รับแอปรับแอป

ห้าหนุ่มอันธพาลขึ้นเวที: จากตำนาน 2499 สู่มิวสิคัลที่ทั้งร้อง ทั้งต่อย ทั้งทุบหัวใจคนดู

ธีรเดช จิตต์ดี01-30

จากจอใหญ่สู่เวทีสด: ตำนาน 2499 กลับมาครองเมืองอีกครั้ง

ประโยคอย่าง “เป็นเมียเรา ต้องอดทน” “เป็นคนดีไม่ได้ ก็เยแงเลย” หรือ “แถวนี้แ*งเถื่อน ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้” แค่ได้ยินปุ๊บ หลายคนก็รู้ทันทีว่ามาจากเรื่องไหน ต่อให้ไม่เคยดูหนังเต็มๆ อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินใครสักคนหยิบมาพูดเล่น

นี่คือพลังของภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง 2499 อันธพาลครองเมือง ที่สร้างทั้งคำฮิต ทั้งบทสนทนา ทั้งการถกเถียงในเชิงสังคมและภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี 2540 ผ่านมากว่า 28 ปี ชื่อของเหล่าอันธพาลยุคนั้นก็ยังไม่เคยเงียบหาย

ปีนี้ “อันธพาล” จะกลับมาครองเมืองอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่บนจอใหญ่ ทว่ามาในรูปแบบมิวสิคัลเต็มตัว กับโปรดักชันของทีมละครเวทีมือทองโดย บอย–ถกลเกียรติ วีรวรรณ ที่ขนแก๊งยุค 2499 ขึ้นมามีเลือดมีเนื้อตรงหน้าใน อันธพาล 2499 THE MUSICAL

นำทีมโดย

  • นาย–ณภัทร เสียงสมบุญ รับบท แดง ไบเล่

  • ไอซ์–พาริส อินทรโกมาลย์สุต รับบท ปุ๊ ระเบิดขวด

  • เทศน์ ไมรอน รับบท ดำ เอสโซ่

  • ไดมอนด์–ณรกร ณิชกุลธนโชติ รับบท เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์

  • บูม–สหรัฐ เทียมปาน รับบท แหลมสิงห์

ก่อนม่านเปิด เราได้ไปนั่งคุยกับทั้งห้าหนุ่ม ว่าด้วยเรื่องบทอันธพาล ศาสตร์ละครเวที การร้อง เล่น ต่อย ตี ไปจนถึงมิตรภาพทั้งในแก๊งและบนเวที

ทำความรู้จักแก๊งอันธพาลเวอร์ชั่นเวที

ก่อนจะไปลุ้นแบบสดๆ ในโรงละคร มาดูว่าแต่ละคนตีความตัวละครของตัวเองไว้อย่างไร

แดง ไบเล่ – หัวหน้าแก๊งที่แค่ต้องการปกป้องคนที่รัก

นายเล่าถึงโลกปี 2499 ว่าเป็นยุคโหดร้ายที่ใครๆ ต้องเอาตัวรอดเอง ระบบกฎหมายไปไม่ถึงทุกตรอก จนต้องมี “ผู้คุมถิ่น” คอยกันไม่ให้โจรมาก่อเรื่องเดือดร้อน และแก๊งไบเล่ก็เกิดขึ้นเพื่อเหตุผลนั้น

แดงโตมากับ แม่โฉม โสเภณีในตรอกเดียวกัน แต่ในใจเขามีความฝันเรียบง่ายคือ อยากดูแลคนที่รักและครอบครัวให้ดี เขาไม่อยากให้แม่ต้องทำงานแบบเดิม ทว่าบทบาทการเป็นคนคุมถิ่นเต็มไปด้วยความเสี่ยงจนหลุดมือไปถึงขั้นฆ่าคน ชีวิตเลยพลิกจากเด็กที่เคยมีความฝัน กลายเป็นคนที่ต้องเข้าโรงเรียนดัดสันดาน ซึ่งเท่ากับ “หมดอนาคต” ในยุคนั้น

แม้ฉลาก “อันธพาล” จะติดตัว แต่ในใจแดงไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเลว เขามีจุดยืนชัดเจนคือ ปกป้องคนที่รัก และไม่ยอมรับความไม่ยุติธรรม วิธีปกครองของเขาอาจดิบ แต่รากมาจากความหวังดีต่อชุมชน

ที่สวยงามกว่านั้นคือมิตรภาพกับ ปุ๊ ระเบิดขวด เพื่อนรักที่เดินผ่านทุกช่วงชีวิตมาด้วยกัน ตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งเวอร์ชั่นละครเวทีจะพาคนดูไปเห็นด้านที่ทั้ง น่ารัก อบอุ่น และละมุนหัวใจ ของทั้งคู่ ไม่ใช่แค่ความเป็น “ผู้ชายดิบ” แบบที่ใครหลายคนเคยจำจากหนัง

ปุ๊ ระเบิดขวด – เด็กบ่อนที่อยากเป็นตำนานอันธพาล

ไอซ์เล่าว่า ตั้งแต่ต้นทางโปรเจกต์ พี่บอยบอกชัดว่า นี่ไม่ใช่รีเมกหนัง แต่เป็นการใช้เรื่องเดิมมาสร้างอะไรใหม่ ทุกคนเลยถูกขอให้ “ลืมหนัง” ไปก่อน แล้วสร้างคาแร็กเตอร์จากตัวเอง

เขาทำการบ้านทั้งกลับไปดูหนัง และนั่งฟังเรื่องเล่าจากคนที่อ้างว่ารู้จักตัวจริงของคนในยุคนั้นจากคลิปเล่าประสบการณ์ เพราะอยากให้ปุ๊ยืนอยู่บนพื้นของความจริงมากที่สุด

เวอร์ชั่นนี้ ปุ๊คือเด็กที่โตมาในบ่อน เห็นทุกอย่างตั้งแต่เล็ก

  • เห็นพ่อจัดการกับคนโกงเงิน

  • เห็นการถูกซ้อม

  • เห็นอบายมุขสารพัด

เขาถูกใช้ให้ทำเรื่องไม่ดีจนกลายเป็น “ความปกติ” และมองพ่อเป็นไอดอล ความฝันของเขาเรียบง่ายแต่โหดเหี้ยมคือ อยากเป็นอันธพาลระดับตำนาน แม้ตัวตายแต่ชื่อยังอยู่ และท้ายที่สุด ปุ๊ ระเบิดขวด ก็เป็นตำนานสมใจจริงๆ

บนเวที ไอซ์ตีความใหม่ให้ปุ๊เป็นคน ลุย มันส์ มีพลังพลุ่งพล่านตลอดเวลา สนุกกับการต่อยตี และไม่แคร์มาดเท่แบบในหนัง เขาจงใจทำให้ปุ๊กลายเป็นคนที่รู้สึกอะไรก็ปล่อยออกมาตรงๆ

ดำ เอสโซ่ – มือขวาผู้พูดน้อยแต่รักเพื่อนยิ่งชีวิต

เทศน์เล่าว่า ดำคือคาแร็กเตอร์ที่หลายคนจำได้ในฐานะ “พูดน้อยต่อยหนัก” และในหนังเขาแทบไม่พูดอะไรเลย แต่ในเวอร์ชั่นมิวสิคัล ดำถูกขยายให้ชัดขึ้น ทั้งด้านความฮาและด้านอารมณ์

ดำคือ มือขวาคนสำคัญของปุ๊ เวลาต้องใช้ความรุนแรงหรือขอแรงช่วย ปุ๊จะเรียกหาดำเสมอ แต่เบื้องหลังความดิบคือความรักและความไว้ใจที่มีต่อเพื่อนในแก๊ง

ในละครเวที ดำจะพูดเยอะขึ้น มีมุมคอเมดี้ให้คนดูได้หัวเราะ และที่สำคัญคือ ได้ร้องเพลง ซึ่งทำให้เทศน์ต้องไปค้นหาว่า คนที่เหมือนจะนิ่งๆ แบบดำ เวลาเขาร้องเพลง เขารู้สึกอะไรอยู่ข้างใน

เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ – เด็กเนิร์ดในวัดที่แอบอยากเป็นนักเลง

ไดมอนด์มองว่าเวอร์ชั่นนี้แทบจะเป็นอีกตัวละครไปเลยเมื่อเทียบกับในหนัง เพราะช่วงวัยที่ต่างกัน ทำให้เขาต้องดึงตัวเองเข้าไปอยู่ในเปี๊ยกแบบใหม่

เปี๊ยกเป็น เด็กกำพร้าในวัด อยู่กับหลวงพ่อ โตมาในโลกของตำรา

  • ภายนอกคือเด็กเรียน ชอบอ่านหนังสือ

  • แต่ลึกๆ ไม่ได้ชอบเรียนขนาดนั้น

  • เขาอยาก “เท่” และอยากเป็นนักเลง

แรงบันดาลใจของเปี๊ยกมาจากการได้รู้จักแดง เพื่อนคนเดียวที่เขามองว่าเท่มากเวลาต่อยตี จนกลายเป็นเชื้อไฟให้เขาอยากออกจากกรอบเด็กวัดเรียบร้อยไปสู่โลกนักเลง

ในมิวสิคัล เปี๊ยกเวอร์ชั่นไดมอนด์จะมีความ เด็กเนิร์ด เก้ๆ กังๆ เป็นหนอนหนังสือแต่ใจไม่อยากอยู่ในกรอบ ชัดเจนกว่าเดิม

แหลมสิงห์ – ตัวป่วนประจำแก๊งที่คิดเยอะกว่าที่เห็น

บูมสารภาพว่า ตอนแรกแทบไม่รู้เลยว่ามีตัวละครชื่อแหลมสิงห์ด้วย แต่พอไปดูและอ่านบท เขากลับเจอคาแร็กเตอร์ที่เล่นแล้ว “มันส์” มาก

แหลมสิงห์คือ

  • คนที่มีความหัวโจกนิดๆ

  • ชอบกวนเพื่อน แกล้งเพื่อน

  • เป็นตัวละครที่สร้างสีสันให้แก๊ง

บูมวางให้แหลมสิงห์เป็น สีสดๆ จี๊ดจ๊าดของกลุ่ม ภายนอกดูเหมือนคนดีด ตื่นตัวตลอดเวลา แต่ในใจเป็นคนคิดเยอะ ซีเรียสกับหลายเรื่อง เพียงแค่เลือกแสดงออกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเขาเชื่อว่า องก์สอง จะเผยให้เห็นด้านจริงจังของแหลมสิงห์ให้ชัดขึ้น

ลบภาพหนัง สร้างโลกใหม่บนเวที

การรับบทตัวละครที่เคยมีเวอร์ชั่น “ตำนาน” อยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทั้งห้าคนเลือกวิธีเดียวกันคือ ทุบภาพเดิมทิ้ง แล้วสร้างใหม่จากศูนย์

  • นายมองว่าการเล่นแดงเวอร์ชั่นนี้คือการผจญภัยที่เปลี่ยนไปทุกวัน ทุกครั้งที่ซ้อมเขาจะเจอรายละเอียดใหม่ๆ ทั้งในบท ทั้งในความคิด ทั้งในชุดอารมณ์ของแดง ไม่ใช่ละครที่ฟิกซ์ทุกอย่างตั้งแต่ต้น แต่เป็นกระบวนการค้นหาตัวละครไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ส่งมอบให้คนดู

  • ไอซ์รู้ดีว่าปุ๊เวอร์ชั่นในหนังถูกทำไว้ดีมาก แต่เขาเลือกจะ “ไม่แข่งกับของเดิม” ด้วยเสียง รูปร่าง และพลังที่ต่างกัน เขาเลยสร้างปุ๊อีกแบบที่ บ้า มีพลัง พลุ่งพล่าน สนุกกับการทำเรื่องเละเทะ แทนการเป็นอันธพาลนิ่งๆ มีมาดจัดเหมือนในหนัง

  • เทศน์ให้ความสำคัญกับการขยายด้านในของดำ เขาเพิ่มโทนคอเมดี้ และใช้เพลงเป็นเครื่องมือให้คนเห็นด้านอ่อนไหวของตัวละครมากขึ้น ไม่ใช่แค่ภาพนักเลงกล้ามใหญ่ที่พูดหนักๆ แล้วจบ

  • ไดมอนด์ตั้งใจให้เปี๊ยกเวอร์ชั่นนี้ กลายเป็นอีกตัวละครไปเลย เขาดึงความเป็นตัวเองเข้าไป ทั้งความเนิร์ด ความจำดี แต่ไม่ชอบเรียน และความอยากเท่ที่ยังเก้ๆ กังๆ เวลาแสดง

  • บูมสร้างแหลมสิงห์ให้เป็นคนที่แม้จะดูดีด สนุก และเล่นใหญ่ แต่แท้จริงเป็นคนคิดเยอะ มีความจริงจังซ่อนอยู่ ซึ่งบทในองก์หลังๆ จะค่อยๆ เปิดให้คนดูเห็น

แก่นสำคัญคือ ทุกคนเลือกใช้ “ตัวเอง” เป็นฐาน แล้วขยายบางด้านออกไปจนกลายเป็นตัวละครใหม่ที่ยืนได้ด้วยขาและหัวใจของตัวเอง ไม่ใช่เงาของเวอร์ชั่นภาพยนตร์

ละครเวที vs ซีรีส์ vs ภาพยนตร์: โลกการแสดงคนละใบ

นาย – โลกใหม่ที่ต้องร้อง ต้องเต้น และต้องจริงใจกับทุกลมหายใจ

สำหรับนาย ละครเวทีคือ ศาสตร์ใหม่เต็มตัว เขาทิ้งวิธีคิดที่เคยเรียนมาจากงานแสดงแบบเดิมๆ แล้วเริ่มต้นเหมือนเด็กฝึกหัดอีกครั้ง

  • การร้องและเต้นไม่ใช่โซนสบายของเขาเลย

  • เขาต้องผลักตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซนแบบเต็มแรง

  • แต่สิ่งที่ช่วยพยุงเขาคือ “ความเชื่อใจ” ระหว่างทีมงานและนักแสดงกว่า 20 ชีวิต

เขาบอกว่า เสน่ห์ของละครเวทีคือ การสื่อสารสองทาง คนบนเวทีไม่ได้เล่นอยู่คนเดียว แต่ต้องรับ–ส่งพลังกับผู้ชมทุกวินาที และเมื่อเชื่อใจกันจริงๆ ร่างกายจะตอบสนองต่อเพลง ต่อคำพูด ต่อแรงส่งจากคนข้างหลังอย่างอัตโนมัติ

เรื่องการร้อง เขาขอเข้าคลาสล่วงหน้าสองเดือน ตั้งแต่ยังไม่มีบทด้วยซ้ำ จนได้เรียนรู้ว่า

การร้องในมิวสิคัลไม่ใช่ “ร้องเพลง” แบบที่เราคิด แต่มันคือ “คำพูดที่อัดแน่นจากก้นบึ้งของหัวใจ” ที่บังเอิญออกมาในรูปของเมโลดี้

จากวันแรกที่กลัวไม่รอด วันนี้นายบอกว่า เขาไม่เคยสื่อสารตัวตนของตัวเองได้มากเท่านี้มาก่อน ทุกคำ ทุกท่าทางถูกใช้แบบไม่หลอกตัวเองเลยสักนิด

ไอซ์ – ขยายอารมณ์ให้ถึงชั้นสอง และเซฟเสียงให้รอดทุกโชว์

สำหรับไอซ์ ละครเวทีคือศาสตร์ที่ต้อง ขยายทุกอย่างให้ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะอารมณ์ เขาเรียนรู้จากประสบการณ์ใน แฟนฉัน เดอะมิวสิคัล และการไปดูงานฝรั่งว่า

  • บางครั้งไม่ใช่การ “ทำท่าใหญ่” แต่คือการขยายอารมณ์ให้แรงพอจนส่งไปถึงแถวบนสุด

ความท้าทายใหญ่ของเขาในเรื่องนี้คือ

  • ต้องเล่นกว่า 30 รอบ

  • คาแร็กเตอร์เป็นอันธพาลเสียงดัง ดุดัน ต้องตะโกน ท้าต่อยแทบตลอดเวลา

เขาเลยต้องเรียนรู้เทคนิคใช้เสียงใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ ตะโกนโดยไม่ทำร้ายตัวเอง แถมยังต้องเล่นฉากแอ็กชันที่มีคนร่วมเวทีเป็นยี่สิบชีวิต ต้องจำคิวต่อย วิ่ง หลบ ให้เป๊ะเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ยังต้องดูสมจริง

นี่ไม่ใช่แค่การแสดง แต่คืออีกเลเวลของการจัดการร่างกาย เสียง และสติไปพร้อมกัน

เทศน์ – ใช้ทั้งร่างกาย เสียง และเดือนซ้อมเพื่อหาตัวละคร

เทศน์เปรียบละครเวทีกับละครทีวีว่า เหมือนอยู่คนละโลก

  • ละครใช้ “สายตา” เป็นหลัก

  • ละครเวทีใช้ทั้งร่างกาย เสียง และพลังระยะไกล ให้คนที่นั่งไกลที่สุดก็ยังรู้สึกถึงสิ่งที่เราต้องการสื่อ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาหลงรักเวที คือการได้ซ้อมอย่างยาวนาน

  • จากที่ละครทีวีอาจซ้อมไม่กี่ครั้งแล้วถ่ายเลย

  • ละครเวทีต้องซ้อมกันเป็นเดือนๆ

ทำให้ทุกครั้งที่ซ้อม เขาได้ลองอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั้งโทนเสียง ท่าทาง วิธีเคลื่อนที่บนเวที

เรื่องร้อง เทศน์มีพื้นฐานมาบ้างเพราะชอบร้องเพลงและเคยมีงานที่ให้ร้องอยู่แล้ว เขาเลยไม่เขินเวที แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มคือเทคนิคเพื่อให้ร้องไหวทุกโชว์

เขาจดจำคำสอนสำคัญอย่างหนึ่งว่า

เพลงในละครเวทีไม่ใช่ “เพลงเพราะๆ” แต่คือ “บทพูดที่กลายเป็นเมโลดี้”

ดังนั้นทุกเพลงของดำคือบทสนทนาที่มีเหตุผลว่าทำไมต้องพูดประโยคนี้ในจังหวะนี้ เขาจึงพยายามวิเคราะห์ทุกเพลงเหมือนทำการบ้านกับบทพูด เพียงแค่เพิ่มเมโลดี้เข้าไป

ไดมอนด์ – คอนเสิร์ตสองชั่วโมงที่ต้องทั้งร้องและเล่นเต็มร้อย

สำหรับไดมอนด์ ละครเวทีคือการเอาสิ่งที่คุ้นเคยอย่างการอยู่บนเวทีในฐานะศิลปิน มาผสมกับโจทย์ใหม่ที่ยากกว่าเดิมหลายเท่า

  • เขามองว่ามันเหมือนคอนเสิร์ตใหญ่สองชั่วโมง

  • แต่ระหว่างร้อง ต้อง “เล่น” ไปด้วยอย่างเต็มอารมณ์

การจะยืนอยู่บนเวทีแบบนั้นได้ เขาต้องมีทั้ง สกิลการร้องและสกิลการแสดง ที่เหนียวแน่นพอ ไม่อย่างนั้นจะหลุดง่ายมาก

ในมุมการแสดง เขาดึงประสบการณ์จากตอนถ่ายซีรีส์มาใช้ รวมถึงคำสอนที่ว่า ยิ่งเรามีประสบการณ์ชีวิตเยอะเท่าไร ลิ้นชักความทรงจำที่หยิบมาใช้ในการแสดงก็จะยิ่งมาก

กับเปี๊ยก เขาเลือกใช้ “ลิ้นชักตอน ม.ปลาย” ที่เคยโดนรุ่นพี่ไม่ชอบ โดนหาเรื่อง ถึงขั้นมีครั้งหนึ่งที่ถูกล้อมเป็นครึ่งวงกลมจนหลังติดกำแพง ความรู้สึกตอนนั้นถูกเอามาเป็นเชื้อไฟให้เปี๊ยกบนเวที

บูม – จากเซ็ตกล้องสู่เวทีสดที่ทุกคำพูดต้องชัดเจน

บูมมองว่าการเล่นซีรีส์หรือหนัง กับการเล่นละครเวทีต่างกันแบบสุดขั้ว

  • ในกล้อง เราเล่นเล็กๆ สมจริงได้เพราะกล้องอยู่ใกล้

  • บนเวที เราต้องเล่นให้ “ชัด” และ “ใหญ่พอ” ที่คนไกลสุดก็เข้าใจ

เสียงก็เช่นกัน จากที่เคยพูดไม่ต้องคิดมาก พอมาขึ้นเวทีทุกคำต้องชัด ให้คนทั้งโรงได้ยิน และยังต้องขับเคลื่อนอารมณ์ไปด้วย

เขาได้รับคำแนะนำว่า เวลาเพลงขึ้น อย่าคิดว่าเรากำลังร้องเพลง แต่ให้คิดว่าเรากำลังพูด เพียงแค่พูดเป็นเมโลดี้ นั่นทำให้เขาโฟกัสไปที่เนื้อหาและความรู้สึก มากกว่าเทคนิคอย่างเดียว

อีกโจทย์หนึ่งคือ ตัวละครของเขาต้อง “ร้องเพี้ยน” ในบางช่วงตามบท ทั้งที่ในชีวิตจริงการร้องเพี้ยนคือสิ่งที่ศิลปินทุกคนพยายามเลี่ยงให้ไกลที่สุด ความท้าทายเลยอยู่ที่การเพี้ยนให้ “เหมือนจริง” แต่เบื้องหลังยังต้องคุมเทคนิคเสียงให้รอดทุกโชว์

เมื่ออันธพาลเจอตัวตนของนักแสดง

การรับบทตัวละครที่ชีวิตห่างจากตัวเองคนละโลก ทำให้ทุกคนต้องย้อนกลับมาถามว่า “เราเหมือนตัวละครตรงไหนบ้าง”

  • นายบอกแค่ว่า “มีนะ แต่บอกไม่ได้” ทิ้งปริศนาให้ไปตามดูบนเวทีเอง

  • ไอซ์เชื่อว่า ไม่มีนักแสดงคนไหนเล่นเป็นใครได้โดยไม่พาตัวเองติดไปด้วยเลย เขายอมรับว่าตัวเองมีความเอาแต่ใจอยู่พอสมควร และนำมันมาขยายบนเวที เพราะปุ๊คือคนที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก ไม่แคร์อะไรทั้งนั้น ต่างจากตัวเขาจริงๆ ที่ยังลังเลและสนใจความรู้สึกคนอื่นอยู่เสมอ

  • เทศน์หัวเราะว่าช่วงแรกๆ เขาเองก็กึ่ง “พูดน้อย” เพราะยังพูดไทยไม่คล่อง แต่สิ่งที่เขามีเหมือนดำคือ ความรักเพื่อน ขาลุย และชอบใช้ร่างกาย เขาชอบออกกำลังกาย ชอบต่อยมวยพอๆ กับตัวละคร ทำให้เข้าใจวิธีคิดของดำได้มากขึ้น เพียงแค่ดำอาจสุดทางกว่าเขาไปสักร้อยเท่า

  • ไดมอนด์บอกว่า ตัวเองก็ไม่ใช่เด็กที่หลงรักการเรียนหนังสือเท่าไร ชอบทำกิจกรรม เล่นกีฬา และในเรื่องของเปี๊ยกที่ต้องเจอความรักและการอกหักในวัยนี้ เขาก็มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน ทำให้ดึงความรู้สึกนั้นมาใช้ได้ตรงๆ

  • บูมเองก็เหมือนแหลมสิงห์ตรงที่ ชอบแหย่เพื่อน แซวเพื่อนทั้งวัน สุดท้ายก็โดนเพื่อนโบกหัวกลับมาอยู่ดี ความเป็น “ตัวติดเล่น” ของเขาเลยไหลเข้าไปอยู่ในตัวละครแบบไม่ต้องฝืน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็น “อันธพาล”

ด้านนอกอาจเห็นแค่หมัดต่อหมัด แต่ในมิวสิคัลนี้ ทุกคนต้องลงไปนั่งอยู่ในหัวใจของอันธพาลทีละคน จนได้บทเรียนกลับมา

  • นายได้เรียนรู้ว่า อันธพาลก็เป็นคน และไม่มีใครเกิดมาแล้วอยากเป็นอันธพาลตั้งแต่แรก แดงคือคนที่โดนสถานการณ์ผลักให้อยู่ในทางตัน การหมดอนาคตในชั่วข้ามคืนเป็นยังไง เขาเพิ่งเริ่มสัมผัส และเชื่อว่าพอถึงวันแสดงจริงๆ เขาจะตอบตัวเองได้ชัดกว่านี้อีก

  • ไอซ์ค้นพบว่า ไม่มีใครเลวโดยไม่มีเหตุผล ทุกคนที่ทำอะไรเลวร้ายมักมีที่มาบางอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเพื่อเอาตัวรอด หรือปกป้องคนที่รัก ถ้าไม่ทำ ก็อาจอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นไม่รอด

  • เทศน์เห็นด้านที่อ่อนไหวของคนที่ภายนอกดูรุนแรงอย่างดำ เขาไม่เลือกเกิด ไม่เลือกจะไม่มีครอบครัว ไม่เลือกจะต้องล้มมวยเพราะร้อนเงิน ถ้ามีทางเลือก เขาเชื่อว่าดำคงไปอีกทาง เป้าหมายของเขาบนเวทีคือ ทำให้คนดูเห็นว่า “ไอ้ดำ” มีมากกว่าเปลือกของคนกล้ามใหญ่เสียงดุ และตีความใหม่ให้ต่างจากเวอร์ชั่นเดิมอย่างชัดเจน

  • ไดมอนด์โดนประโยคหนึ่งจากในบทกระแทกใจมาก: “นักเลงมันก็มีแค่นี้แหละ เงิน เพื่อน แล้วก็ผู้หญิง” เขารู้สึกว่ามันสะท้อนโลกของตัวละครได้แรงและตรงจนยากจะลืม ทำให้เห็นว่าหลายครั้ง คนที่เป็นนักเลงก็เพราะเหตุผลบางอย่าง ไม่ใช่เพราะอยากเท่อย่างเดียว

ทำไมคุณควรลองไปเจออันธพาลบนเวทีสักครั้ง

อันธพาล 2499 THE MUSICAL ไม่ได้ชวนคุณไปดูแค่ฉากต่อยตี หรือเพลงมันๆ แบบคูล ๆ อย่างเดียว แต่ชวนไปนั่งดู เด็กผู้ชายห้าคนที่ถูกโลกบีบให้กลายเป็น “อันธพาล” แล้วลองถามตัวเองกลับว่า หากเราอยู่ในสถานการณ์นั้น เราจะเลือกเหมือนเขาไหม

คุณจะได้เห็น

  • มิตรภาพที่แข็งแรงจนยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อกันและกัน

  • ความฝันเล็กๆ ของคนที่ถูกสังคมปิดประตูใส่หน้า

  • ความอ่อนไหวของคนที่ต้องทำตัวแข็งตลอดเวลา

  • เสียงหัวเราะจากคาแร็กเตอร์ที่กวนกันไม่หยุดบนเวที

และที่สำคัญ คุณจะได้เห็นว่าตำนานที่เคยอยู่แค่บนจอ ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมามองตาคุณจริงๆ ในระยะไม่กี่เมตร

ใครที่หลงรักเวที ใครที่ชอบเรื่องเล่าดิบๆ หรือใครที่เคยท่องประโยค “เป็นคนดีไม่ได้ ก็เยแงเลย” แบบติดปาก อาจถึงเวลาขยับจากหน้าจอ ไปนั่งในโรงละคร แล้วปล่อยให้ห้าอันธพาลยุค 2499 ขึ้นมาทุบหัวใจคุณบนเวทีสักรอบ