รับแอปรับแอป

AI ในห้องเรียน: ผู้ช่วยอัจฉริยะหรือกับดักทำลายทักษะเด็กไทย?

ชานนท์ บุญส่ง01-30

AI คืออะไร และทำไมคนถึงทั้งรักทั้งกลัว

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ Artificial Intelligence คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบให้คิดและทำงานเลียนแบบมนุษย์ เช่น

  • การเรียนรู้

  • การวางแผน

  • การแก้ปัญหา

จุดแข็งของ AI คือการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วและมากกว่าสมองมนุษย์มหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังไม่สามารถทำงานที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดแบบมนุษย์ได้ ยังไม่มีทั้ง “หัวใจ” และ “สัญชาตญาณ” แบบคนจริงๆ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ AI ติดเทรนด์แบบหยุดไม่อยู่ จนหลายคนเริ่มวิตกกังวลว่า มันจะมาแย่งงานคน ทำให้บริษัทจำนวนมากเริ่มลดการรับพนักงานในบางสายงาน บางแห่งตั้งเงื่อนไขรับเฉพาะคนมีประสบการณ์ 2–3 ปี ส่งผลให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยต้องว่างงานนานกว่าจะได้ทำงานตรงสายที่เรียนมา

เมื่อ AI เดินเข้าห้องเรียน

ในแวดวงการศึกษาไทยเอง ก็เริ่มมีการนำ AI เข้ามาใช้บ้างแล้ว แม้จะยังไม่แพร่หลาย เหตุผลหลักคือ

  • ความรู้ด้านเทคโนโลยียังอยู่ในวงจำกัด

  • ทรัพยากรและอุปกรณ์มีราคาแพง

  • งบประมาณด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามีจำกัด

แต่ถึงจะเดินช้า เราก็ยังหนีคำถามใหญ่ไม่ได้ว่า เราพร้อมหรือยังที่จะอยู่กับ AI ในโรงเรียนและห้องเรียนของเรา?

ครูอเมริกันลาออก เพราะเด็กพึ่ง AI แทบทุกอย่าง

เรื่องที่สะเทือนวงการศึกษาไม่น้อยคือกรณีของ แฮนนา มาเรีย (Hannah Maria) ครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยมที่สหรัฐฯ ซึ่งโพสต์คลิปไวรัลประกาศลาออกหลังสอนเพียง 3 ปี โดยเหตุผลหลักคือ

นักเรียนของเธอพึ่งพา AI มากเกินไป จนไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้สำคัญด้วยตัวเอง

ทั้งการเขียนเรซูเม่ การเขียนเรียงความ และงานที่ควรเป็นพื้นที่ให้เด็กคิด วิเคราะห์ และลงมือทำ กลับถูก “จ้างเหมาทั้งชิ้น” ด้วย AI

มาเรียให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เทคโนโลยีควรถูกจำกัดการใช้งานจนกว่านักเรียนจะเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย เพราะการเข้าถึง AI อย่าง ChatGPT ที่ง่ายเกินไป กำลัง ทำลายแรงผลักดันในการเรียนรู้ของเด็ก

เธอรู้สึกว่าการใช้ AI แบบไร้กรอบ ทำให้การสอนยุคนี้ยากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าในห้องเรียนของเธอยังมีเด็กที่ฉลาด ตั้งใจ และมีความสามารถอยู่จำนวนมาก เธอไม่ได้โทษเด็ก แต่ต้องการ

  • กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการใช้ AI แบบไม่มีกติกา

  • เตือนถึงผลกระทบต่อทักษะสำคัญในชีวิต เช่น การเขียน การอ่าน และการคิดวิเคราะห์

เมื่อนักศึกษาแสบ ขอคืนค่าเรียนเพราะอาจารย์แอบใช้ ChatGPT

อีกกรณีที่ร้อนแรงไม่แพ้กันเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น สหรัฐฯ เมื่อ Ella Stapleton นักศึกษาวิชา พฤติกรรมองค์การ (Organizational Behavior) ยื่นเรื่องร้องเรียนขอคืนค่าเล่าเรียน เพราะพบว่า อาจารย์ใช้ ChatGPT สร้างเนื้อหาการสอนและสไลด์

สิ่งที่ทำให้เธอไม่พอใจอย่างหนักมีหลายจุด เช่น

  • ในเอกสารประกอบการสอน ปรากฏข้อความสไตล์ “คำสั่งให้ AI” เช่น
    • “expand on all areas. Be more detailed and specific.”

  • ภาพประกอบในสไลด์เป็นภาพคนผิดรูป แขนขาเกิน หรือองค์ประกอบแปลกตาชัดเจนว่าเป็นรูปจาก AI

  • ใน Course Syllabus อาจารย์ Rick Arrowood เขียนไว้ชัดเจนว่า

    • “ห้ามนักศึกษาใช้ AI”

แต่สุดท้ายตัวอาจารย์เองกลับใช้ ChatGPT เต็มที่

Stapleton จึงร้องเรียนต่อคณะบริหารธุรกิจ และเรียกร้องขอคืนค่าเรียนรายวิชานี้กว่า 8,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 260,000 บาท) แม้คำร้องจะถูกปฏิเสธหลังจากที่เธอเรียนจบไปแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนคำถามสำคัญว่า

  • เราควรให้ครูกับศิษย์ใช้ AI อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมแค่ไหน?

  • อะไรคือเส้นแบ่งระหว่าง “ใช้เป็นเครื่องมือ” กับ “ใช้แบบไม่โปร่งใส”?

AI ฉลาด แต่ไม่ได้แปลว่าดีกว่ามนุษย์ทุกด้าน

จากมุมมองของครูรุ่นเก่า หลายคนเห็นตรงกันว่า AI มีข้อดี แต่ไม่ได้ดีไปหมดทุกอย่าง เพราะท้ายที่สุดแล้ว

  • ข้อมูลทั้งหมดที่ AI เรียนรู้มาจาก “สมองมนุษย์”

  • ความรู้ที่ถูกรวบรวมไว้จำนวนมหาศาล ก็เกิดจากการคิด ไตร่ตรอง และบันทึกของคนทั้งโลก

เพียงแต่มนุษย์มีข้อจำกัด

  • ความจำจำกัด

  • เลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่ตัวเองสนใจหรือจำเป็น

  • ความรู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้ก็มักเลือนหายไปตามเวลา

ส่วน AI ทำหน้าที่เหมือน “เครื่องกวาดข้อมูล” ที่ไปเก็บทุกอย่างรวบรวมไว้เป็นคลังขนาดยักษ์

มนุษย์มีความละเอียดอ่อนในการเรียบเรียง เล่าเรื่อง และตีความ ในขณะที่ AI มักจะ “เถรตรง”

  • นำข้อมูลมาปะติดปะต่อกันอย่างเป็นระบบ

  • แต่ไม่ได้เข้าใจความรู้สึก บริบท หรือชั้นเชิงทั้งหมดแบบมนุษย์

ผลคือ ข้อมูลบางส่วนอาจขาดความเนียน มีช่องโหว่ หรือสะดุดอยู่บ้าง ถ้าไม่สังเกตก็อาจหลงเชื่อได้ง่าย เพราะรูปแบบมันดูน่าเชื่อถือและสวยงามเหลือเกิน

เมื่อภาพปลอมจาก AI กลายเป็นกับดักบนโซเชียล

ตัวอย่างรูปจาก AI ที่แพร่หลายบน Facebook และ Line โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่หรือวัยเกษียณ ถูกแชร์กันอย่างครึกโครม เพราะหลายคนคิดว่าเป็นรูปจริง ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นภาพสร้างจาก AI ทั้งหมด

ปัญหาที่ตามมาคือ

  • คนที่มีความรู้ไม่มากตกเป็นเหยื่อ กด Like และ Share แบบไม่ทันระวัง

  • โพสต์ปลอมได้ยอดเข้าชมสูง ส่งต่อเป็นลูกโซ่

  • บางรายแนบลิงก์ไปเว็บขายของออนไลน์เพื่อหวังยอดขาย

  • บางโพสต์หนักกว่านั้น พาไปลิงก์เว็บพนันออนไลน์

นอกจากจะเสี่ยงโดนหลอกแล้ว ยังอาจถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนการเล่นพนันออนไลน์โดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะกดแชร์ตามเพื่อน ดังนั้นการเห็นอะไร “สวยเกินจริง” หรือ “ดีเกินจริง” บนโซเชียลในยุคนี้ ต้องคิดให้เยอะกว่าเดิมหนึ่งขั้นเสมอ

ใช้ AI ในการศึกษา ผิดไหม?

คำตอบคือ ไม่ผิด ตราบเท่าที่เรามี

  • ระบบควบคุมและกำกับการใช้งานที่ชัดเจน

  • เครื่องมือสนับสนุนที่ออกแบบมาดี

  • ระบบตรวจสอบและชี้แนะ ไม่ปล่อยให้ใช้ไปในทางที่ผิด

หลายประเทศในโลกไม่ได้หนี AI แต่เลือกที่จะ โอบรับและจัดระบบให้มันอยู่ในห้องเรียนอย่างมี “กติกา”

ประเทศที่เอา AI เข้าระบบการศึกษาแล้ว

มีหลายประเทศที่ประกาศให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับ K–12 (อนุบาลถึงมัธยมปลาย) เช่น

  • China, USA, South Korea, Singapore, Japan

  • Finland, UAE, Estonia, India, Saudi Arabia

  • UK, Australia, Italy, Luxemburg, El Salvador

  • Taiwan, Uruguay, Rwanda, Chile, Canada

  • Germany, France, Spain, Slovenia, Lithuania

นอกจากนี้ยังมีองค์กรระดับโลกที่สนับสนุนการใช้ AI ในระบบการศึกษา เช่น

  • UNESCO

  • World Bank & IDB

  • European Union (EU)

ยุโรป: สอนเด็กตั้งแต่เล็กว่า “ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์”

สหภาพยุโรป (EU) ลงทุนสร้าง Toolboxes สำหรับเด็กระดับปฐมวัย ผ่านโครงการ “I’m not a Robot” เพื่อช่วยให้เด็กรู้เท่าทันเทคโนโลยีและเตรียมตัวรับอนาคต

นอกจากนี้ยังมีโครงการ “Generation AI” ที่เน้นไปที่ครูประถมและนักเรียน เพื่อ

  • วางแนวทางใช้ AI อย่างมีจริยธรรม

  • กำหนดหลักปฏิบัติด้านการสอนและการเรียนรู้ยุค AI

จีน: ทุ่มทั้งระบบ ปั้นโมเดล AI ราคาดี คุณภาพสูง

ประเทศจีน นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรระดับชาติ ทำอย่างจริงจังทั้งด้าน

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

  • การสนับสนุนแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบปรับตัว (adaptive learning)

  • การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ธุรกิจด้าน AI

ผลคือเกิดโมเดล AI ราคาย่อมเยาแต่ทรงพลัง เช่น DeepSeek ที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ DeepSeek-V3 แบบโอเพนซอร์ส ทำงานในรูปแบบแชตบอต คล้าย ๆ กับ

  • ChatGPT

  • Gemini

  • และ Chatbot AI ตัวอื่น ๆ

สามารถใช้ตั้งแต่ถามตอบปัญหา ไปจนถึงช่วยเรียบเรียงและสร้างสรรค์ข้อมูล

ญี่ปุ่น – เกาหลีใต้ – สิงคโปร์: สามเสือสายการศึกษา AI

ญี่ปุ่น

  • เพิ่งเปิดตัว AI ด้านการศึกษาอย่างจริงจัง

  • เลือกโรงเรียนบางแห่งเป็น “โรงเรียนนำร่อง” สำหรับโปรแกรม AI

  • รัฐบาลกำลังพิจารณาวางกฎระเบียบให้เหมาะสมกับนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว

เกาหลีใต้

  • ประกาศชัดว่าจะนำหลักสูตร AI มาใช้กับนักเรียนทุกระดับชั้นภายในปี 2025

  • หน่วยงาน Keris ของกระทรวงศึกษาธิการออกแบบและทดลองโปรแกรมพัฒนาครูเกี่ยวกับ AI แบบครบวงจร

สิงคโปร์

  • ใช้กลยุทธ์ระดับชาติชื่อ “Smart Nation” ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้าน AI ภายในปี 2030

  • ตั้งศูนย์วิจัย AICET ภายใต้ AI Singapore เพื่อปรับปรุงระบบการศึกษา

  • วางแผนระยะ 5 ปี ผ่านสถาบันการศึกษาแห่งชาติด้านนวัตกรรมและการวิจัย เพื่อปั้นบุคลากรยุค AI อย่างจริงจัง

แล้วไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่ AI การศึกษา?

สถานการณ์ในไทยยังเต็มไปด้วยคำถามมากกว่าคำตอบ

  • ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าภาพหลักในการวางระบบ AI ด้านการศึกษา

  • รัฐบาลยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าควรเดินไปทางไหน

  • ที่เห็นได้ชัดคือ มหาวิทยาลัยบางแห่ง โดยเฉพาะสถาบันสายเทคโนโลยี เริ่มทดลองใช้ AI ด้วยการนำระบบจากต่างประเทศมาใช้ตรง ๆ ในรูปแบบทดลองเรียนรู้

แต่ปัญหาคือ

  • ยังไม่มีหน่วยงานกลางที่ “ซื้อสิทธิและร่วมพัฒนาต่อยอด” ให้เข้ากับบริบทไทยอย่างจริงจัง

  • แม้จะมีองค์กรอย่าง NECTEC และ สวทช. ที่ดำเนิน โครงการ AI Thailand แต่คำถามคือ

    • โครงการจะลงไปถึงระดับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบเมื่อไร?

    • จะกลายเป็นของจริง หรือแค่โครงการสวยหรูบนเอกสาร?

อุปสรรคใหญ่: ระบบที่ไม่กล้าขยับ

บรรยากาศในหน่วยงานรัฐจำนวนมากตอนนี้เต็มไปด้วยความ “ไม่กล้าเสี่ยง” เพราะปัญหาโครงการก่อสร้างและการใช้งบประมาณที่เคยเป็นข่าวใหญ่ ทำให้ใคร ๆ ก็กลัวโดนตรวจสอบจนไม่คิดจะริเริ่มอะไรใหม่

เมื่อบรรยากาศเป็นแบบนี้

  • โครงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีมักถูกดองหรือเดินช้า

  • การวางระบบใหญ่ระดับชาติด้าน AI เพื่อการศึกษาจึงติดหล่มไปด้วย

ในขณะที่ประเทศอื่นเดินหน้าเต็มกำลัง ไทยกลับยังถกเถียงกันอยู่ว่าใครควรรับผิดชอบ และควรทำแบบไหนดี

สรุป: AI ไม่ใช่ปีศาจ แต่เราต่างหากที่ต้องเรียนรู้จะใช้มัน

AI ไม่ใช่ทั้ง “พระเอก” หรือ “ผู้ร้าย” เต็มตัว มันเป็นเพียง เครื่องมือทรงพลัง ที่จะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับว่าเรา

  • ออกแบบกติกาและระบบรองรับมันแค่ไหน

  • เตรียมครูและนักเรียนให้เข้าใจการใช้ AI อย่างมีสติหรือไม่

  • ใช้มันเพื่อเสริมทักษะ หรือเอาไว้ “ลัดขั้นตอนชีวิต” จนเด็กไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

ถ้าเราไม่กล้าคิด ไม่กล้าลอง ไม่กล้ากำหนดกติกาเอง ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจไม่ได้ถูก AI แย่งงาน แต่ถูกประเทศอื่นที่ใช้ AI เป็น แซงหน้าไปทั้งระบบต่างหาก