ทริปรถไฟที่ไม่มีวันถึงบ้าน
เรื่องราวสุดสะเทือนใจของแม่วัย 51 ปี ที่ตั้งใจนั่งรถไฟกลับบ้านครั้งแรก เพราะคิดว่าเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับกลายเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิต
นางสำนิด อายุ 51 ปี เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟที่จังหวัดนครราชสีมา หลังจากเพิ่งเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ เพราะไปส่งหลานเตรียมเดินทางกลับอังกฤษ แล้ววางแผนจะนั่งรถไฟแบบสบาย ๆ กลับบ้านที่ศรีสะเกษ ทั้งที่ที่ผ่านมาไม่เคยนั่งรถไฟเลยด้วยซ้ำ
เสียงสะอื้นกลางสถานที่เกิดเหตุ
ช่วงเช้าวันนี้ (16 ม.ค. 69) สามีและลูก ๆ ของนางสำนิด เดินทางมาจากจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเชิญดวงวิญญาณของแม่และภรรยากลับบ้าน ทันทีที่ไปถึงจุดเกิดเหตุ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจับใจ
ลูก ๆ ต่างพากันตะโกนเรียกชื่อแม่ทั้งน้ำตา พร้อมวิดีโอคอลไปหาคุณยายที่อยู่ศรีสะเกษ ให้มีส่วนร่วมในการเชิญดวงวิญญาณกลับบ้านตามความเชื่อของครอบครัว
คุณยายยังได้บอกให้เก็บก้อนหินจากบริเวณที่เกิดเหตุกลับไปด้วย เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ว่าได้พาวิญญาณของคนที่รักกลับบ้านแล้ว
ของเล่นชิ้นเล็ก กับความเสียใจที่ใหญ่เกินจะบรรยาย
ในช่วงเวลาสุดหดหู่ สามีของนางสำนิดหยิบของเล่นชิ้นหนึ่งออกมา ของชิ้นนี้คือของเล่นที่ภรรยาตั้งใจซื้อไปฝากหลานที่ศรีสะเกษ แต่ไม่มีโอกาสได้นำไปให้ด้วยตัวเอง
เขาบอกกับดวงวิญญาณภรรยาผ่านของเล่นชิ้นนั้น ว่าจะนำของไปให้หลานแทนเธอเอง ราวกับเป็นการบอกลาครั้งสุดท้ายของคนเป็นแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อหลานและครอบครัว
คิดว่าจะนั่งชิล ๆ แต่กลายเป็นโศกนาฏกรรม
สามีของนางสำนิดเล่าว่า ภรรยาเลือกจะนั่งรถไฟกลับศรีสะเกษ ทั้งที่ปกติแล้วไม่เคยใช้รถไฟเลย ครั้งนี้เธอบอกเพียงว่าอยากนั่งรถชิล ๆ เปลี่ยนบรรยากาศจากการเดินทางแบบเดิม ๆ และมองว่ารถไฟน่าจะเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสูญเสียครั้งใหญ่ของทั้งครอบครัว
เขายังพูดด้วยความเจ็บปวดว่า เงินเยียวยาเท่าไร ก็ไม่อาจทดแทนชีวิตของภรรยาได้ และไม่คุ้มกับสิ่งที่ครอบครัวต้องสูญเสียไป
ชีวิตหนึ่งชีวิต ความผูกพันของทั้งครอบครัว ไม่อาจตีราคาเป็นตัวเงินได้เลย
เสียงจากลูกสาว: “นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือความประมาท”
ลูกสาวของผู้เสียชีวิตพูดทั้งน้ำตา เธอยืนยันชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา แต่เป็นผลจากความประมาทในการก่อสร้างที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
เธอบอกว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของใครทั้งนั้น และยิ่งไม่คิดว่าจะมาเกิดกับบ้านของตัวเอง เพราะทุกคนเชื่อมาตลอดว่า “รถไฟคือการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด”
แต่วันนี้ความเชื่อนั้นถูกทำลายลงพร้อมกับชีวิตของแม่ที่เธอรักที่สุด
เมื่อคำว่า “ปลอดภัย” กลายเป็นคำถามใหญ่ของสังคม
เรื่องราวของนางสำนิด ไม่ได้สะเทือนใจแค่ในมุมของครอบครัวผู้สูญเสียเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามสำคัญต่อสังคมว่า
มาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างอยู่ตรงไหน
ใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียครั้งนี้
จะมีครอบครัวไหนต้องเจ็บปวดแบบนี้อีกไหม
เบื้องหลังคำว่าเยียวยา คือหัวใจของคนที่ต้องกลับบ้านไปโดยไม่มีคนที่รักเดินเคียงข้างเหมือนเดิมอีกต่อไป
ทริปรถไฟที่ควรจะเป็นการเดินทางแสนสบาย กลับกลายเป็นทริปสุดท้ายที่ไม่มีวันย้อนคืนได้

