รับแอปรับแอป

จากเมล็ดเล็กสู่โต๊ะอาหารหรู: ข้าวไต้หวันกำลังกลับมาครองใจคนรักอาหารอย่างไร

ธนากร อินทร์แก้ว01-31

ข้าวหนึ่งเมล็ดที่กำลังเปลี่ยนโต๊ะอาหารทั้งประเทศ

ปริมาณการบริโภคข้าวของชาวไต้หวันลดลงจนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากเดิมในช่วงทศวรรษ 1960–1970 เคยกินข้าวเฉลี่ยปีละ 80–90 กิโลกรัมต่อคน ปัจจุบันกลับลดลงเกือบครึ่ง และมีแนวโน้มว่าปริมาณการบริโภคข้าวสาลีอาจแซงหน้าข้าวในไม่ช้า

แต่ในขณะที่ตัวเลขสถิติชี้ชัดว่าข้าวกำลังถูกกินน้อยลง กลับมีอีกกระแสหนึ่งค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างทรงพลัง ตั้งแต่ชาวนา ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว ไปจนถึงร้านอาหารต่างร่วมลงสนาม ภายใต้แนวคิด “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” เปลี่ยนจากการกินให้อิ่ม ไปสู่การกินอย่างรู้คุณค่า และทำให้ข้าวไต้หวันเริ่มมีเรื่องราวใหม่ที่น่าจับตามองมากขึ้นทุกวัน

ข้าวพื้นถิ่นที่เบ่งบานเหมือนดอกไม้หลายสายพันธุ์

ข้าวพันธุ์พื้นถิ่น ผลิดอกทั่วแผ่นดิน

ปี ค.ศ. 2002 วันที่ไต้หวันเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) และเปิดนำเข้าข้าวต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงประท้วงจากเกษตรกรทั่วประเทศ นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ข้าวในประเทศต้องเจอแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก

  • พฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป ทำให้คนบริโภคข้าวลดลงต่อเนื่อง

  • ข้าวนำเข้าจากต่างประเทศรุกตลาดอย่างหนัก แข่งกันด้านราคาอย่างดุเดือด

แต่ในวิกฤตกลับมีช่องว่างให้คนหัวใจแกร่งหลายคนลุกขึ้นมาพัฒนา ยกระดับคุณภาพข้าวไต้หวันให้โดดเด่นขึ้น จากการปรับตัวหลายทศวรรษ รวมกับพลังของสื่อออนไลน์ในยุคดิจิทัล ทำให้

  • การสร้างแบรนด์ข้าวเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายขึ้น

  • ช่องทางการขายหลากหลาย ตั้งแต่โรงสีใหญ่ ร้านค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต จนถึงช่องทางออนไลน์

แบรนด์ข้าวขนาดเล็กที่เน้นจุดขายอย่าง “ซื้อตรงจากชาวนา” หรือ ผลิตแบบอินทรีย์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ก้าวเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ ผู้บริโภคจึงเลือกได้ทั้งจาก

  • ราคา

  • รูปแบบการเพาะปลูก

  • ค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ข้าวไต้หวันจึงเข้าสู่ยุค “สงครามข้าว” ที่ทุกแบรนด์ต่างแข่งขันสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง เปรียบเหมือนดอกไม้หลากสายพันธุ์ที่ผลัดกันเบ่งบานอวดโฉม

รสนิยมข้าวแบบไต้หวัน vs ญี่ปุ่น

ชาวไต้หวันและญี่ปุ่นมีรสนิยมข้าวที่คล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่าง

เดิมทีไต้หวันปลูกข้าวเจ้าพันธุ์เมล็ดยาว หรือข้าวอินดิกา (在來米) จนกระทั่งในยุคที่ญี่ปุ่นปกครอง ได้มีการนำเข้าข้าวพันธุ์เมล็ดสั้นป้อม หรือข้าวจาปอนิกา (蓬萊米) ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนรสนิยมการกินข้าวของคนไต้หวันไปอย่างสิ้นเชิง

ตั้งแต่นั้นมา ทั้งไต้หวันและญี่ปุ่นต่างหลงใหลในข้าวที่

  • เมล็ดอวบแน่น

  • เนื้อแน่นหนึบ

  • กลิ่นหอมหวาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปจะเห็นความต่างชัดเจน

  • คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ ความบริสุทธิ์ของรสข้าว ต้องขาวใส ไม่มีรอยแตก เมื่อหุงแล้วต้องไม่มีกลิ่นรบกวน เหมาะกับอาหารญี่ปุ่นที่พิถีพิถันและจัดจานอย่างงดงาม

  • คนไต้หวันคุ้นกับการกินข้าวคู่กับกับข้าวรสจัด ผัดไฟแรง หรือปรุงรสเข้มข้น จึงต้องการ ข้าวที่หุงแล้วหอมแรง พอจะสู้รสกับอาหารบนโต๊ะได้

ด้วยเหตุนี้ ข้าวไต้หวันจึงให้ความสำคัญกับ “กลิ่นหอม” เป็นพิเศษ ปัจจุบันข้าวในตลาดแบ่งได้คร่าว ๆ เป็นสองกลุ่ม

  • ข้าวพันธุ์ทั่วไปที่หอมคล้ายใบเตยหรือดอกมะลิ

  • ข้าวหอมสายพันธุ์พิเศษที่ให้กลิ่นคล้ายเผือก

ทั้งสองกลุ่มต่างได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

ในญี่ปุ่น ตลาดเน้นไปที่ข้าวขาวเป็นหลัก แต่ในไต้หวัน กระแสรักสุขภาพทำให้

  • ข้าวกล้อง

  • ข้าวดำ ข้าวม่วง ข้าวแดง

กลายเป็นภาพคุ้นตาในท้องตลาด สะท้อนความหลากหลายของการเกษตรไต้หวันอย่างชัดเจน

คนกลางผู้ทำให้ “ชาวนา–ผู้บริโภค” ได้คุยกัน

บทบาทของผู้เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคข้าว

เมื่อผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า

  • ชอบกินข้าวแบบไหน?

  • จะกินอย่างไรให้ตรงกับรสนิยมตัวเอง?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่โรงสีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่เป็น “แม่สื่อของข้าว” ด้วย

เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ของไต้หวันก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานวิจัยต่างแข่งขันกันพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ จนวันนี้มีข้าวมากกว่า 200 สายพันธุ์ กระจายอยู่ในตลาด แล้วผู้บริโภคจะเลือกอย่างไรท่ามกลางตัวเลือกมหาศาลเหล่านี้?

แม้รัฐบาลยังไม่มีระบบรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวเหมือนผู้ชิมชา แต่ในภาคเอกชนกลับมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานด้าน

  • การโปรโมทข้าวไต้หวันอย่างจริงจัง

  • การชิมและประเมินข้าวหลายสายพันธุ์

  • การพาผู้บริโภคไปเยี่ยมชมแหล่งปลูกจริง พบปะชาวนา

พวกเขาศึกษาอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ จนถึงเทคนิคการปลูก ก่อนจะใช้สายตาแบบผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกข้าวเหมาะสมให้กับผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม ทำหน้าที่เป็น สะพานเชื่อมระหว่างนาและโต๊ะอาหาร อย่างแท้จริง

วาดภาพใหม่ให้ “ข้าวไต้หวัน” บนชั้นซูเปอร์มาร์เก็ต

การวางโครงร่างให้กับภาพของข้าวไต้หวัน

หลายปีก่อน เคยมีกรณีบริษัทใหญ่แอบนำข้าวเวียดนามมาผสมกับข้าวไต้หวัน แล้วขายในราคาถูก พอถูกเปิดโปง ก็กลายเป็นดราม่าครั้งใหญ่ในสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีคนเลือกเดินคนละเส้นทาง ด้วยการ

  • ระบุแหล่งผลิตข้าวให้ชัดเจน

  • ร่วมมือกับเกษตรกรตัวจริง

  • เน้นขายข้าวพันธุ์เดี่ยวที่ไม่ปนสายพันธุ์อื่น

ที่ตำบลซีหู เมืองเหมียวลี่ ในฤดูใบไม้ร่วงที่ลมเย็นกำลังดี ข้าวที่เพิ่งหว่านในเดือนก่อนกำลังงอกเต็มทุ่ง คุณหลินเม่าเซิง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mao Rice ยืนกลางทุ่งสีเขียว แล้วพูดถึงเป้าหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาแค่อยากให้ทุกคนรู้ว่า “ข้าวที่ตัวเองกินเป็นพันธุ์อะไร”

พื้นฐานของเรื่องนี้เริ่มจากการที่เขาเตรียมเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ และได้รู้จักครอบครัวของคุณอู๋เลี่ยงควัน ชาวนาที่ลาออกจากงานราชการ กลับมาทำนาอย่างจริงจัง และควบคุมทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง

ตั้งแต่

  • การเพาะกล้า

  • ปลูก–เก็บเกี่ยว

  • ตากแห้ง

  • สีข้าว

  • ไปจนถึงการบรรจุถุง

แม้มีที่ดินเพียง 50 ไร่ แต่ก็ลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปบนที่ของตัวเอง เขาทุ่มเต็มที่เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพสูง ทว่าด้วยความถ่อมตัว จึงเลือกขายผ่านไปรษณีย์ท้องถิ่น หรือขายให้คนรู้จักเท่านั้น

เมื่อคุณหลินเจอข้าวดี ๆ ที่แทบไม่มีใครรู้จัก เขาจึงตัดสินใจใช้ชื่อเสียงและความเชื่อของตัวเองเป็นเดิมพัน สร้างแบรนด์ขึ้นมาเพื่อดันข้าวเหล่านี้ให้ถึงมือผู้บริโภค

ผลิตภัณฑ์ของ Mao Rice เรียบง่ายแต่คมชัด มีเพียงสามประเภท โดยแต่ละแบบจะใช้ ข้าวพันธุ์เดียว ไม่ผสมสายพันธุ์ และเน้นอธิบายให้เข้าใจง่ายว่าข้าวแต่ละชนิดเหมาะกับการกินแบบไหน

  • ไถหนง 77 เมล็ดสั้น อวบ หนึบ ใส มันเงา เหมาะสำหรับเมนูที่ใช้ข้าวสไตล์โคชิฮิคาริ ข้าวญี่ปุ่นชั้นเลิศ

  • ไถหนง 71 มีความชุ่มชื้นสูง เหมาะกับการเกิดเจลาติไนเซชั่น จึงใช้ทำข้าวต้ม หรือเมนูที่ต้องการข้าวนุ่มเป็นพิเศษ

  • ไถหนงเซียน 22 มีปริมาณอะไมโลสสูง เมื่อหุงแล้วร่วน เมล็ดไม่ติดกัน เคี้ยวเพลิน เหมาะสำหรับทำข้าวผัดหรือข้าวผสมผัก

ในมุมมองด้านวัฒนธรรมการกิน สิ่งที่หลินเม่าเซิงทำจึงไม่ใช่แค่ “การขายข้าว” แต่คือการปูพื้นฐานให้ผู้คนเริ่มเรียนรู้

  • ความต่างของข้าวพันธุ์เดี่ยวแต่ละชนิด

  • วิธีจับคู่เมนูให้เหมาะกับข้าวแต่ละสายพันธุ์

เมื่อเราแยกรสชาติได้ เราจึงเริ่มสร้างรสนิยมได้ นี่คือก้าวแรกของการกลับมาพิถีพิถันกับการกินข้าวอย่างแท้จริง

เขาเชื่อว่า เมื่อผู้บริโภคเข้าใจข้อดีข้อเสียของข้าวแต่ละชนิด จะค่อย ๆ สร้าง “กรอบคิดการเลือกซื้อ” ของตัวเองขึ้นมา

  • รู้ว่าตัวเองชอบกินอะไร

  • เลือกซื้อจากใคร

  • ตัดสินใจจากรสนิยม ไม่ใช่แค่ราคา

วัฏจักรเชิงบวกจึงเกิดขึ้น เมื่อคนควบคุมอาหารของตัวเองได้ อุตสาหกรรมก็เติบโตอย่างมั่นคง นี่คือรากฐานจริง ๆ ของระบบอาหารที่มีคุณภาพ

Fusing Rice: เมื่อร้านขายข้าวกลายเป็นที่ปรึกษาเรื่องรสนิยม

ความมั่นใจของผู้เชี่ยวชาญการเลือกข้าว

อีกด้านหนึ่งของโลกข้าวไต้หวัน คือร้านข้าวสาร Fusing Rice ในตลาดเฉียวจง ย่านปั่นเฉียว นครนิวไทเป ที่ดำเนินการโดยคุณสือเจี๋ยฟาง เขาคืออีกหนึ่ง “กระบอกเสียงของข้าว” ที่ทำให้คนเมืองใกล้ชิดกับข้าวมากกว่าที่เคย

กลยุทธ์ของ Fusing Rice แตกต่างจาก Mao Rice อย่างชัดเจน เพราะร้านนี้

  • แบ่งขายข้าวสารแบบชั่งกิโลใส่ถุง

  • มีข้าวบรรจุถุงสุญญากาศแบรนด์พิเศษสำหรับตลาดเฉพาะ ราคาสูงแต่เน้นคุณภาพ

ในร้านมีข้าวให้เลือกมากถึง 20 ชนิด ซึ่งไม่ใช่การวางเรียงแล้วปล่อยให้ลูกค้าเดาเอง แต่มีการแนะนำแบบเฉพาะเจาะจงตามคนตรงหน้า

คุณสือเจี๋ยฟางเคยทำงานด้านจัดซื้อในร้านค้าชื่อดังถึง 16 ปี จึงมีมาตรฐานของตัวเองในการเลือกสินค้า เขาเชื่อว่าความรู้สึกว่าอะไร “ดี” หรือ “ไม่ดี” ของแต่ละคน ถูกกำหนดจากประสบการณ์ส่วนตัว

ดังนั้นเขาจึงไม่ใช้วิธีขายแบบกดดัน แต่ใช้วิธี

  • คัดสรรข้าวคุณภาพจากหลายแหล่งด้วยตัวเอง

  • พูดคุยกับลูกค้าเพื่อเข้าใจนิสัยการกินและความต้องการ

  • แนะนำข้าวที่เหมาะที่สุดกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

ลูกค้าหลักของตลาดคือ

  • แม่บ้านที่ต้องทำกับข้าวทุกวัน เน้นราคาเป็นหลัก จึงเลือกข้าวแบ่งขายชั่งกิโล

  • คนรุ่นใหม่ที่ชอบลองของใหม่ แต่ทำอาหารไม่บ่อย เลยเลือกข้าวถุงเล็กแบบสุญญากาศ แม้ราคาอาจสูงกว่า

  • แรงงานต่างชาติที่คิดถึงรสชาติบ้านเกิด ซึ่งไม่ได้เน้นคุณภาพพรีเมียม แต่ต้องการข้าวหอมใกล้เคียงกับประเทศของตัวเอง ร้านจึงนำเข้าข้าวหอมไทยมาเป็นตัวเลือก

นอกจากนี้ Fusing Rice ยังเป็นพาร์ตเนอร์ของร้านอาหารหลายสิบแห่ง คุณสือเจี๋ยฟางไม่ได้เพียงแค่ส่งข้าวให้เท่านั้น แต่ยังรับหน้าที่เป็น ที่ปรึกษาเรื่องข้าว ด้วย

ตัวอย่างเช่น

  • ร้านอาหารสไตล์ฮ่องกงที่เคยใช้ข้าว See Mew สำหรับทำโจ๊กและข้าวอบหม้อดิน เขาแนะนำให้ปรับมาใช้ข้าวหอมไทยที่ให้สัมผัสใกล้เคียง แต่หาได้ง่ายกว่าในไต้หวัน

  • เมนูข้าวหน้าหมูสับพะโล้สไตล์ไต้หวัน ซึ่งมีข้อสำคัญคือข้าวต้องไม่เละเมื่อราดน้ำพะโล้ เขาจึงทดลองผสมข้าวไต้หวันที่นุ่มเหนียวเข้ากับข้าวหอมไทยที่แห้งกว่า จนได้สัดส่วนที่ลงตัวที่สุดทั้งในแง่รสชาติและต้นทุน

นี่คือการใช้ความรู้เรื่องข้าวมาออกแบบรสสัมผัสของเมนู ตั้งแต่ระดับครัวในบ้าน ไปจนถึงครัวในร้านอาหารมืออาชีพ

ความพิถีพิถันที่เริ่มต้นจากการหุงข้าว

ความพิถีพิถันในการบริโภคข้าว

แม้ปริมาณการกินข้าวของคนไต้หวันจะลดลงทุกปี แม้หน่วยงานด้านการเกษตรจะพยายามรณรงค์ให้คนหันมาทานข้าวไต้หวันเพิ่มขึ้น แต่ในระดับลึกลงไป จะเห็นอีกภาพหนึ่งที่น่าสนใจมากกว่า นั่นคือ วัฒนธรรมการทำอาหารจากข้าวกำลังเติบโตอย่างเงียบ ๆ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นทั้ง

  • แบรนด์ข้าวใหม่ที่ทยอยออกสู่ตลาด

  • ผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น ชิโอะโคจิ อามาซาเกะ แครกเกอร์ข้าว ที่เคยฮิตจนกลายเป็นของประจำครัวหลายบ้าน

  • ร้านอาหารและงานเลี้ยงที่ใช้ “ข้าว” เป็นธีมหลัก สร้างสรรค์เมนูจากข้าวในรูปแบบที่หลากหลาย

ทั้งหมดนี้ช่วยเปิดภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ของข้าวให้ผู้บริโภคเห็นว่า ข้าวไม่ได้เป็นแค่เครื่องเคียง แต่สามารถเป็น นางเอกของจานอาหาร ได้อย่างสง่างาม

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังทำหน้าที่

  • สอนวิธีหุงข้าวให้อร่อย

  • อธิบายขั้นตอนตั้งแต่การซาว การแช่ ไปจนถึงการพักข้าวหลังหุง

ทำให้คนที่เคย “หุงแค่ให้สุก” เริ่มหันมา หุงข้าวให้ดี มากขึ้น ขณะเดียวกัน ร้านอาหารจำนวนไม่น้อยก็หันมาใช้ข้าวไต้หวัน พร้อมกับทดลองเมนูใหม่ ๆ เพื่อสำรวจศักยภาพไร้ขีดจำกัดของข้าวในประเทศ

กว่าจะได้ข้าวต้มหนึ่งถ้วย หรือข้าวสวยหนึ่งจาน ต้องผ่าน

  • ความเหนื่อยยากของชาวนา

  • การคัดเลือกและตรวจสอบในทุกขั้นตอน

  • การเลือกสายพันธุ์และวิธีหุงที่เหมาะสม

เมื่อเข้าใจเบื้องหลังเหล่านี้แล้ว เราก็ยิ่งควร ให้ความสำคัญกับข้าวทุกเมล็ดบนจานของเรา เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการยกระดับรสนิยมและสั่งสมวัฒนธรรมการกินที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง