้นจัดส่งเป็นล็อต
เข้าถึงฐานลูกค้าของร้านค้าปลีกได้ทันที ทำให้ไม่ต้องทุ่มงบการตลาดมากเท่าการขายตรง
ธุรกิจแบบไหนที่ทำขายส่งได้บ้าง?
แทบทุกอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากได้ สามารถทำขายส่งได้ ไม่ว่าจะเป็น:
ผู้ผลิต
ผู้จัดจำหน่าย
ซัพพลายเออร์
ผู้นำเข้า/ส่งออก
ในหมวดต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และเวชภัณฑ์
ความท้าทายของธุรกิจขายส่งคืออะไร?
การบริหารออเดอร์จำนวนมาก
การควบคุมสต็อก
การตั้งราคาที่แข่งขันได้ แต่ยังมีกำไร
การสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีกในระยะยาว
ต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์ที่ดีและระบบหลังบ้านที่แข็งแรง
ขายส่งกับขายปลีกต่างกันยังไง?
ขายส่ง – ขายเป็นล็อตใหญ่ให้ธุรกิจอื่น ในราคาต่อชิ้นที่ต่ำกว่า
ขายปลีก – ขายเป็นชิ้นให้ผู้บริโภคปลายทาง ในราคาที่บวกกำไร
ขายส่งคือกลไกหนึ่งในซัพพลายเชนที่ช่วยให้ร้านค้าปลีกมีสินค้าพร้อมขายไปตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละราย
ธุรกิจเล็ก ๆ จะเริ่มขายส่งยังไง?
เริ่มจากเลือกหมวดสินค้าและหาซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจได้
จดทะเบียนธุรกิจและจัดการเอกสารที่จำเป็น
วางกลยุทธ์ราคา กำไรขั้นต่ำ MSRP และ MOQ
สร้างร้านออนไลน์ (เช่น บน Shopify) แล้วติดตั้งฟีเจอร์ B2B
ลงขายบนมาร์เก็ตเพลสขายส่ง และติดต่อร้านค้าปลีกเป้าหมายโดยตรง
ธุรกิจขายส่งแบบไหนมักกำไรสูง?
มักจะอยู่ในตลาดใหญ่ที่มีดีมานด์ต่อเนื่อง เช่น:
สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
แฟชั่นและของแต่งตัว
ของแต่งบ้าน
สินค้าสัตว์เลี้ยง
อาหารและเครื่องดื่ม
สื่อการเรียนการสอน
หมวดเหล่านี้มีการสั่งซ้ำสูง และลูกค้าปลายทางซื้ออย่างต่อเนื่อง
ถ้าอยากเริ่มเป็นผู้ค้าส่ง ต้องทำอะไรบ้าง?
สรุปเป็นลำดับได้ว่า:
เลือกหมวดสินค้า
หาและคัดซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้
จดทะเบียนธุรกิจและเตรียมเอกสาร
วางราคาขายส่ง กำไรขั้นต่ำ MSRP และ MOQ
เปิดร้านออนไลน์ด้วยฟีเจอร์ B2B (เช่น Shopify)
ลงขายในมาร์เก็ตเพลส และทำการตลาดไปยังร้านค้าปลีก
ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเริ่มธุรกิจขายส่ง?
ไม่ได้จำเป็นต้องมีงบมหาศาลเสมอไป เพราะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซช่วยลดต้นทุนหน้าร้านและระบบได้มาก ค่าใช้จ่ายหลักจะขึ้นอยู่กับว่า:
คุณผลิตเองหรือซื้อจากซัพพลายเออร์
เลือกสินค้าที่ขนาดเล็ก เบา และมีกำไรต่อชิ้นสูงหรือต้นทุนหนัก
ใช้โมเดลสต็อกเอง vs ให้ซัพพลายเออร์ส่งตรง
การเริ่มจากล็อตเล็ก ๆ เพื่อทดสอบตลาด แล้วค่อยสเกลขึ้นเมื่อเห็นสัญญาณดีมักเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น
ธุรกิจขายส่ง B2B ในปี 2025 คือโอกาสที่จับต้องได้จริงสำหรับผู้ประกอบการยุคดิจิทัล ถ้าคุณเลือกสินค้าให้ถูก วางราคาให้เป็น เล่นเกมพาร์ตเนอร์ให้เป็น และใช้เทคโนโลยีอย่าง Shopify เป็นฐานหลังบ้าน โมเดลขายส่งจะกลายเป็นเครื่องเร่งการเติบโตของธุรกิจคุณได้อย่างทรงพลัง

