จากประโยคถอดใจ สู่จุดที่ไม่คิดว่าจะมายืนได้
“หนูเคยถอดใจไปครั้งหนึ่งแล้วเพราะรู้สึกว่าเส้นทางนี้คงไม่ได้เหมาะกับเรา”
ประโยคสั้นๆ แต่มีกำลังใจล้นมากของ แอล BNK48 – สิริกร นิลกษาปน์ เซ็นเตอร์ซิงเกิลล่าสุดของ BNK48 กับเพลงสาย New Era อย่าง Borderless ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในหมู่โอตะและคนฟังเพลงทั่วไป
วันนี้เราจะชวนทุกคนมารู้จักตัวตน ความคิด และเส้นทางจากแฟนคลับหน้า MV สู่การเป็นไอดอลที่ยืนอยู่กลางเวทีในฐานะเซ็นเตอร์ไปพร้อมกัน
แนะนำตัวแบบฉบับสาวโอตะที่กลายมาเป็นไอดอล
แอล BNK48: สวัสดีค่ะ “แอล BNK48” หรือสิริกร นิลกษาปน์ อายุ 21 ปี เกิดวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ชอบดูการ์ตูนมากๆ
ตอนนี้มีอีกหนึ่งความฝันที่กำลังอยากทำให้ได้ในอนาคต คืออยากเป็น นักพากย์ เพราะโตมากับการ์ตูนและอนิเมะที่อยู่กับชีวิตประจำวันมาตลอด
Borderless ในมุมของคนที่ยืนอยู่ตรงกลางเพลงนี้
Borderless ในหนึ่งคำนิยาม
แอล BNK48: สำหรับหนู Borderless คือแสงเทียนเล็กๆ ที่ไม่มีวันดับ
หนูมาค้นพบความหมายของเพลงนี้จริงๆ ตอนที่ไปเอ้าท์ติ้งกับ BNK48 แล้วมีกิจกรรมส่งเทียนกัน หนูรู้สึกว่าเพลงนี้เหมือนแสงเทียนที่อาจจะโดนลมพัดดับได้ง่ายๆ แต่กลับถูกพี่ๆ คอยช่วยประคับประคอง ส่งต่อแสงนั้นให้ไม่ดับไป
สุดท้ายเลยเข้าใจว่า Borderless เหมือนกับ พวกเราเมมเบอร์ที่กำลังเป็นพลังใหม่ให้ BNK48 อยู่ต่อไป เป็นเพลงที่อยากให้เห็นการมีอยู่ของทุกคน ทั้งความเป็นทีมเดียวกันและเป้าหมายเดียวกัน
ความต่างของ Borderless กับซิงเกิลก่อนหน้า
แอล BNK48: เพลงนี้ให้ความรู้สึกว่า BNK48 เติบโตขึ้น อย่างชัดเจน
ทั้งสไตล์เพลง การร้อง การแสดงอารมณ์ ไปจนถึงชุดและลุคที่ดูโตขึ้น ทำให้ภาพรวมของวงดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก เป็นอีกโทนหนึ่งที่แฟนๆ จะได้เห็นด้านใหม่ของพวกเราค่ะ
ความรู้สึกของเซ็นเตอร์ครั้งแรก และแรงกดดันที่แอบแบกไว้
วันที่ความฝันกลายเป็นจริง
แอล BNK48: ดีใจมากจนเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในฝันค่ะ
หนูเคยคิดเล่นๆ มาตลอดว่า “ถ้าสักวันได้ยืนตรงกลางแบบนั้นมันจะรู้สึกยังไงนะ” แต่ก็ไม่เคยนึกภาพชัดๆ ว่าจะเป็นเรา
จนวันที่ได้รับโอกาสเป็นเซ็นเตอร์ Borderless มันทำให้ย้อนคิดถึงวันที่เราเริ่มมีความฝัน ไล่ตามมัน แล้ววันนี้ก็ได้มายืนอยู่ตรงจุดนั้นจริงๆ
รุ่น 4 คนแรกที่ได้เป็นเซ็นเตอร์ซิงเกิลหลัก
แอล BNK48: กดดันนิดหน่อยค่ะ แอบคิดเหมือนกันว่าจะทำได้ไหม
แต่สำหรับหนู มันคือ ชาเลนจ์และโอกาส ที่จะได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง เพราะแต่ก่อนหนูไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลย
สิ่งที่รู้สึกชัดมากคือ ความขอบคุณ ที่ได้โอกาสนี้ มันเหมือนเป็นการยืนยันว่าความพยายามที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่า
ทำไมถึงคิดว่าตัวเองถูกเลือกเป็นเซ็นเตอร์
แอล BNK48: หนูมองว่ามันคือผลลัพธ์ของ “ความพยายาม” ค่ะ
หนูไม่คิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ทำได้คือพยายามให้มากที่สุด ซ้อมให้หนักที่สุดจนเรามั่นใจ ว่าถ้าขึ้นไปยืนแล้วจะไม่เสียโอกาสนี้ไปฟรีๆ
ซีนโปรดใน MV: แสงไฟเล็กๆ ที่โคตรยิ่งใหญ่ในใจ
แอล BNK48: ซีนที่ชอบที่สุดใน MV Borderless คือซีนเปิดที่หนูถือดวงไฟค่ะ
ตอนถ่ายหนูจินตนาการว่าในมือนั้น เรากำลังถืออะไรที่ “ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับตัวเราเอง” อย่างเช่น ความฝัน ความหวัง หรือโอกาสที่เพิ่งได้รับมา
มันเลยกลายเป็นซีนที่รู้สึกว่าอินที่สุด และพอได้เห็นภาพที่ถ่ายออกมาวันนั้น หนูรู้สึกว่า มันอิมแพคมากและสวยมากๆ เลยยิ่งผูกพันกับซีนนี้เป็นพิเศษ
เบื้องหลังซิงเกิล Borderless: ความสนุก แรงกังวล และไฟที่ถูกเติมอีกครั้ง
แอล BNK48: การทำงานซิงเกิลนี้สนุกมากค่ะ แม้ตอนแรกจะกังวลอยู่บ้าง
พี่ๆ ในวงช่วยกันบิ๊ว ช่วยให้กำลังใจตลอด จนหนูรู้สึกว่า “เออ เราก็ทำได้จริงๆ นี่นา”
ครั้งนี้เป็นรอบที่รุ่น 4 เองก็ได้โตขึ้นในฐานะรุ่นพี่ มีน้องๆ เข้ามาเติมไฟให้เราอีกที ทำให้บรรยากาศเหมือนครอบครัวใหม่ที่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน
ถึงจะเป็นซิงเกิลที่ต้องทำหลายอย่าง ซ้อมหนัก จนหลายวันกลับมาบ้านรู้สึกว่าใช้พลังไปหมดแล้ว แต่ลึกๆ หนูก็ไม่เคยคิดอยากยอมแพ้เลย
แรงผลักดันหลักๆ คือ:
ความฝันที่อยากทำให้สำเร็จ
ความไว้ใจที่ทุกคนมอบให้
และคนที่คอยมองอยู่ข้างล่างเวทีเสมอ
จากแฟนคลับหน้า MV คุกกี้เสี่ยงทาย สู่การได้เต้นในฐานะเมมเบอร์
จุดเริ่มต้นใน MV Koisuru Fortune Cookie – คุกกี้เสี่ยงทาย
แอล BNK48: หนูเป็นแฟนเพลง BNK48 และเพลง Koisuru fortune cookie อยู่แล้วค่ะ
พอรู้ว่า BNK48 จะเอาเพลงนี้มาแปลก็ทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจ แล้วทางวงก็เปิดโอกาสให้แฟนๆ เข้าร่วมถ่ายทำ MV ได้ หนูกับเพื่อนที่ชอบ 48 อยู่แล้วเลยส่งคลิปไป และก็ได้ไปร่วมถ่ายจริงๆ
วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสบรรยากาศกองถ่ายของจริง แม้อากาศจะร้อนแต่สนุกมาก และทำให้รู้สึกชัดเจนขึ้นว่า อยากอยู่ในโลกนี้ให้ได้สักวัน
เมมเบอร์ที่ชอบเป็นพิเศษในยุคนั้น
แอล BNK48: ถ้าให้ยืนยันเลย หนูเป็น DD (ชอบหลายคน) ค่ะ
คนที่ชอบเป็นพิเศษ เช่น
พี่มิวสิค
พี่โมบายล์
พี่ฟอนด์
พี่วี
พี่มิวนิค
พี่แพนด้า
แต่ละคนทำให้หนูรู้สึกว่าอยากเติบโตให้ได้แบบรุ่นพี่บ้าง
จุดตัดสินใจ: จากคนดูในแถวหลัง สู่การยืนบนเวทีในฐานะ BNK48
วันที่เริ่มคิดจะออดิชัน
แอล BNK48: จุดเริ่มจริงๆ คือช่วงเปิดออดิชัน BNK48 รุ่น 2 ค่ะ
เพราะหนูชอบ 48 group อยู่แล้ว พอเห็นว่าเปิดรับสมัครก็ไม่คิดเยอะเลย รีบส่งใบสมัครทันที เพราะรู้สึกว่า ถ้าไม่ลองตอนนี้ อาจจะไม่มีโอกาสได้ลองแล้ว
เสน่ห์อะไรที่ทำให้เลือก BNK48
แอล BNK48: สำหรับหนู ที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งที่เรารักมานาน
เพลงที่เปิดฟังในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่เป็นเพลงจาก 48 group
คอนเซ็ปต์ของวงที่อยากให้แฟนๆ เห็น “การเติบโตของเมมเบอร์” ไปพร้อมกัน
หนูเลยรู้สึกว่า “คนที่เริ่มจากศูนย์แบบเรา สักวันก็น่าจะเก่งขึ้นได้เหมือนรุ่นพี่” ถ้าเราทุ่มเทมากพอ
จากแถวหลังหน้า MV สู่การเต้นในฐานะเมมเบอร์จริงๆ
แอล BNK48: ถ้ามองย้อนกลับไป มันเหมือนเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้เลยค่ะ
หนูเคยถอดใจไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะไปออดิชันที่ไหนก็ไม่เคยผ่านสักที จนมาถึงตอนออดิชันรุ่น 4 หนูคิดไว้เลยว่า
ถ้าครั้งนี้ไม่ผ่าน ก็คงต้องล้มเลิกความฝันนี้จริงๆ
เพราะแบบนั้น หนูเลย ทุ่มสุดตัว กับการออดิชันรุ่น 4 และสุดท้ายก็ได้เข้ามาอยู่ใน BNK48
ทุกก้าวในเส้นทางนี้มันเลยเหมือนความฝันที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริงมาก่อน
แรงบันดาลใจจาก มิยาวากิ ซากุระ และประโยคที่จำขึ้นใจ
จากแฟนคลับ สู่การเอามาเป็นแบบอย่าง
แอล BNK48: ตอนแรกหนูก็เหมือนแฟนคลับคนอื่นๆ ที่โดน “ตก” จากเพอร์ฟอร์แมนซ์ของพี่ซากุระ
ทุกครั้งที่เห็นพี่ซากุระแสดง หนูรู้สึกว่า หัวใจเต้นแรงมาก รู้เลยว่า “นี่แหละ ไอดอลในแบบที่เราชอบจริงๆ”
ประโยคเดียวที่กลายเป็นเข็มทิศในชีวิตไอดอล
สิ่งที่ติดอยู่ในหัวของแอลมาตลอด คือทัศนคติของ มิยาวากิ ซากุระ ที่พูดไว้ว่า
“ฉันไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลยที่เป็นพรสวรรค์ พรสวรรค์ของฉันมีแค่เพียงการที่ฉันได้ทำงานอย่างหนัก”
แอล BNK48: หนูชอบประโยคนี้มากๆ เพราะหนูเองก็รู้สึกว่า หนูไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นเลย
สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ซ้อมให้มากที่สุด จนเรามั่นใจได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วันที่เข้ามาเป็น BNK48 หนูก็ไม่เคยลืมคำพูดนี้เลย และพยายามทำตามมาตลอด
คำว่า “ไอดอล” ในแบบของแอล
แอล BNK48: สำหรับหนู ไอดอลคือคนที่ทำให้เรา “ยิ้มได้” ในวันที่เราไม่สดใส
ไม่ใช่แค่คนที่แสดงบนเวที แต่คือคนที่ ทุ่มเทเพื่อใครสักคนที่คอยมองเราอยู่ตลอด
หนูเองก็อยากจะเป็นแบบนั้นให้ได้สักวันหนึ่ง
(แล้วตอนนี้ก็รู้สึกว่าหนูเริ่มเป็นแบบนั้นได้แล้วค่ะ!)
โคนัน การ์ตูนที่โตมาด้วยกัน
แอล BNK48: การ์ตูนเรื่องโปรดของหนูคือ โคนัน ค่ะ
ชอบมาตั้งแต่ตอน ป.4 จนตอนนี้เข้ามหาลัยแล้วก็ยังชอบอยู่เหมือนเดิม
เหตุผลที่ผูกพันกับโคนันมาก เพราะเวลาเปิดเทอมคุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน หนูก็อยู่บ้านคนเดียว เลยหากิจกรรมทำโดยการเปิดการ์ตูนดู
สุดท้ายมันกลายเป็นความผูกพันแบบ “เราโตมากับโคนัน” จริงๆ
เพลงเดียวที่อยากให้ทุกคนรู้จักในช่วงนี้
แอล BNK48: ช่วงนี้หนูอินเพลงเดียวมากๆ แบบฟังวนไม่หยุดเลย
เพลงนั้นก็คือ Borderless นี่แหละค่ะ เป็นเพลงแนวใหม่ที่ทั้งติดหูและมีความหมายสำหรับหนูมาก จนอยากแนะนำให้ทุกคนไปลองฟังกันดูจริงๆ
เวลาหมดไฟ แอลฮีลใจตัวเองยังไงบ้าง
แอล BNK48: ในวันที่เหนื่อยหรือหมดกำลังใจ สิ่งที่ช่วยฮีลใจหนูมีสองอย่างค่ะ
การได้ไปกินของกินที่ชอบ พอได้กินแล้วรู้สึก สดใสขึ้นทันที
การคิดถึงแฟนๆ ที่อยู่กับเรามาตลอด
พอคิดได้ว่ามีคนที่คอยเป็นกำลังใจให้เราเยอะขนาดนี้ วันแย่ๆ ก็กลายเป็นวันที่พอจะผ่านไปได้เสมอ
ทำไมแฟนคลับของแอลถึงถูกเรียกว่า “ชาวผู้ประสบภัย”
แอล BNK48: ต้องย้อนกลับไปช่วงแรกๆ เลยค่ะ
หนูเคยไปลองแคสเกมในเพจ 48th game caster แล้วเหมือนวันนั้นเป็นครั้งแรกที่แฟนๆ ได้เห็นมุมป่วนๆ เฮฮา ขี้เล่น และวุ่นวายของหนูแบบเต็มๆ
แฟนๆ เลยรู้สึกว่าอยู่กับหนูแล้วเหมือนกำลังเจออะไรที่ทั้งป่วน ทั้งวุ่นวาย เหมือนภัยพิบัติเล็กๆ ในชีวิต
ก็เลยตั้งชื่อเล่นให้หนูว่า “เจ้าภัยพิบัติ”
แล้วชื่อแฟนคลับเลยกลายเป็น “ผู้ประสบภัย” แบบคู่กันไป ซึ่งหนูชอบชื่อนี้มาก และถือว่าเป็นอีกหนึ่งชื่อเล่นที่ผูกพันสุดๆ
ข้อความจากแอลถึงคนที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้
แอล BNK48: ขอบคุณมากๆ เลยนะคะที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ รู้สึกว่าเราน่าจะได้รู้จักกันมากขึ้นแล้ว
ยังไงก็อยากฝาก ซิงเกิลที่ 17 ของ BNK48 เพลง Borderless ไว้ในใจทุกคนด้วยนะคะ หวังว่าจะชอบกัน
ข้อความถึง “ชาวผู้ประสบภัย” ทุกคน
แอล BNK48: ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เราได้มาเจอกันนะคะ
ขอบคุณที่รักหนูตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา
ขอบคุณที่คอยผลักดันให้หนูมีความมั่นใจมากขึ้น
ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า ครั้งหนึ่งมีคนที่ พร้อมจะรักเด็กคนนี้มากๆ จริงๆ
หนูเองก็อยากทำทุกวันให้ดีที่สุดเพื่อทุกคนเหมือนกันค่ะ อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคน ไม่ต่างจากที่ทุกคนคอยส่งกำลังใจให้หนู
ต่อให้ทุกคนยุ่งแค่ไหน แต่ยังหาเวลามาหา มาคอยให้กำลังใจ หนูดีใจมากๆ จริงๆ
หนูอยากให้ทุกคนที่มาหาหนู กลับไปพร้อมความสุขเยอะๆ และในอนาคต หนูอยากเก่งขึ้นกว่านี้ เปล่งประกายมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนภูมิใจในตัวหนูให้ได้ค่ะ
จากคนที่เคยคิดจะถอดใจ เพราะออดิชันกี่ครั้งก็ไม่ผ่าน วันนี้เด็กคนนั้นยืนอยู่ตรงกลางเพลง Borderless แล้ว
และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งข้อความเล็กๆ ที่อยากบอกคนอ่านทุกคนว่า
ถ้าครั้งก่อนมันยังไม่สำเร็จ ลองทุ่มสุดตัวอีกครั้งก็ยังไม่สายค่ะ

