ทำไมนักท่องเที่ยวจีนถึงไม่หลั่งไหลเข้าไทยเหมือนเดิม?
การรอให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวแล้วหวังว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเองอาจไม่พออีกต่อไป สำหรับประเทศไทย คำว่าปรับตัวอย่างมีสติ กลายเป็นคำสำคัญในยุคที่โซเชียลมีเดียสามารถทำลายภาพลักษณ์ประเทศได้ในเสี้ยววินาที
หากไทยไม่เร่งยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว บริการ และความปลอดภัย จาก “สวรรค์ของการท่องเที่ยว” อาจค่อย ๆ กลายเป็นเพียงตำนานที่เรียกคืนไม่ได้อีกแล้ว
ปัจจัยหลักที่ทำให้จีนเมินไทย
จำนวนชาวจีนที่เดินทางมาเที่ยวไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เคยพึ่งพาตลาดจีนอย่างหนัก เบื้องหลังตัวเลขที่หายไป มีปัจจัยซ้อนกันหลายชั้น
1. ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ถูกสั่นคลอน
หนึ่งในสาเหตุแรก ๆ ที่ทำให้คนจีนลังเลคือ ความกังวลเรื่องความปลอดภัยและบรรยากาศทางสังคมในไทย
คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่คนจีนถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นมิตรในไทยถูกแชร์วนซ้ำบนโซเชียลจีน
กรณีเจ้าหน้าที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวหรือขาดความเป็นมืออาชีพต่อชาวจีนยิ่งตอกย้ำภาพลบ
ร้านค้าและผู้ประกอบการบางส่วนถูกมองว่ามี ท่าทีไม่เป็นมิตรหรือเลือกปฏิบัติต่อคนจีน
เมื่อความรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่เป็นที่ต้อนรับเริ่มฝังอยู่ในใจนักท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ประเทศปลายทางก็ถูกลดอันดับลงทันที
2. ระบบราชการและการบริการภาครัฐที่ยังไม่ทันเกม
แม้ไทยจะมีมาตรการอย่าง Visa Exemption หรือ Visa on Arrival แต่ในมุมมองของนักท่องเที่ยวจีน ความยุ่งยากก็ยังเป็นอุปสรรคใหญ่
ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองที่ล่าช้าและไม่เอื้อต่อการเดินทางสะดวก
การขาดมาตรการเชิงรุกในการสร้างความเชื่อมั่นหลังโควิด-19
การสื่อสารเชิงนโยบายที่ไม่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง
เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่ลงทุนหนักทั้งด้านอำนวยความสะดวกและการประชาสัมพันธ์ ไทยจึงเริ่มถูกมองว่า “ตามไม่ทัน” ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวยุคใหม่
3. เศรษฐกิจจีนชะลอ คู่แข่งรุกหนัก
อีกปัจจัยสำคัญคือ ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ทำให้คนจีนใช้จ่ายท่องเที่ยวอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทุกทริปต้องคุ้ม ทุกบาทต้องคิด
ขณะเดียวกัน ประเทศคู่แข่งอย่าง
เวียดนาม
มาเลเซีย
ญี่ปุ่น
เกาหลีใต้
ต่างเร่งทำการตลาดเข้าหาคนจีนอย่างจริงจัง ทั้งในด้านภาพลักษณ์ ความปลอดภัย ความใหม่ของจุดหมาย และคุณภาพบริการ
ผลลัพธ์คือหลายประเทศกลายเป็น ตัวเลือกที่สดใหม่และน่าลองมากกว่าไทย ในสายตานักท่องเที่ยวจีนยุคนี้
4. แผลเป็นจากทัวร์ราคาถูกและประสบการณ์แย่
ปัญหา “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และแพ็กเกจราคาถูก เคยสร้างบาดแผลใหญ่ให้กับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในหมู่นักท่องเที่ยวจีน
นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่เคยมาไทยผ่านทัวร์ลักษณะนี้มักเจอประสบการณ์ไม่ดี เช่น
ถูกบังคับหรือหลอกล่อให้ซื้อของราคาแพงเกินจริง
ได้รับบริการต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งด้านที่พัก อาหาร และการบริการ
เมื่อประสบการณ์ไม่ดีถูกเล่าต่อในวงกว้าง ก็เกิดเป็นคำเตือนในสังคมจีนว่า “อย่าไปไทยผ่านทัวร์ราคาถูก” ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นในไทยโดยตรง
ปัญหาเชิงระบบที่กัดกร่อนความเชื่อมั่น
เมื่อมองในภาพใหญ่ ปัจจัยต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดด ๆ แต่ทับซ้อนกันจนกลายเป็น วิกฤตความเชื่อมั่น ที่ยากจะแก้ด้วยมาตรการระยะสั้นเพียงไม่กี่อย่าง
ไทยเริ่มถูกมองว่าแพงขึ้น แต่ไม่คุ้มเท่าเดิม
ช่วงหลังมานี้ เสน่ห์ความ “คุ้มค่า” ของการเที่ยวไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะ
ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับบางช่วง
ผลกระทบจากสงครามการค้าและภาวะเศรษฐกิจโลก
ต้นทุนการเดินทางและค่าใช้จ่ายในไทยที่ขยับสูงขึ้น
เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน บางประเทศให้ประสบการณ์ที่ “รู้สึกคุ้มกว่า” ทั้งในด้านราคา ความแปลกใหม่ และการบริการ
ภาพลักษณ์ “ที่เดิม ๆ” และขาดการพัฒนา
ไทยยังถูกมองว่าเป็นจุดหมายยอดนิยมก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เริ่มถูกมองว่า ซ้ำซาก ไม่ค่อยมีอะไรใหม่
แหล่งเที่ยวหลายแห่งขาดการพัฒนาหรือไม่ได้ยกระดับประสบการณ์ตามยุคสมัย
ระบบขนส่งและการเดินทางบางพื้นที่ยังไม่สะดวกเท่าที่ควร
คุณภาพการบริการและทัศนคติของผู้ให้บริการบางส่วนเสื่อมถอยลง
ในยุคที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ต้องการประสบการณ์ที่แปลกใหม่ มีเรื่องเล่า มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน ไทยจึงเริ่มเสียเปรียบ
พลังของข่าวลบบนโซเชียลจีน
สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ ข่าวลือและข่าวจริงที่ถูกขยายบนแพลตฟอร์มจีน เช่น Weibo และ Xiaohongshu
กรณีต่าง ๆ เช่น
เหตุอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม แม้จะมีสาเหตุจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้าน
ข่าวนักท่องเที่ยวจีนถูกเชิญตัวไปสอบสวนในประเด็นที่เกี่ยวกับวีซ่าหรือทัวร์เถื่อน
แม้หลายเรื่องยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่เมื่อถูกโยงเข้ากับภาพ
ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่น่าไว้วางใจ
บรรยากาศการบังคับใช้กฎหมายที่ดูเข้มงวดแบบเลือกปฏิบัติ
ก็ยิ่งสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนจีนจำนวนมาก
พร้อมกันนั้น สังคมไทยเองก็ไม่ควรเหมารวมว่าบริษัทหรือแรงงานจีนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็น “กลุ่มสีเทา” ทั้งหมด เพราะไทยยังต้องการการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในโครงการที่เกี่ยวข้องกับ
เศรษฐกิจ AI
รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
พลังงานสะอาดและพลังงานสีเขียว
ซึ่งล้วนสอดคล้องกับนโยบายไทยที่ต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาคนี้ การรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความโปร่งใส และบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการลงทุนจึงสำคัญอย่างยิ่ง
ฟื้นความเชื่อมั่น: ไทยต้องเปลี่ยนมากกว่าพูด
การแก้ปัญหานักท่องเที่ยวจีนหาย ไม่ใช่แค่การลด แลก แจก แถมหรือจัดโปรโมชันท่องเที่ยวชั่วคราว แต่ต้อง ปฏิรูปเชิงระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นใหม่อย่างจริงจัง
1. เปิดใจกว้างและลงทุนในคน
ในทุกสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี ไทยเองก็เช่นกัน แต่หากต้องการเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน คนไทยจำเป็นต้อง
เปิดกว้างต่อความร่วมมือกับต่างชาติในทุกมิติ
พัฒนาการศึกษาและทุนมนุษย์ให้รองรับนวัตกรรมใหม่ ๆ
สร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งมิติเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวสมัยใหม่
การลงทุนในคนวันนี้คือการสร้างฐานของเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการค้าของไทยในวันหน้า
2. จัดการข่าวลืออย่างโปร่งใส
ในยุคข้อมูลไหลเวียนเร็ว ความโปร่งใสในการสื่อสารคือหัวใจสำคัญ
หน่วยงานรัฐควรมีระบบตอบสนองต่อข่าวลือหรือข่าวลบอย่างรวดเร็วและชัดเจน
ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงรุก แทนการปล่อยให้การตีความฝ่ายเดียวบนโซเชียลมีเดีย
ยิ่งสื่อสารช้า ยิ่งตอกย้ำความไม่เชื่อมั่น และทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหายเกินกว่าจะประเมินได้
3. ฟื้นเสน่ห์ท่องเที่ยวไทยจากรากฐาน
วิกฤตในวันนี้สะท้อนปัญหาที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ได้แก่
วิกฤตความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ที่บั่นทอนเสน่ห์หลักของไทย
ต้นทุนท่องเที่ยวที่สูงขึ้นแต่ความคุ้มค่ากลับลดลง
บริการที่ไม่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเจเนอเรชันใหม่
การแข่งขันรุนแรงจากจุดหมายอื่นในภูมิภาค
หากไทยต้องการดึงนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมา ต้องเริ่มจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เช่น
จัดการเรื่องความปลอดภัยอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการบนกระดาษ
ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่เอาเปรียบทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทย
ยกระดับมาตรฐานการบริการ ตั้งแต่สนามบิน ร้านอาหาร โรงแรม ไปจนถึงระบบขนส่งท้องถิ่น
เดินเกม การตลาดเชิงสร้างสรรค์ ที่ชูเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทย ไม่ใช่แค่ขายทะเล วัด หรือช้อปปิงแบบเดิม ๆ
จากวิกฤตสู่โอกาส: ไทยจะกลับมาเป็นตัวเลือกแรกได้หรือไม่?
วิกฤตนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่คือกระจกสะท้อนให้ไทยเห็นว่า แรงดึงดูดเดิม ๆ ไม่เพียงพออีกแล้ว
หากประเทศไทยกล้าปฏิรูปอย่างจริงจัง ทั้งด้านความปลอดภัย ระบบบริการ นโยบายรัฐ และการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไทยก็ยังมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะกลับมาเป็นจุดหมายในฝันของคนจีน
แต่ถ้าเลือกปล่อยให้ปัญหาสะสมแล้วหวังพึ่งชื่อเสียงเก่า ๆ วันหนึ่งคำว่า “สวรรค์ของการท่องเที่ยว” อาจเหลือเพียงแค่คำเล่าขานในอดีตเท่านั้น

