ฟิตหุ่น ฟิตใจ แล้วรักตัวเองให้สุด
เคยไหม ตั้งใจลดน้ำหนักจนแทบขาดใจ เพื่อหวังให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายสักอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเพราะอยากสวย อยากสุขภาพดี หรืออยากเอาชนะคำพูดเจ็บ ๆ ของใครบางคน ถ้าคุณเคยผ่านช่วงเวลานั้นมา ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว คุณคือคนที่โคตรเก่งแล้ว
และถ้าตอนนี้คุณยังคงสู้ ยังอดทนไดเอท ยังฝืนตัวเองไปออกกำลังกายทั้งที่เหนื่อยแทบแย่ ขอบอกเลยว่า ขอให้เถอะ อย่าเพิ่งยอมแพ้ เพราะเส้นทางนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องรูปร่าง แต่มันจะพาเราไปเจอกับเวอร์ชันใหม่ของตัวเอง ที่แข็งแรงทั้งร่างกายและหัวใจ
ซีรีส์เกาหลีเรื่องหนึ่งเพิ่งโผล่มาเตะตา จนต้องต่ออายุสายเปย์แพ็กเกจสตรีมมิ่งต่อแบบไม่คิดมาก เพราะมันเล่าเรื่องการลดน้ำหนัก ที่ไม่ได้มีแค่ภาพก่อน–หลังสุดปัง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกของคนที่เคยพัง แต่เลือกจะเริ่มใหม่อีกครั้ง
ฟิตเนส 24 ชั่วโมงที่เปลี่ยนชีวิต
เรื่องราวเริ่มที่นางเอก “อีมีรัน” นักวางแผนการท่องเที่ยวที่เพิ่งโดนเทแบบเจ็บจี๊ด แฟนบอกเลิกด้วยเหตุผลว่า “หมดอารมณ์เพราะรูปร่างเธอ” ประโยคเดียวฟังแล้วอยากเอาเวทยัดปากให้พูดไม่ออกกันไปข้าง
ในคืนที่โลกพัง มีรันเดินเข้า “คลับ” แห่งหนึ่ง เพราะคิดว่าเป็นผับธรรมดา กะจะเมาเละ ลืมรักพัง ๆ ให้จบ ๆ แต่ที่ไหนได้ ที่นั่นคือ Health Club เปิด 24 ชั่วโมง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือฟิตเนสนั่นเอง
ฟิตเนสนี้บริหารโดย “โดฮยอนจุง” อดีตนักเพาะกายระดับโลก เจ้าของรางวัลชนะเลิศเวทีใหญ่ที่อเมริกา แต่จู่ ๆ เขาก็หายไปจากวงการแบบไร้คำอธิบาย แล้วผันตัวมาเป็นผู้จัดการยิมเล็ก ๆ ที่กำลังจะเจ๊งไม่เจ๊งแหล่
ในขณะที่พระเอกกำลังดิ้นรนหาทางให้ยิมอยู่รอด หาสมาชิก หารายได้ นางเอกก็พยายามเงยหน้าจากจุดต่ำสุดของชีวิต ทั้งคู่เลยเผลอก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของกันและกันแบบไม่ทันตั้งตัว
พระเอกรับบทเทรนเนอร์จอมโหดของสาวน้อยที่แทบไม่เคยออกกำลังกายจริงจัง เป้าหมายคือ “ปั้นหุ่นจากพังให้กลับมาปัง” เพื่อไปฟาดหน้าคนเคยดูถูกให้สะใจ แต่ชีวิตมันไม่โรยด้วยดอกไม้ เพราะพระเอกนี่แหละ เป็นสายบ้าฟิตตัวจริง
เขาเข้มกับการออกกำลังกายชนิดที่ว่า อกหักยังไม่ร้องไห้ เพราะเชื่อว่าน้ำตาจะทำให้กล้ามหาย และยึดหลักอยู่อย่างหนึ่งว่า “ไม่มีอะไรในชีวิตที่เปลี่ยนไม่ได้ นอกจากร่างกายที่คุณไม่ยอมลงมือเปลี่ยน”
รักตัวเองไม่ใช่แค่ฟีลกู๊ด แต่มันโคตรโหด
ซีรีส์แนวรอมคอมเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ความน่ารักกุ๊กกิ๊ก เพราะพอใส่ดราม่าเข้ามาที damage ทางใจมันแรงใช้ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกับคนที่เคยโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง หรือเคยยืนอยู่ตรงจุดที่ไม่มั่นใจตัวเองเลย
จุดแข็งของเรื่องไม่ได้มีแค่พล็อต แต่ยังอยู่ที่นักแสดงนำที่เคมีโคตรเข้ากัน พระเอก “อีจุนยอง” รับบทเจ้าของยิมกล้ามแน่นที่ทั้งโหด ทั้งฮา ส่วน “จองอึนจี” มาในลุคสาวสายกวน ไม่เน้นสวยเริ่ดแต่เน้นความเกรียนล้วน ๆ พอมาอยู่ด้วยกันก็กลายเป็นคู่ที่ทั้งฮา ทั้งอบอุ่น
ความดีงามคือ ซีรีส์ไม่ได้บอกให้เราเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้คนอื่นยอมรับ แต่ชวนตั้งคำถามกลับว่า เราพร้อมจะเปลี่ยนเพื่อตัวเราเองจริง ๆ หรือยัง
ใช้เงินลงทุนกับร่างกาย…เพราะเสียดายนี่แหละคือแรงผลัก
"เราต้องใช้เงินกับร่างกายตัวเองมากเท่านั้น จะได้เสียดายจนไม่กล้าล้มเลิกกลางคัน"
ประโยคนี้จากปากพระเอก ฟังแล้วทั้งขำทั้งจริงจัง เพราะถ้าคุณเคยทุ่มเงินกับการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
สมัครฟิตเนสระยะยาว
ซื้อชุดออกกำลังกายเต็มเซ็ตทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน
เปลี่ยนเมนูจากของอร่อยแต่พังหุ่น มาเป็นอาหารสุขภาพจืด ๆ
คุณจะรู้เลยว่า “ความเสียดายเงิน” คือแรงผลักดันชั้นดีในช่วงที่ passion เริ่มหมดไฟ
ตอนแรก เรามักเริ่มจากไฟแค้น ไฟฮึดอยากเอาชนะคำพูดของคนปากจัด อยากพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า “เธอคิดผิดที่ดูถูกฉัน” ช่วงนั้นคือทำได้หมดทุกอย่าง จะลำบากแค่ไหนก็สู้ไหว เพียงแค่ขอเปลี่ยนตัวเองให้ได้
แต่พอเวลาผ่านไป ไฟแค้นเริ่มเบา อารมณ์เย็นลง ความกระตือรือร้นก็ลดตาม passion ที่เคยแรงกล้ากลายเป็นแค่เสียงเบา ๆ ที่ถามว่า “วันนี้จะไปยิมจริงเหรอ” หรือ “งดของหวานอีกวันไหวไหม”
สุดท้าย สิ่งที่ทำให้เรายังลากตัวเองไปยิมได้บ่อยครั้งก็ไม่ใช่ความแค้นแล้ว แต่เป็นความคิดง่าย ๆ ว่า
เสียดายค่าสมาชิก
เสียดายชุดที่ซื้อมา
เสียดายเวลาที่ลงทุนไปแล้ว
และนั่นแหละ คืออีกหนึ่งพลังที่ช่วยให้เราไม่ล้มเลิกกลางทางง่าย ๆ
Passion อยู่ไม่นาน แต่ความสม่ำเสมออยู่ยาว
ความจริงข้อหนึ่งก็คือ passion ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป มันมักเริ่มจากความรู้สึกด้านลบที่โคตรรุนแรงทั้ง
ความเจ็บปวด
ความโกรธ
ความรู้สึกอยากเอาชนะ
ในช่วงแรก ๆ เราเลยเต็มใจทำทุกอย่าง ยอมเหนื่อย ยอมลำบาก เพราะรู้สึกเหมือนได้ระบายความอัดอั้นทั้งหมดผ่านการออกกำลังกาย
แต่พอเวลาผ่านไป เราเริ่มชิน เริ่มหายแค้น เริ่มยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากขึ้น passion เลยไม่แรงเหมือนเดิม และนี่คือจุดที่หลายคนถอดใจ เพราะไม่มีไฟเหมือนตอนเริ่มแล้ว
ตรงนี้เองที่คำพูดของพระเอกยิ่งทิ่มใจว่า “เราใช้เงินไปกับร่างกายมากขนาดนี้แล้ว จะให้เลิกกลางคันมันเสียดาย” คนที่ยอมจ่ายแพง ทั้งค่าสมาชิก ทั้งเวลาชีวิต สุดท้ายก็ยากจะยอมแพ้ เพราะแค่คิดว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างสูญเปล่าก็จุกแล้ว
“สิ่งที่ยากที่สุดในยิม คือการโผล่มายิมทุกวัน”
"สิ่งที่ยากที่สุดในยิมคืออะไรรู้ไหมครับ การมายิมทุกวันไงครับ และคุณคือคนที่…ทำเรื่องยาก ๆ นั่นได้"
ถ้าวัดกันจริง ๆ ไม่ใช่ทุกคนจะมีวินัยลากตัวเองไปยิมได้ทุกวัน การมาถึงให้ได้ คือด่านที่โหดที่สุดแล้วด้วยซ้ำ เพราะคุณต้องชนะทั้งความขี้เกียจ ความเพลีย ความเบื่อ และสารพัดข้ออ้างในหัว
ลองคิดภาพ ถ้าคุณคือคนที่ยอมจ่ายค่าฟิตเนสหลักหมื่น หรือแบบนางเอกที่ลงเงินกับโปรแกรมดูแลรูปร่างไปถึง 5 ล้านวอน (ราวแสนกว่าบาท) แค่คิดจะไม่ไปยิมสักวันก็รู้สึกผิดทันที ความรู้สึกตอนนั้นคือ
จะไม่ให้ไปได้ไง ในเมื่อเสียไปขนาดนั้นแล้ว
ถ้าไม่ไป เท่ากับเอาเงินไปเผาทิ้งทั้งก้อน
เมื่อถึงจุดหนึ่ง passion ที่เคยแรงก็กลายเป็นแค่ส่วนประกอบ แต่ วินัย + ความเสียดาย + ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง นี่แหละ ที่ทำให้เราเดินต่อได้
เมื่อยิมไม่ได้เปลี่ยนแค่หุ่น แต่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับตัวเอง
ไม่ใช่ทุกคนที่จะปล่อยให้ passion อยู่กับตัวเองยาว ๆ ได้ บางคนมอดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ก็มีคนประเภทหนึ่งที่ดื้อด้าน ฮึดสู้ต่อแบบยาว ๆ จนถึงวันที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ
อีมีรันคือนางเอกที่ใกล้เคียงคนประเภทนั้น ในช่วงแรกเธอแทบจะพังทั้งตัวทั้งใจ ร่างกายเจ็บปวดจนเดินยังเหมือนซอมบี้ แต่ก็ยังกัดฟันไปยิมต่อ แม้จะบ่นตลอดทางก็ตาม
เธอถึงขั้นคิดหนีไปฉีดสลายไขมันให้จบ ๆ แต่ก็ถูกลากกลับมาเข้ายิม ฝืนตัวเองกับโปรแกรมสุดโหดที่ออกแบบมาสำหรับคนที่จริงจังกับการเปลี่ยนชีวิต เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหนื่อยขนาดนี้แล้วมันเปลี่ยนอะไรไหม เพราะทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนมองไม่ออก
สิ่งที่โหดกว่านั้น คือการที่เธอซื้อชุดสวยในฝันมาเก็บไว้ ทั้งที่ตอนลองครั้งแรกถึงขั้นยัดตัวเองลงไปไม่เข้าเลยด้วยซ้ำ ชุดนั้นอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ดี หรืออาจกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ก็ได้ ถ้าวันหนึ่งเธอยอมแพ้ก่อนจะใส่มันได้จริง ๆ
แต่เธอก็เลือกจะไม่ถอย ทำตามแผนทุกอย่างที่พระเอกวางให้ ต่อให้วันไหนอารมณ์แย่ หงุดหงิด หรือรู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย เธอก็ยังไปยิมอยู่ดี เพราะมันคือสิ่งเดียวที่เธอทำได้ เพื่อกอบกู้ตัวเองกลับมา
ในตอนหนึ่ง นางเอกยอมรับกับพระเอกว่า เธอไม่ค่อยเชื่อหรอกว่าบริการดูแลชีวิตแบบครบวงจร 3 เดือนที่เขาเสนอจะเปลี่ยนชีวิตเธอได้จริง แต่ในวันที่สิ้นหวัง เธอคิดแค่ว่า มันดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้ความเจ็บปวดกัดกินจิตใจจนตายไปช้า ๆ
พระเอกไม่ได้แค่ยืนสั่งเธอออกกำลังกาย แต่คอยย้ำกับเธอซ้ำ ๆ ว่า “เธอทำได้” จนวันหนึ่งเธอเริ่มเชื่อว่าเขาจริงใจกับร่างกายของเธอมากกว่าตัวเธอเองด้วยซ้ำ และเพราะแบบนั้น เธอเลยเลือกจะเชื่อใจเขามากกว่าที่เชื่อใจตัวเอง
สิ่งที่เธอได้รับไม่ใช่แค่รูปร่างที่ดีขึ้น แต่คือการค้นพบว่า ตัวเองแข็งแกร่งกว่าที่คิด ทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ
การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ “คิด” แล้วมันจะเกิด
ตอนอ่านเรื่องย่อก็พอเดาได้ว่าเรื่องน่าจะไปในทิศทางแบบนี้ แต่พอได้ดูจริง ๆ แล้วมันกลับอินถึงขั้นสะเทือนใจ โดยเฉพาะคนที่เคยมีประสบการณ์คล้าย ๆ นางเอก คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูอีกเวอร์ชันของตัวเองบนจอ ที่เล่าเรื่องเดียวกัน แต่ในมุมที่งดงามกว่า
การเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ใช่เรื่องโรแมนติก แต่มันเหนื่อย เลือดซิบ และโคตรใช้เวลา
มันต้องอาศัยทั้ง
ความรู้
วินัย
ความตั้งใจจริง
ความอดทน
และจิตใจที่แข็งแรงพอจะไม่ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เราอาจเคยมีช่วงที่หมดแรง หมดใจ ท้อจนอยากวางทุกอย่างแล้วเดินหนีกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แต่คำถามคือ เราจะยอมจบมันตรงนั้นจริง ๆ เหรอ หรือจะกัดฟันไปต่ออีกนิดเพื่อดูว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหนกันแน่
ซีนชุดในฝัน: รางวัลของคนไม่ยอมแพ้
สำหรับใครที่อยากได้สปอยล์เบา ๆ แบบไม่พังอรรถรส ต้องบอกเลยว่า ซีรีส์เรื่องนี้พิสูจน์ชัดมากว่า ความเพียรพยายามไม่เคยทรยศใคร
หนึ่งในซีนที่กินใจสุด ๆ ในสองตอนแรก คือฉากที่นางเอกลองยัดร่างตัวเองลงไปในชุดที่เคยใส่ไม่ได้มาก่อน แล้วคราวนี้…เธอใส่มันได้จริง ๆ
เธอไม่ได้แค่ใส่ได้ แต่ยัง
ยืนได้อย่างมั่นใจ
นั่งได้
วิ่งได้
ขยับท่าทางต่าง ๆ ได้โดยไม่อึดอัด
ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ใช่แค่ดีใจธรรมดา แต่คือความไม่อยากจะเชื่อว่า “นี่ฉันทำได้จริง ๆ เหรอ” จนต้องรีบวิ่งไปอวดคนที่อยู่ข้าง ๆ และคอยซัพพอร์ตเธอมาตลอดทาง
ถ้าคุณเคยมีโมเมนต์หยิบชุดเก่าที่เคยใส่ไม่ได้ขึ้นมาลองอีกครั้ง แล้วพบว่ามันกลับมาใส่ได้อีกครั้งหนึ่ง น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ใช่เพราะเศร้า แต่มันคือความภูมิใจ ที่ปนทั้งความโล่งใจและการปลดปล่อยตัวเองจากคำพูดเจ็บ ๆ ในอดีต
รักแท้ที่ดีที่สุด คือวันที่เรากลับมารักตัวเอง
ซีรีส์เรื่องนี้อาจเริ่มต้นจากการลดน้ำหนัก และความเจ็บปวดจากการโดนบอกเลิกเพราะรูปร่าง แต่ระหว่างทางมันค่อย ๆ พาเราไปไกลกว่านั้น
มันทำให้เราเห็นว่า
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อให้ใครมารักเรา
แต่เราสามารถเปลี่ยนเพื่อให้ตัวเอง “รักตัวเอง” มากพอ ก่อนที่จะให้ใครเข้ามารักเรา
คนที่เหมาะกับเราจริง ๆ จะเห็นคุณค่ามากกว่าตัวเลขบนตาชั่งหรือไซซ์เสื้อผ้า
และวันหนึ่ง คุณจะพบว่า คนที่เดินเข้ามาในชีวิตตอนที่คุณรักตัวเองได้เต็มที่แล้ว คนนั้นแหละคือคนที่รัก “ตัวตน” ไม่ใช่แค่รูปทรงของร่างกาย
สุดท้ายแล้ว เรื่องหุ่น เรื่องสวย เรื่องหล่อ มันไม่ใช่ปลายทาง แต่มันเป็นสะพานให้เราเดินไปหาเวอร์ชันที่ภูมิใจกับตัวเองมากที่สุดต่างหาก
ดังนั้น ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอยู่ตรงไหนของเส้นทางการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า คุณไม่จำเป็นต้องเป๊ะเหมือนในซีรีส์ แค่ไม่ยอมแพ้ตัวเองง่าย ๆ ก็ถือว่าคุณชนะไปแล้วครึ่งทาง

