AI เปลี่ยนโฉมการสอนวิทย์–เทคโนฯ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้าเสริมเขี้ยวเล็บให้ครูในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) ผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่โฟกัสแบบเจาะจงไปที่ อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่
หลักสูตรที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “AI กับการประยุกต์ใช้งานด้านนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ” มุ่งให้ครูไม่ใช่แค่ “รู้เรื่องเทคโนโลยี” แต่ต้อง นำไปใช้เป็น และถ่ายทอดต่อได้จริง สู่ห้องเรียนและชุมชนของตนเอง
เป้าหมายใหญ่: จากครูสู่เด็ก จากห้องอบรมสู่คนทำงานอนาคต
แกนหลักของโครงการนี้ไม่ใช่แค่จัดอบรมให้ครบหลักสูตร แต่คือการสร้าง “แรงกระเพื่อม” ในระบบการเรียนรู้ระดับพื้นที่
พัฒนาศักยภาพครูให้เข้าใจ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลด้านเกษตร
ส่งเสริมให้ครูนำแนวคิด STEM ไปออกแบบการเรียนรู้ที่จับต้องได้
ปูพื้นสร้างบุคลากรด้านนวัตกรรมเกษตรที่พร้อมรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต
การอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 กุมภาพันธ์ 2568 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย บรรยากาศจึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนธรรมดา แต่เต็มไปด้วยบรรยากาศของ ห้องทดลอง ไอเดีย และเทคโนโลยีจริง ที่ครูสามารถนำไปต่อยอดได้ทันที
เนื้อหาเข้มข้น: จาก AI, IoT สู่เกษตรอัจฉริยะในพื้นที่จริง
โครงการนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ วัฒนานนท์ เป็นวิทยากรหลัก ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) ในมุมที่ เอาไปใช้กับการเกษตรได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีลอย ๆ
หัวใจของการอบรมคือการเน้นให้ครูได้
มองเห็นภาพว่า AI และ IoT จะช่วยเกษตรกรได้อย่างไร
เข้าใจตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในบริบทเกษตรอัจฉริยะ
เห็นแนวทางนำเนื้อหาไปปรับใช้ในบทเรียนของตนเอง
จุดเด่นคือรูปแบบการเรียนรู้แบบลงมือทำ (Hands-on) ไม่ใช่แค่ฟังเลคเชอร์แล้วจบ แต่วิทยากรพาผู้เข้าอบรมทดลองใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับสถานการณ์จำลองในภาคเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
ครูไม่เรียนเดี่ยว: นักศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์ร่วมแจมเป็นโค้ช
อีกสีสันหนึ่งของโครงการ คือการดึงพลังของนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะทีมผู้ช่วยวิทยากร
มีทีมผู้ช่วยจำนวน 10 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มาช่วยดูแล แนะนำ และทำงานเคียงข้างครูที่เข้าอบรมในแต่ละกิจกรรม
บทบาทของนักศึกษาไม่ได้มีแค่ช่วยงานเบื้องหลัง แต่คือการ
ลงมือปฏิบัติจริงกับโจทย์และอุปกรณ์จริง
ถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีให้ครูในภาษาที่เข้าใจง่าย
พัฒนาทักษะการเป็น นวัตกร (Innovator Skills) ผ่านการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติในพื้นที่
ผลลัพธ์คือ Win–Win ครูได้ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีคอยช่วยเหลือ ขณะที่นักศึกษาก็ได้ขยับจากการเรียนในตำราไปสู่การแก้ปัญหาหน้างานจริง
จากห้องอบรมสู่ห้องเรียน: ต่อยอดเป็นกิจกรรม STEM ได้ทันที
เมื่อจบโครงการ ครูไม่ได้กลับไปพร้อมแค่สไลด์หรือเอกสาร แต่กลับไปพร้อม “ไอเดียและประสบการณ์” ที่สามารถต่อยอดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM ในโรงเรียนของตนเองได้ทันที เช่น
โครงงานเกษตรอัจฉริยะที่ใช้เซนเซอร์และระบบ IoT
กิจกรรมให้เด็ก ๆ ทดลองคิดเชิงระบบ (system thinking) ผ่านข้อมูลจริงจากแปลงเกษตร
การออกแบบบทเรียนที่ให้ผู้เรียนใช้ AI วิเคราะห์หรือจำลองสถานการณ์ในภาคการเกษตร
เมื่อครูเข้าใจเทคโนโลยีและกล้าออกแบบกิจกรรมใหม่ ๆ เด็กในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษก็มีโอกาสได้สัมผัสโลกของ AI และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับห้องเรียน
เก็บโมเมนต์บรรยากาศการเรียนรู้
แต่ละภาพสะท้อนให้เห็นบรรยากาศการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยการทดลอง พูดคุย แลกเปลี่ยน และลงมือทำจริง
สรุป: AI ไม่ได้อยู่ไกล ถ้าครูเริ่มต้นก่อน
เมื่อ AI และ IoT ถูกดึงเข้ามาอยู่ในบริบทของเกษตรกรรมและห้องเรียนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เราจึงไม่ได้พูดถึงเทคโนโลยีล้ำ ๆ ที่ไกลตัวอีกต่อไป
ครูที่เข้าร่วมโครงการลักษณะนี้คือฟันเฟืองสำคัญในการ
ขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จุดประกายให้เด็กเห็นภาพอาชีพใหม่ ๆ ในสายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร
ช่วยผลักดันให้ชุมชนพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
เมื่อครูเข้าใจ AI นักเรียนก็มีโอกาสเติบโตเป็นนวัตกรรุ่นใหม่ได้จริง ไม่ใช่แค่ในฝัน

