AI คืออะไร และทำไมคนถึงทั้งรักทั้งกลัว
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ Artificial Intelligence คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบให้คิดและทำงานเลียนแบบมนุษย์ เช่น
การเรียนรู้
การวางแผน
การแก้ปัญหา
จุดแข็งของ AI คือการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วและมากกว่าสมองมนุษย์มหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังไม่สามารถทำงานที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดแบบมนุษย์ได้ ยังไม่มีทั้ง “หัวใจ” และ “สัญชาตญาณ” แบบคนจริงๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ AI ติดเทรนด์แบบหยุดไม่อยู่ จนหลายคนเริ่มวิตกกังวลว่า มันจะมาแย่งงานคน ทำให้บริษัทจำนวนมากเริ่มลดการรับพนักงานในบางสายงาน บางแห่งตั้งเงื่อนไขรับเฉพาะคนมีประสบการณ์ 2–3 ปี ส่งผลให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยต้องว่างงานนานกว่าจะได้ทำงานตรงสายที่เรียนมา
เมื่อ AI เดินเข้าห้องเรียน
ในแวดวงการศึกษาไทยเอง ก็เริ่มมีการนำ AI เข้ามาใช้บ้างแล้ว แม้จะยังไม่แพร่หลาย เหตุผลหลักคือ
ความรู้ด้านเทคโนโลยียังอยู่ในวงจำกัด
ทรัพยากรและอุปกรณ์มีราคาแพง
งบประมาณด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามีจำกัด
แต่ถึงจะเดินช้า เราก็ยังหนีคำถามใหญ่ไม่ได้ว่า เราพร้อมหรือยังที่จะอยู่กับ AI ในโรงเรียนและห้องเรียนของเรา?
ครูอเมริกันลาออก เพราะเด็กพึ่ง AI แทบทุกอย่าง
เรื่องที่สะเทือนวงการศึกษาไม่น้อยคือกรณีของ แฮนนา มาเรีย (Hannah Maria) ครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยมที่สหรัฐฯ ซึ่งโพสต์คลิปไวรัลประกาศลาออกหลังสอนเพียง 3 ปี โดยเหตุผลหลักคือ
นักเรียนของเธอพึ่งพา AI มากเกินไป จนไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้สำคัญด้วยตัวเอง
ทั้งการเขียนเรซูเม่ การเขียนเรียงความ และงานที่ควรเป็นพื้นที่ให้เด็กคิด วิเคราะห์ และลงมือทำ กลับถูก “จ้างเหมาทั้งชิ้น” ด้วย AI
มาเรียให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เทคโนโลยีควรถูกจำกัดการใช้งานจนกว่านักเรียนจะเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย เพราะการเข้าถึง AI อย่าง ChatGPT ที่ง่ายเกินไป กำลัง ทำลายแรงผลักดันในการเรียนรู้ของเด็ก
เธอรู้สึกว่าการใช้ AI แบบไร้กรอบ ทำให้การสอนยุคนี้ยากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าในห้องเรียนของเธอยังมีเด็กที่ฉลาด ตั้งใจ และมีความสามารถอยู่จำนวนมาก เธอไม่ได้โทษเด็ก แต่ต้องการ
กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการใช้ AI แบบไม่มีกติกา
เตือนถึงผลกระทบต่อทักษะสำคัญในชีวิต เช่น การเขียน การอ่าน และการคิดวิเคราะห์
เมื่อนักศึกษาแสบ ขอคืนค่าเรียนเพราะอาจารย์แอบใช้ ChatGPT
อีกกรณีที่ร้อนแรงไม่แพ้กันเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น สหรัฐฯ เมื่อ Ella Stapleton นักศึกษาวิชา พฤติกรรมองค์การ (Organizational Behavior) ยื่นเรื่องร้องเรียนขอคืนค่าเล่าเรียน เพราะพบว่า อาจารย์ใช้ ChatGPT สร้างเนื้อหาการสอนและสไลด์
สิ่งที่ทำให้เธอไม่พอใจอย่างหนักมีหลายจุด เช่น
- ในเอกสารประกอบการสอน ปรากฏข้อความสไตล์ “คำสั่งให้ AI” เช่น
“expand on all areas. Be more detailed and specific.”
ภาพประกอบในสไลด์เป็นภาพคนผิดรูป แขนขาเกิน หรือองค์ประกอบแปลกตาชัดเจนว่าเป็นรูปจาก AI
ใน Course Syllabus อาจารย์ Rick Arrowood เขียนไว้ชัดเจนว่า
“ห้ามนักศึกษาใช้ AI”
แต่สุดท้ายตัวอาจารย์เองกลับใช้ ChatGPT เต็มที่
Stapleton จึงร้องเรียนต่อคณะบริหารธุรกิจ และเรียกร้องขอคืนค่าเรียนรายวิชานี้กว่า 8,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 260,000 บาท) แม้คำร้องจะถูกปฏิเสธหลังจากที่เธอเรียนจบไปแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนคำถามสำคัญว่า
เราควรให้ครูกับศิษย์ใช้ AI อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมแค่ไหน?
อะไรคือเส้นแบ่งระหว่าง “ใช้เป็นเครื่องมือ” กับ “ใช้แบบไม่โปร่งใส”?
AI ฉลาด แต่ไม่ได้แปลว่าดีกว่ามนุษย์ทุกด้าน
จากมุมมองของครูรุ่นเก่า หลายคนเห็นตรงกันว่า AI มีข้อดี แต่ไม่ได้ดีไปหมดทุกอย่าง เพราะท้ายที่สุดแล้ว
ข้อมูลทั้งหมดที่ AI เรียนรู้มาจาก “สมองมนุษย์”
ความรู้ที่ถูกรวบรวมไว้จำนวนมหาศาล ก็เกิดจากการคิด ไตร่ตรอง และบันทึกของคนทั้งโลก
เพียงแต่มนุษย์มีข้อจำกัด
ความจำจำกัด
เลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่ตัวเองสนใจหรือจำเป็น
ความรู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้ก็มักเลือนหายไปตามเวลา
ส่วน AI ทำหน้าที่เหมือน “เครื่องกวาดข้อมูล” ที่ไปเก็บทุกอย่างรวบรวมไว้เป็นคลังขนาดยักษ์
มนุษย์มีความละเอียดอ่อนในการเรียบเรียง เล่าเรื่อง และตีความ ในขณะที่ AI มักจะ “เถรตรง”
นำข้อมูลมาปะติดปะต่อกันอย่างเป็นระบบ
แต่ไม่ได้เข้าใจความรู้สึก บริบท หรือชั้นเชิงทั้งหมดแบบมนุษย์
ผลคือ ข้อมูลบางส่วนอาจขาดความเนียน มีช่องโหว่ หรือสะดุดอยู่บ้าง ถ้าไม่สังเกตก็อาจหลงเชื่อได้ง่าย เพราะรูปแบบมันดูน่าเชื่อถือและสวยงามเหลือเกิน
เมื่อภาพปลอมจาก AI กลายเป็นกับดักบนโซเชียล
ตัวอย่างรูปจาก AI ที่แพร่หลายบน Facebook และ Line โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่หรือวัยเกษียณ ถูกแชร์กันอย่างครึกโครม เพราะหลายคนคิดว่าเป็นรูปจริง ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นภาพสร้างจาก AI ทั้งหมด
ปัญหาที่ตามมาคือ
คนที่มีความรู้ไม่มากตกเป็นเหยื่อ กด Like และ Share แบบไม่ทันระวัง
โพสต์ปลอมได้ยอดเข้าชมสูง ส่งต่อเป็นลูกโซ่
บางรายแนบลิงก์ไปเว็บขายของออนไลน์เพื่อหวังยอดขาย
บางโพสต์หนักกว่านั้น พาไปลิงก์เว็บพนันออนไลน์
นอกจากจะเสี่ยงโดนหลอกแล้ว ยังอาจถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนการเล่นพนันออนไลน์โดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะกดแชร์ตามเพื่อน ดังนั้นการเห็นอะไร “สวยเกินจริง” หรือ “ดีเกินจริง” บนโซเชียลในยุคนี้ ต้องคิดให้เยอะกว่าเดิมหนึ่งขั้นเสมอ
ใช้ AI ในการศึกษา ผิดไหม?
คำตอบคือ ไม่ผิด ตราบเท่าที่เรามี
ระบบควบคุมและกำกับการใช้งานที่ชัดเจน
เครื่องมือสนับสนุนที่ออกแบบมาดี
ระบบตรวจสอบและชี้แนะ ไม่ปล่อยให้ใช้ไปในทางที่ผิด
หลายประเทศในโลกไม่ได้หนี AI แต่เลือกที่จะ โอบรับและจัดระบบให้มันอยู่ในห้องเรียนอย่างมี “กติกา”
ประเทศที่เอา AI เข้าระบบการศึกษาแล้ว
มีหลายประเทศที่ประกาศให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับ K–12 (อนุบาลถึงมัธยมปลาย) เช่น
China, USA, South Korea, Singapore, Japan
Finland, UAE, Estonia, India, Saudi Arabia
UK, Australia, Italy, Luxemburg, El Salvador
Taiwan, Uruguay, Rwanda, Chile, Canada
Germany, France, Spain, Slovenia, Lithuania
นอกจากนี้ยังมีองค์กรระดับโลกที่สนับสนุนการใช้ AI ในระบบการศึกษา เช่น
UNESCO
World Bank & IDB
European Union (EU)
ยุโรป: สอนเด็กตั้งแต่เล็กว่า “ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์”
สหภาพยุโรป (EU) ลงทุนสร้าง Toolboxes สำหรับเด็กระดับปฐมวัย ผ่านโครงการ “I’m not a Robot” เพื่อช่วยให้เด็กรู้เท่าทันเทคโนโลยีและเตรียมตัวรับอนาคต
นอกจากนี้ยังมีโครงการ “Generation AI” ที่เน้นไปที่ครูประถมและนักเรียน เพื่อ
วางแนวทางใช้ AI อย่างมีจริยธรรม
กำหนดหลักปฏิบัติด้านการสอนและการเรียนรู้ยุค AI
จีน: ทุ่มทั้งระบบ ปั้นโมเดล AI ราคาดี คุณภาพสูง
ประเทศจีน นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรระดับชาติ ทำอย่างจริงจังทั้งด้าน
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
การสนับสนุนแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบปรับตัว (adaptive learning)
การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ธุรกิจด้าน AI
ผลคือเกิดโมเดล AI ราคาย่อมเยาแต่ทรงพลัง เช่น DeepSeek ที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ DeepSeek-V3 แบบโอเพนซอร์ส ทำงานในรูปแบบแชตบอต คล้าย ๆ กับ
ChatGPT
Gemini
และ Chatbot AI ตัวอื่น ๆ
สามารถใช้ตั้งแต่ถามตอบปัญหา ไปจนถึงช่วยเรียบเรียงและสร้างสรรค์ข้อมูล
ญี่ปุ่น – เกาหลีใต้ – สิงคโปร์: สามเสือสายการศึกษา AI
ญี่ปุ่น
เพิ่งเปิดตัว AI ด้านการศึกษาอย่างจริงจัง
เลือกโรงเรียนบางแห่งเป็น “โรงเรียนนำร่อง” สำหรับโปรแกรม AI
รัฐบาลกำลังพิจารณาวางกฎระเบียบให้เหมาะสมกับนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว
เกาหลีใต้
ประกาศชัดว่าจะนำหลักสูตร AI มาใช้กับนักเรียนทุกระดับชั้นภายในปี 2025
หน่วยงาน Keris ของกระทรวงศึกษาธิการออกแบบและทดลองโปรแกรมพัฒนาครูเกี่ยวกับ AI แบบครบวงจร
สิงคโปร์
ใช้กลยุทธ์ระดับชาติชื่อ “Smart Nation” ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้าน AI ภายในปี 2030
ตั้งศูนย์วิจัย AICET ภายใต้ AI Singapore เพื่อปรับปรุงระบบการศึกษา
วางแผนระยะ 5 ปี ผ่านสถาบันการศึกษาแห่งชาติด้านนวัตกรรมและการวิจัย เพื่อปั้นบุคลากรยุค AI อย่างจริงจัง
แล้วไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่ AI การศึกษา?
สถานการณ์ในไทยยังเต็มไปด้วยคำถามมากกว่าคำตอบ
ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าภาพหลักในการวางระบบ AI ด้านการศึกษา
รัฐบาลยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าควรเดินไปทางไหน
ที่เห็นได้ชัดคือ มหาวิทยาลัยบางแห่ง โดยเฉพาะสถาบันสายเทคโนโลยี เริ่มทดลองใช้ AI ด้วยการนำระบบจากต่างประเทศมาใช้ตรง ๆ ในรูปแบบทดลองเรียนรู้
แต่ปัญหาคือ
ยังไม่มีหน่วยงานกลางที่ “ซื้อสิทธิและร่วมพัฒนาต่อยอด” ให้เข้ากับบริบทไทยอย่างจริงจัง
แม้จะมีองค์กรอย่าง NECTEC และ สวทช. ที่ดำเนิน โครงการ AI Thailand แต่คำถามคือ
โครงการจะลงไปถึงระดับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบเมื่อไร?
จะกลายเป็นของจริง หรือแค่โครงการสวยหรูบนเอกสาร?
อุปสรรคใหญ่: ระบบที่ไม่กล้าขยับ
บรรยากาศในหน่วยงานรัฐจำนวนมากตอนนี้เต็มไปด้วยความ “ไม่กล้าเสี่ยง” เพราะปัญหาโครงการก่อสร้างและการใช้งบประมาณที่เคยเป็นข่าวใหญ่ ทำให้ใคร ๆ ก็กลัวโดนตรวจสอบจนไม่คิดจะริเริ่มอะไรใหม่
เมื่อบรรยากาศเป็นแบบนี้
โครงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีมักถูกดองหรือเดินช้า
การวางระบบใหญ่ระดับชาติด้าน AI เพื่อการศึกษาจึงติดหล่มไปด้วย
ในขณะที่ประเทศอื่นเดินหน้าเต็มกำลัง ไทยกลับยังถกเถียงกันอยู่ว่าใครควรรับผิดชอบ และควรทำแบบไหนดี
สรุป: AI ไม่ใช่ปีศาจ แต่เราต่างหากที่ต้องเรียนรู้จะใช้มัน
AI ไม่ใช่ทั้ง “พระเอก” หรือ “ผู้ร้าย” เต็มตัว มันเป็นเพียง เครื่องมือทรงพลัง ที่จะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับว่าเรา
ออกแบบกติกาและระบบรองรับมันแค่ไหน
เตรียมครูและนักเรียนให้เข้าใจการใช้ AI อย่างมีสติหรือไม่
ใช้มันเพื่อเสริมทักษะ หรือเอาไว้ “ลัดขั้นตอนชีวิต” จนเด็กไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
ถ้าเราไม่กล้าคิด ไม่กล้าลอง ไม่กล้ากำหนดกติกาเอง ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจไม่ได้ถูก AI แย่งงาน แต่ถูกประเทศอื่นที่ใช้ AI เป็น แซงหน้าไปทั้งระบบต่างหาก

