ภาพรวมกฎใหม่ของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับสารเสริมในอาหารสัตว์
สหภาพยุโรปออกกฎระเบียบใหม่ อนุญาตให้ใช้ทั้งจุลินทรีย์โปรไบโอติกและกรดอะมิโนเป็น สารเสริมในอาหารสัตว์ โดยเน้นความปลอดภัยของสัตว์ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
กฎเหล่านี้ถูกประกาศใน Official Journal of the European Union และกำหนดช่วงเวลาอนุญาตใช้อย่างชัดเจน พร้อมระยะเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์
1. การอนุญาตจุลินทรีย์ผสมในอาหารสัตว์ปีก (Regulation (EU) 2025/2576)
กฎระเบียบฉบับแรกว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ สารผสมจุลินทรีย์จากเชื้อแบคทีเรีย 3 สายพันธุ์ ได้แก่
Bacillus subtilis DSM 32324
Bacillus subtilis DSM 32325
Bacillus amyloliquefaciens DSM 25840
จุลินทรีย์เหล่านี้ถูกจัดเป็น สารเสริมเฉพาะทางสำหรับสัตว์ (zootechnical additives) ในกลุ่ม สารควบคุมสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (gut flora stabilisers)
1.1 ขอบเขตการใช้และระยะเวลาการอนุญาต
คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้สารผสมจุลินทรีย์ดังกล่าวใช้เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ดังนี้
ใช้ได้กับ สัตว์ปีกทุกชนิดเพื่อไข่หรือเพื่อเพาะพันธุ์ เป็นระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่กฎระเบียบมีผล จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2579
ใช้ได้กับ สัตว์ปีกทุกชนิดเพื่อขุน รวมถึงสัตว์ปีกเลี้ยงเพื่อไข่หรือเพาะพันธุ์ เป็นระยะเวลา 4 ปี จนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2573
จากการประเมิน พบว่า ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ดี ในมุมของผู้ใช้งาน สารดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงระหว่างการจัดการหรือผสม จึงมีข้อแนะนำให้ สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน ขณะใช้งาน
1.2 ปริมาณการใช้ขั้นต่ำที่ EU กำหนด
เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่สอดคล้องกันในทุกประเทศสมาชิก คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนด ระดับการใช้ขั้นต่ำ ของสารเสริมจุลินทรีย์นี้ไว้ดังนี้
อย่างน้อย 1,6 × 10^9 CFU ต่อกิโลกรัมอาหารสัตว์ (ในอาหารที่มีความชื้น 12%)
หรือ อย่างน้อย 5,4 × 10^8 CFU ต่อลิตรของน้ำดื่มสัตว์
1.3 ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับผลิตภัณฑ์เดิม
เพื่อไม่ให้กระทบต่อสินค้าในระบบห่วงโซ่อาหารสัตว์ คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านไว้ชัดเจน
(ก) สำหรับสารผสมจุลินทรีย์และ premix
ครอบคลุมสารผสมจุลินทรีย์จาก Bacillus subtilis DSM 32324, Bacillus subtilis DSM 32325 และ Bacillus amyloliquefaciens DSM 25840 รวมถึง สารผสมล่วงหน้า (premixture) สำหรับสัตว์ปีกทุกชนิดเพื่อขุน หรือเพื่อไข่และเพาะพันธุ์
หากผลิตและติดฉลาก ก่อนวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิม (ก่อนวันที่ 8 มกราคม 2569)
สามารถ วางจำหน่ายและใช้งานได้ต่อไปจนกว่าสินค้าจะหมดจากคลัง
(ข) สำหรับอาหารสัตว์ผสมและวัตถุดิบอาหารสัตว์
ครอบคลุมทั้ง อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และ วัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่มีสารผสมจุลินทรีย์ดังกล่าว สำหรับสัตว์ปีกทุกชนิดเพื่อขุน ไข่ หรือเพาะพันธุ์
หากผลิตและติดฉลาก ก่อนวันที่ 8 มกราคม 2570 โดยยังปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิมที่ใช้ก่อนวันที่ 8 มกราคม 2569
ก็ยัง สามารถจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า
1.4 วันที่กฎมีผลบังคับใช้
กฎระเบียบฉบับนี้มีผลบังคับใช้ หลังจากครบ 20 วัน นับจากวันที่ประกาศใน EU Official Journal
ประกาศลงวันที่ 19 ธันวาคม 2568

2. การอนุญาต L-valine เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (Regulation (EU) 2025/2590)
อีกหนึ่งกฎระเบียบมุ่งไปที่ กรดอะมิโน L-valine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่มีบทบาทต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ โดยในกฎนี้จะกล่าวถึง L-valine ที่ผลิตโดยเชื้อแบคทีเรียดังนี้
Corynebacterium glutamicum KCCM 80365
2.1 สถานะและกลุ่มสารเสริมที่จัดอยู่
คณะกรรมาธิการยุโรปอนุญาตให้ L-valine จากสายพันธุ์ดังกล่าว ใช้เป็น สารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่ม
สารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives)
กลุ่ม กรดอะมิโน เกลือของกรดอะมิโน และสารในกลุ่มเดียวกัน (amino acids, their salts and analogues)
จุดสำคัญคือ อนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด ไม่จำกัดเฉพาะสัตว์ปีกหรือสัตว์เศรษฐกิจบางกลุ่มเท่านั้น
2.2 ระยะเวลาการอนุญาตใช้
L-valine ที่ผลิตจาก Corynebacterium glutamicum KCCM 80365 ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ เป็นระยะเวลา 10 ปี
เริ่มนับจากวันที่กฎระเบียบมีผลบังคับใช้
ไปจนถึงวันที่ 8 มกราคม 2579
จากการประเมินพบว่า การใช้สารนี้ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้งานยังคงควร สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน ขณะจัดการกับสารดังกล่าว เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงจากการสัมผัสระหว่างใช้งาน
2.3 วันที่กฎมีผลบังคับใช้
กฎระเบียบฉบับนี้มีผลบังคับใช้ 20 วันหลังจากวันที่ประกาศ ใน EU Official Journal
โดยประกาศลงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เช่นเดียวกัน

สรุป: ความหมายต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์
การออกกฎทั้งสองฉบับสะท้อนว่า EU เดินหน้า สนับสนุนการใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และกรดอะมิโนคุณภาพสูง เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์อย่างเป็นระบบ
สำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ
มี กรอบกฎหมายชัดเจน สำหรับการใช้โปรไบโอติกและ L-valine ในสูตรอาหารสัตว์
ได้แนวทางด้าน ปริมาณการใช้ขั้นต่ำและความปลอดภัย ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสหภาพยุโรป
มี ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ให้ปรับตัว ปรับฉลาก และเคลียร์สต็อกสินค้าเดิมได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสายงานอาหารสัตว์และโภชนาการสัตว์ นี่คืออีกก้าวของการใช้วิทยาศาสตร์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง พร้อมรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากลอย่างเข้มงวด

