รับแอปรับแอป

เกมลวงด้วย AI ก่อนวันหย่อนบัตร: เมื่อเฟคนิวส์กลายเป็นอาวุธที่เราไม่รู้ตัวว่าถืออยู่

ชานนท์ บุญส่ง01-29

เมื่อฤดูเลือกตั้งมาพร้อมสงครามข้อมูล

ทุกครั้งที่ประเทศเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง ข้อมูลข่าวสารจะถูกยกระดับเป็นอาวุธกำหนดอนาคตสังคม

แต่ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทแทบทุกแพลตฟอร์ม ข้อมูลที่วิ่งวนอยู่บนหน้าจอเรา ไม่ได้มีแค่ความจริงเพียงด้านเดียวอีกต่อไป ท่ามกลางข้อเท็จจริง ยังมี ข้อมูลเท็จที่ถูกผลิตอย่างเป็นระบบ แฝงตัวปะปนอยู่ และมันกำลังกลายเป็นภัยเงียบที่หลายคนไม่ทันระวัง

จากผู้ช่วยอัจฉริยะ สู่เครื่องจักรปั้นความเชื่อ

AI ไม่ได้เป็นแค่ตัวช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นอีกต่อไป มันสามารถสร้างทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอได้เนียนระดับที่คนทั่วไปแยกแทบไม่ออกว่าอะไรจริง อะไรสร้างขึ้นมา

ในบรรยากาศก่อนเลือกตั้ง ความสามารถนี้ถูกดึงมาใช้เต็มกำลัง เพื่อผลิตคอนเทนต์จำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ข่าวลือที่ไม่มีที่มา

  • คลิปตัดต่อที่ตัดให้เหลือเฉพาะมุมเสียหาย

  • ข้อความโจมตีคู่แข่งทางการเมือง

  • ข้อมูลที่หยิบแค่บางส่วนของความจริงมาขยายจนภาพรวมบิดเบี้ยว

สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์เหล่านี้อันตรายเป็นพิเศษ คือมันถูกออกแบบมาให้ ดูเหมือน “ของจริง” ทุกประการ ทั้งรูปแบบการเขียน การจัดวาง ภาพประกอบ หรือแม้แต่แหล่งอ้างอิงที่เลียนแบบสื่อมืออาชีพ พร้อมภาษาที่กระตุ้นอารมณ์ ทำให้คนจำนวนมากเลือกที่จะ “เชื่อก่อนคิด” โดยไม่ทันตั้งคำถาม

เกมปั้นกระแส ที่ไม่ได้เล่นเพื่อความสนุก

เบื้องหลังเฟคนิวส์และข้อมูลบิดเบือนในช่วงเลือกตั้ง ไม่ได้เกิดจากคนขี้เล่นบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมี กลุ่มทุนและทีมรับจ้างผลิตคอนเทนต์ ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการรุกสนามความคิดของประชาชน

เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน หากแต่คือ

  • การสร้างกระแสให้บางประเด็นถูกพูดถึงจนกลบเรื่องสำคัญ

  • การสร้างความขัดแย้งให้สังคมแบ่งขั้วรุนแรงขึ้น

  • การดึง Engagement ให้โพสต์พุ่ง ยอดไหล ยอดแชร์ถล่ม

ยอด Like ยอด Share และยอด Comment ถูกเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านสปอนเซอร์หรือผู้ว่าจ้างที่ต้องการชี้นำทิศทางความคิดของผู้คน โดย แทบไม่สนใจเลยว่าผลกระทบในระยะยาวต่อสังคมจะหนักแค่ไหน

ทำไมสนามเลือกตั้งถึงเปราะบางที่สุด

ช่วงเลือกตั้งคือจังหวะที่ประชาชนต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากในการตัดสินใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงที่ ข้อมูลเท็จแพร่กระจายเร็วราวกับไฟลามทุ่ง

เพราะเบื้องหลังการสื่อสารทางการเมือง มักพุ่งเป้าไปที่อารมณ์ของผู้คนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น

  • ความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

  • ความกลัวว่าจะสูญเสียสิทธิหรือผลประโยชน์

  • ความโกรธต่อความไม่เป็นธรรมที่สะสมมานาน

เมื่ออารมณ์ถูกดึงขึ้นสูง การใช้เหตุผลก็มักถูกลดทอนลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ การโจมตีบุคคลหรือองค์กรด้วยข้อมูลบิดเบือนจึงอาจ ทำลายความน่าเชื่อถือได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ในทางกลับกัน การแก้ไขความเข้าใจผิด มักต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่าหลายเท่า และในหลายกรณี แม้ข้อเท็จจริงจะถูกเปิดเผยในภายหลัง ความเสียหายด้านภาพลักษณ์และความไว้ใจก็ ไม่อาจเรียกกลับคืนได้เต็มร้อย

เมื่อเฟคนิวส์กัดกินมากกว่าการเมือง

Fake News ในช่วงเลือกตั้งไม่ได้ทำลายแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กำลังบั่นทอน ความเชื่อมั่นของทั้งสังคม แบบค่อยเป็นค่อยไป

ผลกระทบที่ตามมามีมากกว่าที่หลายคนคิด เช่น

  • ภาพลักษณ์ขององค์กรหรือบุคคลที่ถูกพาดพิงพังลงในพริบตา

  • ความสงบเรียบร้อยและความสามัคคีในสังคมถูกสั่นคลอน

  • ความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตยถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อผู้คนเริ่มคุ้นชินกับการเห็นข้อมูลเท็จอยู่ทุกวัน ความจริงก็จะเริ่มถูกมองด้วยความระแวง ขณะเดียวกัน ความแตกแยกและการไม่เชื่อใจกัน ก็กลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” ที่ฝังลึกลงไปในโครงสร้างสังคมอย่างเงียบ ๆ

เราจะไม่ยอมเป็นตัวละครในเกมข้อมูล

ในวันที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน ภาระความรับผิดชอบจึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อยู่ที่ ผู้ใช้และผู้เสพสื่อทุกคน ว่าจะจัดการกับข้อมูลที่ไหลเข้ามายังไง

ก่อนจะกดแชร์หรือแสดงความเห็น ลองหยุดคิดเพิ่มอีกนิด และถามตัวเองว่า

  • เราได้ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลแล้วหรือยัง?

  • เนื้อหานี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูล หรือเพื่อ煽นอารมณ์?

  • ถ้าเราช่วยส่งต่อ แล้วใครจะได้ประโยชน์? ใครจะเสียหาย?

การฝึกนิสัย “คิดก่อนคลิก คิดก่อนแชร์” อาจไม่ได้ทำให้โพสต์ของเราปัง หรือกลายเป็นไวรัล แต่กลับช่วย ปกป้องพื้นที่การเลือกตั้งให้เป็นพื้นที่ของเหตุผล ไม่ใช่สมรภูมิของอารมณ์

รู้เท่าทันข้อมูล คือเกราะป้องกันประชาธิปไตย

เราหยุดเกม Engagement ของใครไม่ได้ทั้งหมด แต่เราหยุดไม่ให้ตัวเองกลายเป็นฟันเฟืองในเกมนั้นได้

การเลือกตั้งที่โปร่งใส ไม่ได้เริ่มจากวันหย่อนบัตรอย่างเดียว หากเริ่มตั้งแต่วันที่สังคมตัดสินใจว่า จะไม่ยอมถูกจูงด้วยข้อมูลที่ไม่ตรวจสอบ

ในยุคที่ AI ผลิตคอนเทนต์ได้เร็วกว่าที่เราจะกระพริบตา การรู้เท่าทันข้อมูลจึงไม่ใช่ทักษะเสริมอีกต่อไป แต่มันคือ ทักษะเอาตัวรอดของคนยุคใหม่ และคือเกราะชั้นแรกของประชาธิปไตย