จากชีวิตสุดโต่ง สู่สัญญาณเตือนจากร่างกาย
เส้นทางของ เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นคนเฮลตีสายสุขภาพอย่างที่หลายคนเห็นทุกวันนี้ แต่เคยใช้ชีวิตสุดโต่งทั้ง ทำงานหนัก อดนอนยาวหลายวัน และลดน้ำหนักผิดวิธี จนร่างกายพังแบบไม่รู้ตัว
ภายนอกอาจดูปกติดี แต่ข้างในกลับสะสมปัญหาทั้ง แพนิคอะแทก โยโย่เอฟเฟกต์ และ office syndrome ก่อนจะมาถึงจุดที่ต้องถามตัวเองใหม่ว่า จะอยู่ในร่างกายแบบนี้ไปจนแก่จริง ๆ เหรอ?
จุดเริ่มต้นของการไดเอทผิด ๆ
ตอนอายุประมาณ 18 เข้าวงการใหม่ ๆ เจี๊ยบเป็นเด็กตัวเล็ก กินเก่ง กินหอยทอดทีหนึ่ง 2 จาน ยังไม่เคยคิดถึงคำว่าไดเอท เพราะกรรมพันธุ์ไม่ค่อยอ้วน
จนวันที่ต้องยืนอยู่หน้ากล้อง แล้วเริ่มมีคอมเมนต์ว่า “อ้วน” ทั้งที่ตัวจริงตัวเล็กมาก นั่นคือครั้งแรกที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ต้องเปลี่ยนวิธีกินแล้วเหรอ?
ไดเอทคืออะไรกันแน่?
ยุคนั้นยังไม่มี Google ให้ค้นสูตรลดน้ำหนัก ความเชื่อหลัก ๆ คือ “อยากผอมก็แค่ไม่กิน” ซึ่งผิดเต็ม ๆ
สูตรไดเอทสุดโหด: กินแต่ชมพู่ จนโยโย่พุ่ง
เจี๊ยบเคยลดน้ำหนักด้วยวิธีที่สุดโต่งมาก
ช่วงถ่ายหนัง เคย กินแค่ชมพู่แดงทั้งวัน
ไม่แตะข้าวเลย หิวก็กินแต่ชมพู่ ตามสูตรที่มีคนแนะนำ
น้ำหนักลดลงจริง แต่สิ่งที่หายไปด้วยคือ มวลกล้ามเนื้อ (muscle mass) พอถ่ายหนังจบ เหมือนผีหิวโซเข้าสิง กินเค้ก บานอฟฟี่เป็นถาด ๆ จนเข้าโหมด
น้ำหนักดีดขึ้นเร็วมาก
อ้วนกว่าก่อนลด
กลายเป็น โยโย่เอฟเฟกต์แบบเต็มรูปแบบ
หนักสุดคือจาก 52 ขึ้นไป 57 ในเวลาไม่นาน แล้วต้องรีชูตหนังใหม่ทุกซีนแบบ close-up ทำให้ในบางช็อต ก้มลงไปผอม เงยหน้าขึ้นมาหน้ากลมเต็มจอ เจี๊ยบยังแซวตัวเองว่าเหมือน “น้องพยูนยืนริมทะเล”
ยุคนั้นยังมีการบูลลี่นางเอก รูปร่าง หน้าตา แต่เจี๊ยบเลือก น้อมรับคำติ ถึงแม้จะเจ็บอยู่ลึก ๆ จนเผลอกลับไปลดน้ำหนักผิดวิธีซ้ำ ๆ
จากเด็กไม่เคยอ้วน สู่ร่างที่เริ่มมีห่วงยาง
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ชีวิตคือ
ไม่นอน หรือ อดนอนยาวทั้งคืน เพราะทำงาน
เลิกงานเที่ยงคืน ไปกินข้าวร้าน 24 ชั่วโมง
ต่อด้วย McDonald แล้วค่อยกลับไปนอน
จากคนที่เคยเชื่อว่า “ยังไงก็ไม่อ้วน” พออายุมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มมี ห่วงยางรอบเอว จริง ๆ และที่สำคัญคือสุขภาพโดยรวมเริ่มส่งสัญญาณว่ามันไม่โอเคอีกต่อไปแล้ว
ทุกวันนี้ เจี๊ยบไม่ได้โฟกัสที่คำว่า “ต้องสวย” หรือ “ต้องผอม” เท่าเมื่อก่อน แต่กลายเป็นให้ความสำคัญกับ
อยากแข็งแรง
อยากเดินขึ้นบันไดแล้วไม่เหนื่อย
อยากอยู่ในร่างที่ไม่ป่วยง่าย
หุ่นดีเลยกลายเป็นผลพลอยได้ จากการใช้ชีวิตที่สมดุลมากกว่า
ใช้ชีวิตคุ้มเกินไป ได้แพนิคเป็นของแถม
การนอนน้อย กินแย่ ไม่ออกกำลังกาย และไม่ยืดกล้ามเนื้อ ทำให้เจี๊ยบเริ่มเจอปัญหาเหล่านี้
ปวดหลัง คอเคล็ด
เดินแล้วเหนื่อยง่าย
รำคาญตัวเอง หงุดหงิดง่าย โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
จนสุดท้าย แพนิคอะแทก ก็เข้ามาในชีวิตแบบเต็ม ๆ ซึ่งหมอชี้ชัดเลยว่า
ต้นตอสำคัญคือ การอดนอน
ต้องกินยา ปรับพฤติกรรม และจัดเวลาใหม่
จากเมื่อก่อนที่ให้ความสำคัญกับ
งาน
การเล่นเกม
พออายุเข้าเลข 3 ความสำคัญอันดับหนึ่งของชีวิตเปลี่ยนเป็น
สุขภาพ
ครอบครัว
ทุกอย่างอื่นต้องขยับตาม
ผิวก็ burnout ได้เหมือนกัน
เจี๊ยบเล่าว่า ตัวเองเป็นคน “รักถือหน้า” มาก ตั้งแต่อายุ 18 ปี ก็เริ่ม ทาครีมดูแลผิวอย่างจริงจัง
ทาครีมมาเรื่อย ๆ จนถึงอายุ 38
ไม่เคยขาดเกิน 5 วัน
ต่อให้ไม่อาบน้ำตอนเช้า ก็ต้องล้างหน้าและทาครีม
แต่ถึงดูแลดีแค่ไหน ถ้าใช้ชีวิตหักโหมเกินไป ผิวก็มีวันที่ รับไม่ไหว เหมือนร่างกาย
สัญญาณว่าผิวเริ่ม burnout เช่น
แต่งหน้าแล้วคุชชั่นไม่ติดหน้า
ลงรองพื้นแล้วผิวแห้ง แตกร่อง
รูขุมขนดูกว้างขึ้นในวันที่นอนไม่พอ เที่ยวดึก หรือโดนแดดจัด
เจี๊ยบเลยตั้งใจว่า ถ้าเห็นสัญญาณเตือนแบบนี้เมื่อไร ต้องรีบ กลับมาฟื้นฟูผิวและปรับวิถีชีวิตทันที ไม่ปล่อยให้ลุกลาม
เริ่มใหม่: ปรับชีวิตก่อนค่อยพึ่งสกินแคร์
สิ่งแรกที่เจี๊ยบทำเวลารู้สึกว่าร่างกายและผิวเริ่มพังคือ
กลับมานอนให้ดี
ดื่มน้ำเยอะ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ทำอยู่แล้ว
จากนั้นค่อยให้ สกินแคร์ เข้ามาช่วยในแบบที่มีสติมากขึ้น
หลักการเลือกผลิตภัณฑ์ของเจี๊ยบคือ
ต้องเป็นของที่ได้มาตรฐาน
ไม้ใช้ของที่ไม่ได้รับการรับรอง
หน้าไม่ใช่ที่ทดลองของถูกแบบสุ่ม ๆ
เจี๊ยบเปรียบหน้าตัวเองเหมือน “เรดาร์ครีม” เพราะลองมาเยอะมากจนรู้เลยว่าอะไรเหมาะ หรืออะไรไม่ใช่สำหรับตัวเอง
office syndrome จากเกม จนถึงแพนิคกลางเกาหลี
จุดพีคอีกอย่างของร่างพังคือ การนั่งเล่นเกมและระบายสี แบบเพลิน ๆ นาน 8 ชั่วโมง โดยที่ยกแขนค้างไว้ท่าเดิม ไม่ขยับเลย
ผลลัพธ์คือ
หลังพัง
คอเคล็ด
กลายเป็น office syndrome ทั้งที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ออฟฟิศจริง ๆ
ภาวะนี้ไม่ใช่แค่ “เมื่อย” อย่างที่เคยคิด แต่ทรมานถึงขั้น
บางวันตื่นมาแล้วหันคอไม่ได้
ยกแขนไม่สุด
เรื่องยังไม่จบ ตอนบินไปเกาหลี
เลือกตั๋วถูก ต้องบินดึก 2:00–10:00 น.
อากาศหนาวจัด ต้องใส่ heattech + puffer jacket
นั่งเครื่องนาน ตัวตึง คอเคล็ด
ขึ้นแท็กซี่ เจอฮีทเตอร์ เปิดแรง ถอดเสื้อออกไม่ได้
ผลคือ
หายใจไม่ออก
ตัวขยับไม่ได้ เพราะ office syndrome กำเริบ
แพนิคอะแทกระเบิดพร้อมกันเต็ม ๆ
กลับมาจากทริปนั้น เจี๊ยบตัดสินใจ ลงคอร์สกายภาพบำบัดทันที เพราะเริ่มรู้แล้วว่า
จากแค่ปวดตัว ถ้าปล่อยไว้ มันพาใจเราไปถึงจุดที่ “จะเป็นบ้า” ได้จริง ๆ
วินัยเล็ก ๆ ที่ช่วยกู้หลัง กู้คอ
ตอนทำกายภาพครั้งแรก อาการดีแค่ 1–2 วัน แล้วก็กลับมาเจ็บเหมือนเดิม พอกลับไปหาผู้เชี่ยวชาญ ก็โดนถามคำเดียวว่า
“ได้ทำท่าที่หมอให้กลับไปยืดทุกวันไหม?”
คำตอบคือ “ไม่ได้ทำ” แล้วความจริงก็โดนตอกย้ำทันทีว่า
เครื่องมือในคลินิกช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง
แก้ให้หายยาว ๆ คือ วินัยของเราเอง ที่ต้องยืดเหยียดทุกวัน
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะไปทริปไหน อย่างทริปญี่ปุ่น เจี๊ยบจะ
ยืดกล้ามเนื้อตั้งแต่ตอนเช้า
ฟังร่างกายตัวเองให้มากขึ้น ว่าอะไรเหมาะหรือเกินไป
เพราะสุดท้ายแล้ว ร่างกายคือสังขารที่โรยไปตามวัย แต่เรายังเลือกได้ว่าจะ ดูแลมันให้ดีสุดเท่าที่ทำได้หรือเปล่า
เมนูกู้ร่าง: ไม่อด ไม่คลีนทรมาน แต่กินเป็น
เจี๊ยบยอมรับตรง ๆ ว่าเคยเป็นดารายุคที่เข้าใจผิดว่า
ลดน้ำหนัก = อดข้าว + ไปวิ่ง
กินน้อยจนลุกแล้วแทบวูบ
แต่ทุกวันนี้ความรู้เรื่องโภชนาการดีขึ้น จนมองเป้าหมายใหม่ชัดมากว่า
ไม่ได้อยากเอว 24–25 ซม.
แต่อยาก ไม่ปวดหลัง
อยาก สุขภาพดี อยู่ในร่างที่ใส่อะไรก็ดูดีได้นาน ๆ
มาตรฐานความสวยแบบเดิม ๆ ไม่ใช่เป้าหลักอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือ
คุณจะหุ่นไหนก็ได้ แต่ขอให้สุขภาพดี และมั่นใจในแบบตัวเอง
หลักคิดเรื่องอาหารของเจี๊ยบ
อาหารสำคัญกว่าออกกำลังกาย แต่ต้องมีทั้งคู่
ออกกำลังกายช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ และระบบหัวใจ-หลอดเลือด
อาหารต้อง ครบ 5 หมู่ แต่คุมสัดส่วน
คำว่า “คลีน” ในแบบของเจี๊ยบ ไม่ใช่
อกไก่แห้ง ๆ
สลัดจานจืด ๆ ไร้ความสุข
แต่คือการกินอาหารปกติที่
เลือกคุณภาพดีขึ้น
ไม่หักโหม งดทุกอย่างแบบทรมาน
ตัวอย่างเมนูกู้ร่างแบบเจี๊ยบ
ถ้าวันไหนอยากออกไปกินข้าวกับแฟน ก็กินปกติ เอ็นจอยชีวิต
- แต่ถ้ามื้อไหนไม่ได้อยากกินของมัน ของผัดมาก
ก็แค่กินข้าว
เอาปลาแซลมอนใส่หม้อทอดลมร้อน
ปรุงซองง่าย ๆ แล้วกินกับข้าวให้อิ่มพอดี
กฎของเจี๊ยบคือ
กินให้อิ่มพอดี ไม่ใช่กินด้วยความตะกละ
เลือกกินดีให้ได้ ทุกครั้งที่เราเลือกได้
แต่อย่าเคร่งจนใช้ชีวิตไม่ได้
สิ่งที่ห้ามคือ
กินอาหารแย่ ๆ ตลอดทั้งเดือนแบบไม่พักเลย แบบนั้นคือพังแน่นอน
สุขภาพ ครอบครัว และการจัดตารางชีวิตใหม่
เมื่อวัยเข้าเลข 3 ปลาย ๆ ลำดับความสำคัญในชีวิตของเจี๊ยบเปลี่ยนไปแบบชัดมาก
จากเมื่อก่อนที่
โฟกัสงาน หาเงิน
ต้องคว้า achievement ให้ได้
มีเวลาไปปาร์ตี้ เที่ยว เล่นกับเพื่อน
กลายเป็นตอนนี้
ครอบครัวมาก่อน
เลือกกลับบ้านอยู่กับพ่อแม่ตามวันที่ลงคิวไว้ เช่น อังคาร พฤหัสฯ อาทิตย์
เพราะรู้แล้วว่าเวลาอยู่กับเขา มีจำกัด ยื้อไม่ได้
สุขภาพต้องจัดเข้าในตารางชีวิต
เมื่อก่อน ตารางชีวิตมีแต่งานกับนัดเพื่อน
- เดี๋ยวนี้ต้องมี
เวลากลับบ้านหาพ่อแม่
เวลาออกกำลังกาย
ส่วนการทาครีมไม่ต้องจด เพราะกลายเป็น สัญชาตญาณดิบ ไปแล้ว
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะทำอะไรต่างออกไปไหม?
เจี๊ยบยอมรับตรง ๆ ว่า ถ้าไม่เคยผ่านเรื่องแย่ ๆ เหล่านี้มาก่อน
ก็คงยังคิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่ อดนอนได้ 3 วัน
ยังจะใช้ชีวิตสุดโต่งเหมือนเดิม
ยังจะไม่สนคำเตือนเรื่อง office syndrome หรือแพนิค
เพราะตอนอายุ 20 กว่า ๆ เวลามีคนอายุ 30 มาบ่นเรื่องปวดเมื่อย สุขภาพ หรือผิวพัง เราก็มักคิดแค่ว่า
“อะไรวะ…เรื่องแค่นี้เอง”
จนวันที่ ตัวเองต้องเจอเอง นั่นแหละ ถึงเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย
เจี๊ยบเลยมองว่า
ทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามา เป็นเหมือนครู
มันเข้ามาสอนให้รู้ว่า ถ้าปล่อยไว้ ชีวิตเราจะเป็นยังไงต่อ
และโชคดีที่ยังเห็นทัน ยังมีเวลา กลับมาดูแลตัวเอง
เริ่มดูแลตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต
สิ่งที่เจี๊ยบอยากฝากคือ การเริ่มดูแลตัวเองไม่จำเป็นต้อง
สมัครฟิตเนสแพง ๆ
ซื้ออาหารคลีนราคาแรง ๆ
เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว เช่น
สั่งผัดกะเพรา ลองขอให้ร้าน ผัดแบบใช้น้ำน้อยหรือผัดน้ำ แทนน้ำมันเยอะ
- ชานมหวานจัดทุกวัน ลองลดจาก
หวานปกติ → หวานน้อย → หวานตัดนิ้ว
หลักการคือ
ไม่ต้องก้าวกระโดด
แต่ขอให้ทำเล็ก ๆ แบบ สม่ำเสมอ
ปรับให้เข้ากับชีวิตจริงของเราเอง
เพราะบางที การเปลี่ยนแค่จุดเล็กที่สุดในชีวิตประจำวัน ก็อาจเป็นจุดที่ทำให้
ร่างกายดีขึ้นแบบเงียบ ๆ แต่ยั่งยืน โดยที่เราไม่ต้องทรมานตัวเองเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

