รับแอปรับแอป

จากเศษผ้ากองเล็ก สู่ดอกไม้ที่ปลุกลมหายใจให้ทั้งชุมชน

สุเมธ พรหมทอง01-30

ดอกไม้ที่เกิดจากเศษผ้า และหัวใจที่มองเห็นคุณค่า

“เศษผ้า” ที่หลายคนมองว่าเหลือทิ้งและไร้ราคา สำหรับ อาจารย์ณมณ ขันธชวะนะ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความหมาย

ในฐานะอาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เธอมองเศษผ้าไม่ใช่แค่วัสดุเหลือใช้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่า ความทรงจำ และการฟื้นคืนชีวิตให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม

แนวคิดของเธอหยั่งรากมาจากการสังเกตธรรมชาติและวงจรชีวิตของดอกไม้ ที่แม้จะโรยรา แต่ยังคงความงามในแบบของมันเอง

“แม้แต่ดอกไม้ที่โรยรา… ก็ยังมีความงามอยู่ในตัวเอง”

ประโยคสั้น ๆ นี้สะท้อนวิธีคิดที่เชื่อมโยงงานศิลปะเข้ากับธรรมะ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “อนิจจัง” ความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ที่กลับกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการมองเศษวัสดุให้มีคุณค่าใหม่อีกครั้ง

เมื่อโครงการสู่ชุมชน จุดไฟให้เศษผ้ากลายเป็นดอกไม้มีชีวิต

แนวคิดดอกไม้จากเศษผ้าเริ่มชัดเจนขึ้น จากโครงการความร่วมมือระหว่างโครงการ Education Institute Support Activity (eisa) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาลงพื้นที่จริง ร่วมคิด ร่วมทำกับชุมชนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์

อาจารย์ณมณได้เห็นเศษผ้าจำนวนมากถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้งาน สิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็น “ของเหลือ” กลับถูกเธอหยิบขึ้นมาทดลอง พับ เย็บ และแปรรูปให้กลายเป็นดอกไม้ ที่ทั้งงดงาม มีมิติ และเต็มไปด้วยเรื่องเล่า

งานชิ้นเล็ก ๆ จากเศษผ้าเหล่านี้ ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่อาจารย์และนักศึกษา แต่ยังขยายไปถึงคนในชุมชน ที่เริ่มมองสิ่งรอบตัวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

ดอกไม้แต่ละดอก คือประวัติชีวิตของแต่ละชุมชน

ดอกไม้แต่ละดอกคือเรื่องราวของแต่ละชุมชน ไม่ใช่แค่ดอกไม้จากเศษผ้า แต่คือ “ตัวแทนอัตลักษณ์” ในแบบที่ไม่ต้องพูดเยอะ แต่ทุกกลีบ ทุกลายผ้า เล่าเรื่องได้เอง

อาจารย์ณมณเล่าว่า การลงพื้นที่ในหลายจังหวัดทำให้ดอกไม้แต่ละช่อ มีตัวตนและภูมิหลังแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผ้า ลาย และเรื่องราวของผู้คนในพื้นที่นั้น

ดอกไม้ที่เธอสร้าง จึงไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป แต่คือ “ดอกไม้ของชุมชน” ที่ใครเห็นก็รับรู้ได้ถึงความผูกพันและรากเหง้าทางวัฒนธรรม

หาดเสี้ยว จ.สุโขทัย: ผ้าขาวม้าขาว–ดำที่กลายเป็นดอกไม้ทรงพลัง

ที่ชุมชนหาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย อาจารย์ณมณเลือกใช้เศษผ้าขาวม้าสีขาวดำ สีขาวของที่นี่ไม่ได้ขาวจัด แต่เป็นขาวนวล เมื่อมาอยู่คู่กับสีดำ ยิ่งขับกันให้โดดเด่นแบบเรียบง่ายแต่มีพลัง

ผ้าขาวม้าผืนเดิมจึงถูกพับ จับกลีบ และเย็บขึ้นรูปเป็นดอกไม้ โดยอ้างอิงจากดอกไม้ที่คนในพื้นที่ปลูกจริง เป็นการหยิบ “ของใกล้ตัว” มาบอกเล่า “ตัวตนของชุมชน” ผ่านงานออกแบบอย่างแยบยล

ผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง: สีสันสดใสที่กลายเป็นดอกศรีตรัง

อีกจุดหนึ่งคือผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง ผ้าทอพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยลายยกดอกและโทนสีสดใส เต็มไปด้วยพลังของชุมชน

อาจารย์ณมณหยิบผ้าทอนาหมื่นศรีมาดีไซน์ต่อเป็น “ดอกศรีตรัง” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด ทำให้ผ้าทอไม่ได้หยุดแค่การเป็นผืนผ้า แต่ถูกต่อยอดเป็นสัญลักษณ์ที่เล่าถึงภูมิภาคผ่านงานประดิษฐ์

บ้านไทรงาม จ.สระแก้ว: ผ้าลายเกล็ดเต่ากับ texture ที่ไม่มีใครเหมือน

ที่ชุมชนบ้านไทรงาม จ.สระแก้ว มีผ้าลายเกล็ดเต่าอันเป็นเอกลักษณ์ เพราะใช้ผ้าฝ้ายทอผสมกับหญ้าแฝก ทำให้ได้ texture ที่พิเศษ เนื้อผ้าหนา สีสวย และมีผิวสัมผัสไม่เหมือนใคร

แต่ความงามนี้ก็มาพร้อมความท้าทาย เศษผ้ามีริมที่ลุ่ยง่ายและจัดการไม่สะดวก อาจารย์ณมณจึงต้องเย็บเก็บริมอย่างประณีตก่อนนำมาขึ้นรูปเป็นดอกไม้ เพื่อให้ชิ้นงานทั้งแข็งแรงและยังรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของผ้าไว้

เมื่อชาวบ้านร่วมออกแบบดอกไม้ของตัวเอง

ก่อนจะเริ่มลงมือทำดอกไม้จากเศษผ้า อาจารย์ณมณไม่ทำงานเพียงลำพัง แต่เลือกที่จะเริ่มต้นจากการ “คุยกับชุมชน” เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตั้งแต่จิตใจจนถึงปลายนิ้ว

เธอถามชาวบ้านเสมอว่า

อยากให้ดอกไม้นี้เป็นตัวแทนอะไรในบ้านของคุณ?

บางที่ ชาวบ้านพาไปดูต้นไม้ที่ผูกพันกับชุมชน บางแห่งพาไปสำรวจพืชท้องถิ่นที่คนภายนอกอาจไม่รู้จัก แต่สำหรับพวกเขาคือความทรงจำทั้งชีวิต

ที่ชุมชนร้อยรักษ์ อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ชาวบ้านพาเธอเดินไปดู “ต้นสะแบง” กลางทุ่งนา ซึ่งยืนต้นอยู่มากกว่า 100 ปี และกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำใจของคนในพื้นที่

เมื่อเศษผ้าถูกนำมาทำเป็น “ลูกสะแบง” ดอกไม้ที่ออกแบบจากเรื่องราวต้นไม้ต้นนี้ ชาวบ้านรู้สึกภูมิใจอย่างลึกซึ้ง

เพราะมันไม่ใช่แค่ของสวยงาม แต่คือชิ้นงานที่สามารถพูดได้เต็มปากว่า

“นี่แหละ ของบ้านเรา”

ถักทอความรู้ให้เป็นรายได้: ศิลปะที่จับต้องได้ในชีวิตจริง

จากดอกไม้ติดเสื้อ เข็มกลัด และของชำร่วยขนาดเล็ก อาจารย์ณมณไม่ได้หยุดอยู่แค่ของชิ้นจิ๋ว แต่ต่อยอดงานศิลปะจากเศษผ้าให้กลายเป็นของตกแต่งบ้านที่หลากหลายมากขึ้น

ผลงานที่เกิดขึ้นมีทั้ง

  • ภาพแขวนผนัง

  • กรอบรูปที่ผสานผ้าทอกับงานไม้

  • นาฬิกาติดผนังที่ใช้ผ้าทอพื้นถิ่นเป็นพระเอกของงาน

โดยเฉพาะผ้าลายเกล็ดเต่าที่มีลวดลายชัดและเนื้อผ้าหนาพิเศษ เมื่อนำไปติดเข้ากับโครงไม้ที่เจาะวงกลมอย่างประณีต กลายเป็นชิ้นงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งในเชิงดีไซน์และในเชิงราคา

สินค้าชิ้นใหญ่ประเภทนี้ สามารถจำหน่ายได้ในช่วงราคาประมาณ 3,000–4,000 บาทต่อชิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศษผ้าธรรมดา ๆ เมื่อผ่านกระบวนการคิดและออกแบบ ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าศิลป์มูลค่าสูงได้ไม่ยาก

สำหรับชิ้นงานขนาดเล็ก เช่น

  • เข็มกลัด

  • พวงกุญแจ

  • ดอกไม้ประดิษฐ์ช่อเล็ก

ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 100–250 บาท ต่อชิ้น ส่วนดอกไม้ประดิษฐ์จากเศษผ้าเกรดดี ช่อเล็กหนึ่งดอกก็จำหน่ายได้ในราคาประมาณ 150–200 บาท

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ แต่เป็นการสร้างช่องทางรายได้จริงให้กับคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

เวิร์กชอปเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนเป็นโอกาสใหญ่ของชุมชน

อาจารย์ณมณไม่ได้ทำงานแค่ในสตูดิโอหรือห้องเรียน แต่ลงพื้นที่ไปสอนชาวบ้านและเด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอป ทั้งในชุมชนและบนเวทีอีเวนต์สำคัญต่าง ๆ

หนึ่งในกิจกรรมที่เธอมีส่วนร่วม คือการสาธิตและถ่ายทอดเทคนิคการทำดอกไม้จากเศษผ้าในงาน Sustainability Expo 2024 (SX2024) รวมถึงการลงพื้นที่ที่ จ.สระแก้ว ไปสอนเด็กนักเรียนและคนในชุมชนให้ได้ลองทำด้วยตัวเอง

หลังจบเวิร์กชอป หลายคนไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “มาลองครั้งเดียวแล้วจบ” แต่ยังสานต่อที่บ้าน ทำชิ้นงานออกมาขายเอง และส่งภาพผลงานกลับมาให้ดู พร้อมเล่าอย่างภาคภูมิว่า

ตอนนี้เริ่มมีรายได้เสริมจากงานดอกไม้เศษผ้าแล้ว

มันไม่ใช่แค่การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แต่คือการเปิดประตูให้คนในชุมชนมีโอกาสสร้างรายได้จากสิ่งที่หาได้รอบตัว

จากห้องเรียนสู่ชุมชน: เมื่อการออกแบบเชิงสร้างสรรค์มีชีวิตจริง

ในรายวิชาออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นักศึกษาไม่ได้เรียนรู้แค่ทฤษฎีหรือวิธีทำงานให้ “สวย” เท่านั้น แต่ได้สัมผัสบริบทและเรื่องราวเบื้องหลังวัสดุอย่างแท้จริง

อาจารย์ณมณนำ ผ้าทอพื้นถิ่น มาใช้เป็นสื่อการสอน เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจตั้งแต่ต้นทางของการสร้างผ้า ไปจนถึงปลายทางของผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบขึ้นใหม่

กระบวนการเรียนรู้จึงเชื่อมโยงหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน ทั้ง

  • ศิลปะและความงาม

  • การย้อมไหมและการทอผ้า

  • การออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างสร้างสรรค์

  • การทำงานร่วมกับชุมชนจริง

เธอเล่าว่า

“นักศึกษาจะได้เรียนรู้กระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้เห็นและสัมผัสความตั้งใจของชาวบ้านที่อยู่เบื้องหลังผ้าทุกผืน และเมื่อได้นำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ของตนเอง มันไม่ใช่แค่ศิลปะ แต่คือเรื่องราวและคุณค่าที่มีชีวิต”

ในมุมนี้ การออกแบบจึงไม่ใช่แค่การทำของให้สวย แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเคารพต้นทาง เห็นคุณค่าของคนทำ และต่อยอดให้กลายเป็นผลงานที่กลับไปหล่อเลี้ยงชุมชนได้จริง

ก้าวต่อไป: จากเศษผ้าธรรมดา สู่แบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจน

คณะศิลปกรรมศาสตร์ยังมีแผนต่อยอดชิ้นงานเหล่านี้ให้เติบโตไปไกลกว่าการเป็นงานเวิร์กชอปหรือโปรเจกต์ในห้องเรียน โดยเตรียมพัฒนาให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน

เศษผ้าจากกระบวนการเรียนการสอนในหลักสูตรแฟชั่น จะถูกนำมาฟื้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ดีไซน์ที่ใช้งานได้จริง หลากหลายรูปแบบ และสื่อสารตัวตนของชุมชนผ่านเส้นด้ายและลายทอในแบบร่วมสมัย

ในท้ายที่สุด “ดอกไม้จากเศษผ้า” ไม่ได้เป็นเพียงงานประดิษฐ์น่ารัก ๆ แต่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า

เมื่อเรามองของเหลือใช้ด้วยสายตาใหม่ ๆ มันสามารถกลายเป็นงานศิลปะ ที่ปลุกชีวิตคน วัสดุ และชุมชนได้พร้อมกัน