จากนักเลงยุค 2499 สู่วงการมิวสิคอลไทย
เรื่องเล่าของเหล่าอันธพาลอย่าง แดง ไบเล่ย์, ปุ๊ ระเบิดขวด, ดำ เอสโซ่, เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ และแหลมสิงห์ ที่หลายคนคุ้นชื่อจากภาพยนตร์และตำนานเล่าขาน กำลังถูกเล่าใหม่อีกครั้งในรูปแบบละครเวทีมิวสิคอลฉบับปี 2025
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การยกตำนานขึ้นเวที แต่คือการตีความใหม่ให้เข้ากับคนดูยุคนี้ ในช่วงที่ ละครเวทีไทยเริ่มกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยของกรุงเทพฯ ไปแล้วแบบเนียนๆ
ทีมนักแสดงนำห้าคน – นาย ณภัทร, ไอซ์ พาริส, เทศน์ ไมรอน, ไดมอนด์ ณรกร และบูม สหรัฐ – ต่างก็ต้องรับบทเป็นตัวละครที่มี “ภาพจำ” ฝังหัวคนดูอยู่แล้ว พร้อมทั้งรับมือกับโจทย์สุดหินของการเล่นมิวสิคอล ทั้งร้อง เต้น ละคร และอารมณ์ที่ต้องสดทุกโชว์
ใครเป็นใครบนเวที: แดง ปุ๊ ดำ เปี๊ยก และแหลมสิงห์
นาย ในบท ‘แดง ไบเล่ย์’ ผู้เล่าเรื่องและผู้ปกป้อง
นายรับบทเป็น แดง ไบเล่ย์ และนี่คือมิวสิคอลเรื่องแรกในชีวิตของเขา แต่ไม่ใช่โปรเจกต์ธรรมดา เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มายืนอยู่บนเวทีแบบนี้มาก่อน
เขาเล่าว่า เริ่มต้นด้วยความไม่มั่นใจ แต่ทีมงานทุกคนช่วยซัพพอร์ตจนทุกวันนี้กลายเป็นความรู้สึกว่า “ตื่นมาซ้อมแล้วมีความสุขมาก”
สำหรับการตีความตัวละคร แดงในเวอร์ชั่นนี้ไม่ใช่แค่ตัวละครหลัก แต่ยังทำหน้าที่เป็น ผู้บรรยายเรื่อง ไปพร้อมกันด้วย นายจึงใช้คำคำเดียวในการนิยามแดงว่า “ปกป้อง” เพราะแดงเหมือนคนที่คอยรับผิดชอบเรื่องราวทั้งหมดบนเวที แล้วต้องสลับโหมดระหว่างเป็นตัวละครและเป็นคนเล่าเรื่องตลอดเวลา
ไอซ์ ในบท ‘ปุ๊ ระเบิดขวด’ เด็กบ่อนที่อยากเป็นตำนาน
ไอซ์รับบทเป็น ปุ๊ ระเบิดขวด โดยเขาเริ่มจากแบ็กกราวด์ที่ทีมเขียนบทวางไว้ละเอียดมาก แล้วค่อยเติมจินตนาการของตัวเองลงไป
เขาคิดภาพว่า ปุ๊เป็นเด็กที่เกิดและโตในบ่อน มีพ่อเป็นอันธพาลคุมบ่อนระดับใหญ่ ดังนั้นคำถามที่เขาใช้ตีความตัวละครคือ
ถ้าเราเป็นลูกนักเลงใหญ่ เราอยากเป็นให้ได้อย่างพ่อ หรือมากกว่าพ่อ?
เราอยาก “ดังจนเป็นตำนาน” แค่ไหน?
จากคำถามเหล่านี้ ปุ๊ในแบบของไอซ์จึงกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ถูกผลักดันด้วยความฝัน ความดื้อ และความอยากพิสูจน์ตัวเองในโลกของนักเลง
เทศน์ ในบท ‘ดำ เอสโซ่’ นักเลงพูดน้อยที่ต้องลุกมาร้องเพลง
เทศน์รับบทเป็น ดำ เอสโซ่ ตัวละครที่หลายคนจำได้จากประโยคฮิต “แล้วแต่ปุ๊” และสไตล์พูดน้อยต่อยหนัก
แต่ในเวอร์ชั่นมิวสิคอล เขาอยากให้คนดูเห็น “ด้านลึก” ของดำมากกว่าที่เคยเห็นในตำนาน เขาจึงพยายามเผยให้เห็นว่า ดำไม่ใช่แค่คนนิ่งๆ แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความคิด ความรู้สึก และความเปราะบางซ่อนอยู่
ที่สำคัญ ดำ เอสโซ่ในมิวสิคอลต้อง ลุกขึ้นมาร้องเพลง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่มีใครเคยจินตนาการมาก่อน เทศน์เลยใช้โอกาสนี้เพิ่มสีสันให้ตัวละคร ให้คนดูเข้าใจดำในมิติใหม่
ไดมอนด์ ในบท ‘เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์’ เด็กดีที่กำลังจะกลายเป็นนักเลง
ไดมอนด์รับบทเป็น เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ ซึ่งในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ตัวละครนี้ไม่ได้ถูกเล่าลึกมากนัก
เขาเลยเลือกตีความเปี๊ยกใหม่ว่าเป็นเด็กที่เติบโตมาแบบโดดเดี่ยว อาจอยู่บ้านเด็กกำพร้าหรืออาศัยอยู่ในวัดกับหลวงตา เป็นเด็กที่ “เห็นทุกอย่างมาแล้ว” จนตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งกับสิ่งเสพติด และตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง
แต่จุดพลิกผันคือ การตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบนักเลง ทำให้จากเด็กดีในสายตาตัวเอง ค่อยๆ เดินเข้าไปในเส้นทางของนักเลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
บูม ในบท ‘แหลมสิงห์’ นักร้องเสียงเพี้ยนที่ภูมิใจในตัวเองสุดๆ
บูมรับบทเป็น แหลมสิงห์ ตัวละครที่รักการร้องเพลงมาก แต่ปัญหาคือ… ร้องเพี้ยนแบบสุดทาง
ความตลกร้ายคือ แหลมสิงห์ “ภูมิใจในเสียงร้องของตัวเองอย่างจริงจัง” และอยากเป็นนักร้องจริงๆ ด้วย
ความยากของบูมคือ เขาต้อง ตั้งใจร้องให้เพี้ยนแบบที่ดูไม่ตั้งใจ เพราะถ้าเล่นเพี้ยนเกินไป คนดูจะรู้สึกว่ากำลังเล่นมุก แต่โจทย์คือ ต้องเพี้ยนแบบ “ธรรมชาติสุดๆ” ซึ่งเขาบอกว่าเป็นสิ่งที่ยากอย่างไม่น่าเชื่อ
ความท้าทายของการเล่นมิวสิคอลในตำนานที่คนทั้งเมืองมีภาพจำ
เส้นบางๆ ระหว่าง “ต้นฉบับ” กับ “เวอร์ชั่นของเรา”
นายเลือกที่จะไม่ผูกตัวเองกับภาพจำจากภาพยนตร์มากนัก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกับแดง ไบเล่ย์ถูกขังอยู่ในห้องเดียวกัน คุยกันทุกวัน จนทุกอย่างที่แสดงออกมาคือการตีความใหม่แบบสดๆ
เขาบอกว่าตัวเอง แทบจะไม่อิงต้นฉบับเลย เอามาแค่แรงบันดาลใจ เพราะวิธีเล่าของผู้กำกับในเวอร์ชั่นนี้แปลกใหม่จนต้องดีไซน์การแสดงขึ้นมาใหม่ทั้งชุด
ด้านไอซ์ ก็เลือกทางเดียวกัน เขาไปดูหนังทั้งสองเวอร์ชั่นเพื่อทำการบ้าน แต่ไม่ขอ “ลอก” ตัวละครของพี่ต๊อกมาทั้งดุ้น เพราะเชื่อว่า
ไม่ว่าเราจะอินกับบทแค่ไหน มันต้องมีความเป็นตัวเราติดไปอย่างน้อยสัก 1%
เขาเลยตั้งใจทำ “เวอร์ชั่นของเราเอง” มากกว่าจะเล่นเหมือนเดิม และทีมก็ย้ำว่า มิวสิคอลครั้งนี้ไม่ใช่รีเมค แต่คือการตีความใหม่ทั้งด่าน
มิวสิคอล = ร้อง เต้น บู๊ อารมณ์ แถมต้องสดทุกโชว์
ไอซ์มองว่า ความโหดของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การร้องเพลง แต่คือการที่ ทุกอย่างเยอะไปหมด ทั้งคิวบู๊ คิวเต้น บล็อกกิ้งบนเวที และยังต้องร้องต่อหลังจากวิ่งเล่นบู๊มาอย่างหนัก
ซีนอารมณ์ก็ไม่ใช่เล่นๆ เขาบอกว่านี่คือ งานที่ใช้พลังงานภายในมากที่สุดในชีวิตการแสดง
ไดมอนด์มองว่ามิวสิคอลคือการรวมทุกศาสตร์ไว้ในงานเดียว ทั้งร้อง เต้น เล่นละคร เขามีพื้นฐานด้านร้องและเต้นมาบ้าง เลยไม่ค่อยกังวลเรื่องนั้นเท่าไหร่ แต่กลับกลัวเรื่อง แอ็กติ้ง มากกว่า
เพราะละครเวทีคือศิลปะที่ทุกอย่างต้องสด ไม่มีเทค ไม่มีคัท ทุกอารมณ์และทุกจังหวะต้องแม่น เขาจึงต้องซ้อมหนักสุดๆ สัปดาห์ละ 5 วัน ตั้งแต่สี่โมงเย็นยาวไปถึงห้าทุ่ม แต่เขาก็บอกว่าเป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะ ทีมเวิร์คดีแบบโคตรจริง
เมื่อ “ความคาดหวังของคนดู” กลายเป็นแรงกดดันหลัก
เทศน์พูดตรงๆ ว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ คนดูมีภาพของตัวละครอยู่ในหัวเรียบร้อยแล้ว ถ้าพยายามเล่นให้เหมือนภาพนั้นเป๊ะๆ ยังไงก็ไม่รอด เขาเลยใช้วิธี
เอาภาพเดิมเป็นแค่แรงบันดาลใจ
ใส่ความเข้าใจของตัวเองต่อ “ดำ เอสโซ่” เข้าไป
สร้างการตีความใหม่ที่ยังเคารพต้นฉบับแต่เป็นตัวเอง
บูมก็รู้สึกคล้ายกัน คนที่รักเวอร์ชั่นหนังย่อมมี “ภาพจำ” ติดอยู่ในหัว เขาบอกว่าตัวเองซ้อมหนักมาก และเลือกโฟกัสแค่สิ่งเดียวคือ
ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ที่สุด ส่วนคนดูจะชอบหรือไม่ เป็นพื้นที่เสรีของเขา
อนาคตของตัวเองในโลกมิวสิคอล
นาย: “ผมเล่นเหมือนนี่คือมิวสิคอลเรื่องสุดท้ายในชีวิต”
นายบอกว่า เขาแสดงเรื่องนี้เหมือนเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เล่นมิวสิคอล เพราะไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกชัดเจนมากว่า เวทีมิวสิคอลคือพื้นที่ที่เขารักจริงๆ และอยากกลับมาอีกถ้ามีโอกาส เพราะการเล่นละครเวทีเหมือนเติมพลังงานดีๆ ให้ชีวิตจริงของเขา
ไอซ์: ขอเลือกจาก “บทและโปรเจกต์” เป็นหลัก
ไอซ์บอกว่าตัวเองชอบมิวสิคอลมาก ทั้งจากการเล่นเรื่องก่อนหน้าและเรื่องนี้ แต่ด้วยความที่เขายังอยากลองทำงานอีกหลายแบบในวงการบันเทิง เขาเลยคิดว่าอนาคตของตัวเองในมิวสิคอล
ขึ้นกับบทและเรื่องที่ได้รับมากกว่า
ถ้ามีโปรเจกต์ที่ใช่ เขา ไม่ปิดประตูตัวเองเลย
เพราะเขารักการยืนบนเวที ไม่ว่าจะเป็นเวทีละครหรือเวทีคอนเสิร์ต
เทศน์: มิวสิคอลเรื่องแรก แต่ไม่อยากให้เป็นเรื่องสุดท้าย
เทศน์ยอมรับว่า นี่คือมิวสิคอลเรื่องแรกในชีวิต และเขาชอบมาก ตั้งแต่บรรยากาศตอนซ้อม การเข้าบท ไปจนถึงพลังงานบวกที่ได้จากทีมงานและเพื่อนร่วมงาน
เขาหวังเอาไว้ในใจว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากเล่นต่อไปเรื่อยๆ
ไดมอนด์: ละครเวทีคือการยกเวลาชีวิตไปครึ่งหนึ่ง
ไดมอนด์พูดแบบตรงไปตรงมาว่า การเล่นละครเวทีหนึ่งเรื่อง ทำให้เวลาชีวิตเขาหายไปเกือบครึ่ง เพราะต้องทุ่มให้การซ้อมแบบจริงจัง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาก็ยอมรับว่ามันคือโอกาสและประสบการณ์ที่มีค่ามากๆ ถ้ามองไปในอนาคต เขาคิดว่า
ถ้าผ่านไปอีกหลายปีแล้วมีโอกาสอีกครั้ง
เขาก็อาจจะกลับมาเล่นมิวสิคอลอีก
บูม: ขอพักก่อน แล้วค่อยกลับมา
บูมไม่ค่อยวางแผนไกล เขามองแบบเรียลๆ ว่ามิวสิคอลหนึ่งเรื่องกินเวลาเป็นครึ่งปี จบโปรเจกต์หนึ่งก็อยากพักไปทำอย่างอื่นก่อน
แต่ถ้ามีโอกาสดีๆ โผล่มาอีก เขาก็พร้อมจะกลับขึ้นเวทีใหม่เช่นกัน
มองไปข้างหน้า: มิวสิคอลไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน?
นาย: ละครเวทีไทยกำลังกลายเป็น “ไลฟ์สไตล์”
นายรู้สึกชัดเจนว่าทีมผู้สร้างไม่เคยหยุดพัฒนา และทำให้ละครเวทีเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ จนมันกำลังกลายเป็น ส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ คนเมืองไปแล้ว
จะมาดูเป็นคู่ มาเดทกัน หรือมาดูกันทั้งครอบครัวก็ได้ ความรู้สึกตอนดูละครเวที ไม่เหมือนดูหนังเลย เหมือนอยู่กันคนละโลก เขาเชื่อเต็มที่ว่า วงการละครเวทีไทยยังไปได้อีกไกล
ไอซ์: มาตรฐานแทบเท่าต่างประเทศแล้ว
ไอซ์มองว่ามาตรฐานมิวสิคอลไทยตอนนี้ โดยเฉพาะงานที่ทีมนี้ทำอยู่ อยู่ในระดับที่ แทบจะเทียบเท่าต่างประเทศ แล้ว ทั้งด้านโปรดักชั่นและการดัดแปลงบท
เขาเชื่อว่าถ้าเรายังเดินหน้าพัฒนาต่อไปแบบนี้ มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ และคนไทยเองก็เปิดใจรับละครเวทีมากขึ้นทุกปี ภาพรวมของวงการเลยดูเป็นทิศทางเชิงบวกแบบชัดเจน
เทศน์: ถ้ารักษามาตรฐานได้ เราไปได้ไกลแน่นอน
เทศน์มองว่าศักยภาพวงการบันเทิงไทยสูงมากอยู่แล้ว มิวสิคอลก็เป็นอีกหนึ่งมุมที่เขาเพิ่งได้เข้ามาสัมผัสจริงๆ และพอได้เข้ามาก็พบว่า
มาตรฐานงานมิวสิคอลไทยสูงกว่าที่คิด
ทีมงานทุกฝ่ายเก่งและทุ่มเทมาก
ถ้าเรารักษาระดับนี้เอาไว้ได้ เขาเชื่อว่า เรามีศักยภาพจะเติบโตต่อได้อีกมาก
ไดมอนด์ & บูม: มิวสิคอลไทย สามารถ “แมส” ได้มากกว่านี้
ไดมอนด์เชื่อว่า มิวสิคอลไทยสามารถไปได้ไกลกว่านี้ และสามารถ “แมส” กว่านี้ได้ในอนาคต ถ้ามีการผลักดันและขยายฐานคนดูเพิ่มขึ้น
บูมบอกว่า มิวสิคอลเป็นศาสตร์ที่มีเสน่ห์ในตัวมันเองอยู่แล้ว เพียงแค่ว่า
ถ้าใครได้ลองเปิดใจมาดูสักครั้ง มีโอกาสสูงมากว่าจะติดใจ
ถ้าเราช่วยกันบอกต่อ และใช้โซเชียลมีเดียส่งต่อประสบการณ์ดีๆ
เขาเชื่อว่ามิวสิคอลไทยจะไปได้ไกลจริงๆ
ถ้าอยากเห็น “นักเลงในตำนาน” ลุกขึ้นมาร้องเพลง คุณพลาดไม่ได้
‘อันธพาล 2499 The Musical’ ขึ้นเวทีที่รัชดาลัยเธียเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม – 29 มิถุนายน 2025
สำหรับใครที่เคยมีภาพจำของนักเลงยุค 2499 อยู่ในหัว ละครเวทีเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือการชวนคุณกลับไปทบทวนตำนานเดิม ผ่านเวอร์ชั่นใหม่ที่มีทั้งเสียงหัวเราะ ความดิบ ความเจ็บ และเสียงเพลงสดๆ ที่ดังอยู่ตรงหน้าแบบเอื้อมมือถึง
บางที หลังดูจบ คุณอาจไม่มองคำว่า “อันธพาล” แบบเดิมอีกต่อไปเลยก็ได้

