รับแอปรับแอป

10 เทรนด์เทค 2026 จาก Gartner ที่คนทำงานยุค AI ต้องรู้ ก่อนจะตามไม่ทัน!

อรรถพล วงศ์เจริญ01-31

AI กำลังเขียนอนาคตธุรกิจเร็วกว่าที่คิด

ในทุก ๆ วัน เทคโนโลยีขยับไปข้างหน้าแบบไม่รอใคร องค์กรที่ยังทำธุรกิจแบบเดิม ๆ โดยไม่สนเทคโนโลยี กำลังเสี่ยงจะหลุดเกมแข่งขันแบบไม่รู้ตัว เพราะวันนี้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นแค่ “ตัวช่วย” แต่กลายเป็น โครงสร้างหลักในการพัฒนาองค์กร บุคลากร และรูปแบบธุรกิจ ไปแล้ว

Gartner ในฐานะบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านไอทีระดับโลก ได้สรุป 10 เทรนด์เทคโนโลยีกลยุทธ์สำหรับปี 2026 ที่จะเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเดินหน้าเร็วขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ เทรนด์เหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่คือ เครื่องมือพลิกเกมธุรกิจ ที่จะส่งผลทั้งต่อโครงสร้าง การแข่งขัน และความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว

Gartner แบ่ง 10 เทรนด์ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • The Architect – วางรากฐานให้ระบบ AI และ Digital Transformation แข็งแรง ปลอดภัย และยืดหยุ่น

  • The Synthesist – ผสานระบบอัจฉริยะให้ทำงานร่วมกัน สร้างคุณค่าใหม่ให้ธุรกิจ

  • The Vanguard – ปกป้องความเชื่อมั่น ชื่อเสียง และการทำตามกฎระเบียบขององค์กร

บทความนี้จะเล่าภาพรวมทั้ง 10 เทรนด์แบบเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเตรียมองค์กรให้พร้อมรับปี 2026

10 Technology Trend ปี 2026 ที่องค์กรไม่ควรมองข้าม

กลุ่ม The Architect: ปูฐานระบบให้ AI วิ่งได้เต็มสปีด

กลุ่มนี้โฟกัสที่ “สถาปัตยกรรม” และโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี เพื่อรองรับการใช้ AI อย่างจริงจังในองค์กร

1) AI-native development platforms

แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อให้ ใช้ Generative AI มาช่วยพัฒนาและดูแลซอฟต์แวร์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่แค่ใช้ AI มาเสริมทีหลัง

  • ช่วยให้ทีม Dev ทำงานได้เร็วขึ้น ออกฟีเจอร์ได้ไวขึ้น

  • ทำให้ทีมมีขนาดเล็กลงแต่คล่องตัวมากขึ้น เพราะหลายงานให้ AI ช่วยจัดการได้

  • Gartner คาดว่า ภายในปี 2030 องค์กร 80% จะเปลี่ยนโครงสร้างทีมพัฒนา ไปสู่ทีมขนาดเล็กที่มี AI เป็นผู้ช่วยหลัก

2) AI Supercomputing Platform

คือการรวมพลังของ CPU, GPU, AI Chip, ASIC และระบบคอมพิวต์อื่น ๆ เข้าด้วยกัน กลายเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ประมวลผลงานด้าน AI ที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • รองรับโมเดลใหญ่ ๆ งานวิเคราะห์ข้อมูลหนัก ๆ และงาน AI ขั้นสูง

  • ช่วยให้การใช้ Hybrid Computing ทำได้จริงในระดับองค์กร

  • คาดว่า ภายในปี 2028 องค์กรชั้นนำกว่า 40% จะนำสถาปัตยกรรม Hybrid Computing มาใช้ เพื่อรองรับงานด้าน AI และ Data

3) Confidential Computing

เมื่อข้อมูลคือทรัพย์สินสำคัญที่สุดขององค์กร การปกป้องข้อมูล “ระหว่างที่กำลังถูกใช้งาน” จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ ไม่ใช่แค่ตอนเก็บหรือส่งต่อ

Confidential Computing คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้

  • สามารถประมวลผลข้อมูลที่อ่อนไหวบนสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

  • ใช้ AI กับข้อมูลลับได้ โดยลดความเสี่ยงการรั่วไหล

  • สร้างความมั่นใจให้กับธุรกิจที่ต้องทำงานกับข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเงิน หรือข้อมูลเชิงลึกอื่น ๆ

Gartner คาดว่า ภายในปี 2029 งานประมวลผลกว่า 75% จะรันอยู่บนสภาพแวดล้อมแบบ Confidential Computing

กลุ่ม The Synthesist: เชื่อม AI หลายรูปแบบให้ทำงานร่วมกัน

กลุ่มนี้พูดถึงการเอา AI หลากหลายประเภทมาทำงานร่วมกัน ทั้งในระดับโมเดล ระบบ และอุปกรณ์ เพื่อสร้างวิธีทำงานแบบใหม่

4) Multiagent Systems (MAS)

ระบบที่ออกแบบให้ AI Agent หลายตัวที่เชี่ยวชาญคนละเรื่อง มาช่วยกันทำงานเป็นทีม เพื่อจัดการ Workflow หรือภารกิจที่มีความซับซ้อน

  • แต่ละ Agent อาจถนัดด้านวิเคราะห์ข้อมูล วางแผน ประสานงาน หรือควบคุมระบบ

  • ทำให้กระบวนการหลายส่วนกลายเป็นอัตโนมัติได้จริง ไม่ใช่แค่จุดเล็ก ๆ

  • เปิดทางให้คนและ AI ทำงานร่วมกันแบบ “Co-worker” มากกว่าแค่เครื่องมือ

5) Domain-Specific Language Models (DSLM)

จากเดิมที่ใช้โมเดลใหญ่แบบครอบจักรวาล วันนี้องค์กรเริ่มหันมาใช้ โมเดลที่ถูกฝึกหรือปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะโดเมน เช่น

  • เทคโนโลยีสำหรับการแพทย์ การเงิน กฎหมาย การผลิต หรืออุตสาหกรรมเฉพาะด้าน

  • ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ แม่นยำกว่า น่าเชื่อถือกว่า และสอดคล้องกับกฎระเบียบของอุตสาหกรรมนั้น ๆ

Gartner ประเมินว่า ภายในปี 2028 โมเดล Generative AI ที่องค์กรใช้มากกว่าครึ่งจะเป็นรูปแบบ Domain-Specific ไม่ใช่โมเดลทั่วไปอีกต่อไป

6) Physical AI

คือการดึงความฉลาดของ AI ออกมาสู่โลกจริง ผ่าน อุปกรณ์ที่รับรู้และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เช่น

  • หุ่นยนต์ในสายการผลิต

  • โดรนสำรวจพื้นที่หรือคลังสินค้า

  • ระบบอัตโนมัติในโรงงานหรือโลจิสติกส์

เหมาะกับอุตสาหกรรมที่ต้องการ

  • การทำงานอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมจริง

  • ความปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงงานที่อันตราย

  • ความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์หน้างาน

กลุ่ม The Vanguard: ปกป้องความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในยุค AI

เมื่อองค์กรใช้ AI มากขึ้น คำถามเรื่อง ความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ ก็ยิ่งสำคัญ กลุ่ม The Vanguard จึงเน้นที่การป้องกันความเสี่ยงรอบด้าน

7) Preemptive Cybersecurity

จากเดิมที่ระบบความปลอดภัยส่วนใหญ่มัก “ตอบโต้เมื่อถูกโจมตีแล้ว” แนวคิดใหม่คือการใช้ AI ตรวจจับและบล็อกภัยคุกคามก่อนที่จะเกิดความเสียหาย

  • วิเคราะห์ pattern แปลก ๆ จาก Traffic หรือการใช้งานระบบ

  • คาดเดาช่องโหว่ที่จะเกิดขึ้น และป้องกันล่วงหน้า

  • ลดโอกาสที่องค์กรจะถูกโจมตีแบบรุนแรงโดยไม่รู้ตัว

Gartner ประเมินว่า ภายในปี 2030 โซลูชันด้านความปลอดภัยเชิงรุกจะคิดเป็นครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้าน Security ทั้งหมด

8) Digital Provenance

เมื่อ Content, Data และ Software จำนวนมากถูกสร้างด้วย AI คำถามคือ เราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าแหล่งที่มาถูกต้องและไม่ถูกปลอมแปลง?

Digital Provenance จึงโฟกัสที่การ

  • ตรวจสอบและยืนยัน “แหล่งที่มา” ของข้อมูลหรือเนื้อหา

  • ระบุความเป็นเจ้าของที่ชัดเจน

  • ตรวจสอบความสมบูรณ์ ว่าข้อมูลหรือเนื้อหาไม่ได้ถูกแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อ ความน่าเชื่อถือขององค์กรและแบรนด์ ในยุคที่ข้อมูลปลอมระบาดหนัก

9) AI Security Platforms

เมื่อองค์กรใช้ AI Application จำนวนมาก ทั้งที่สร้างเองและของ Third-party การมองภาพรวมเรื่องความปลอดภัยจึงไม่ง่าย

AI Security Platforms เข้ามาช่วย

  • รวมศูนย์การมองเห็นว่า AI อะไรกำลังรันอยู่ที่ไหนบ้าง

  • ควบคุมการเข้าถึง การใช้งาน และนโยบายกำกับดูแล AI

  • ลดความเสี่ยงจากการใช้ AI ของบุคคลที่สามที่องค์กรควบคุมได้น้อย

พูดง่าย ๆ คือ ทำให้การใช้ AI ในองค์กร ไม่กลายเป็นจุดอ่อนด้านความปลอดภัย

10) Geopatriation

ในยุคที่กฎระเบียบด้านข้อมูลและการเมืองระหว่างประเทศเริ่มส่งผลต่อการเลือกใช้ Cloud และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล องค์กรจึงต้องมองไกลกว่าแค่คำว่า “ถูกและแรง”

Geopatriation คือแนวคิดในการ

  • ลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการเลือกย้ายข้อมูลหรือระบบไปยัง Sovereign Cloud หรือผู้ให้บริการ Regional Cloud

  • ช่วยให้ CIO ควบคุมได้มากขึ้นว่า
    • ข้อมูลถูกจัดเก็บที่ไหน

    • อยู่ภายใต้กฎหมายอะไร

    • ถูกกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างไร

ผลลัพธ์คือองค์กรสามารถเดินเกมธุรกิจข้ามประเทศได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยไม่เสี่ยงผิดกฎหมายข้อมูลหรือข้อบังคับท้องถิ่น

บทสรุป: AI ไม่ได้มาแค่เปลี่ยนระบบ แต่มาเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กร

เมื่อมองภาพรวมทั้ง 10 เทรนด์ จะเห็นชัดว่า AI กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเทคโนโลยีในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นด้าน

  • การพัฒนาซอฟต์แวร์

  • การประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน

  • ความปลอดภัยไซเบอร์

  • การใช้งานในโลกจริงผ่านหุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นเรื่อง ความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ ก็ยิ่งทวีความสำคัญตามไปด้วย องค์กรจึงไม่ควรโฟกัสแค่การ “เอา AI มาใช้” แต่ต้องคิดไปถึง

  • จะใช้ AI อย่างปลอดภัยได้อย่างไร

  • จะรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าและคู่ค้าอย่างไร

  • จะวางสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีให้รองรับการเติบโตในระยะยาวอย่างไร

การเข้าใจเทรนด์เหล่านี้ตั้งแต่ตอนนี้ คือการวางหมากล่วงหน้าให้ธุรกิจ พร้อมแข่งขัน ลดความเสี่ยง และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดจริง ในยุคที่ใครปรับตัวช้ากว่า ก็อาจไม่มีโอกาสให้แก้ตัวรอบสองได้ง่าย ๆ