Learn Lab Power 2025 เวทีที่รวมพลัง AI เปลี่ยนอนาคตเศรษฐกิจไทย
สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) เดินหน้าขยับเกม Upskill – Reskill คนไทยครั้งใหญ่ ผ่านงาน “Learn Lab Power 2025” รอบตัดสิน ณ TK PARK
เวทีนี้ไม่ใช่แค่งานประกวดไอเดีย แต่คือสนามจริงในการทดลองใช้ AI สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุค มหานครแห่งเอไอ โดยมีเงินรางวัลรวมกว่า 200,000 บาทให้ 30 ทีมสุดท้ายที่ฝ่าด่านการบ่มเพาะมาอย่างเข้มข้น ขึ้นเวที Final Pitching พิสูจน์ของจริง
ทำไม Learn Lab Power 2025 ถึงสำคัญต่อคนรุ่นใหม่
แกนหลักของงานนี้คือการสร้างโอกาสให้เยาวชน คนทำงาน และผู้ประกอบการ
หัวใจของโครงการ คือการใช้ AI มาประยุกต์กับธุรกิจจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ไอเดียลอย ๆ บนสไลด์
โฟกัสหลักของโครงการอยู่ที่การใช้ AI เพื่อ:
สร้างช่องทางรายได้ใหม่
ลดต้นทุนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้คนไทยผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเทคโนโลยีดิจิทัล
ตลอดการเปิดรับ มีถึง 60 ทีม รวมกว่า 250 คนสมัครเข้าร่วม แนวโน้มที่เห็นชัดคือ หลายทีมต้องการใช้ AI ไปต่อยอดใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่:
อุตสาหกรรมท่องเที่ยว
อุตสาหกรรมสุขภาพ
รองลงมาคือธุรกิจสายไลฟ์สไตล์อย่างอาหาร เกม และดนตรี สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มอง AI แค่เรื่องเทค แต่คือเครื่องมือสร้างมูลค่าในทุกอุตสาหกรรม
60 ทีมสู่ 30 ทีม และ 3 โปรเจ็กต์ตัวท็อป
การคัดเลือกเข้มข้นตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบ Final โดย 30 ทีมสุดท้ายต้องผ่านการบ่มเพาะทั้งในแง่ความรู้ธุรกิจ การใช้ AI ให้ตอบโจทย์ และการนำเสนอไอเดียอย่างมืออาชีพ
บนเวทีรอบชิง มีโปรเจ็กต์โดดเด่นจนคว้ารางวัลหลักไปทั้งหมด 3 ทีม ได้แก่:
รางวัลที่ 1 – ทีม Dino cut
แพลตฟอร์ม AI ที่ช่วยแปลงวิดีโอความยาวเต็ม ๆ ให้กลายเป็นคลิปสั้น พร้อมใช้งานบนโซเชียล ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายของ Content Creator ได้แบบรู้เรื่องรางวัลที่ 2 – ทีม Speech Elephant
แอปพลิเคชันที่ใช้ระบบ Gamification มาช่วยกระตุ้นผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการสื่อสารหรือการพูด ให้กลับมาฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเล่นเกมที่สนุกและมีเป้าหมายชัดเจนรางวัลที่ 3 – ทีม Tourthai ทั่วไทย
แพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่ใช้ AI ดึงข้อมูลจากภาครัฐมาผนวกกับ Smart Trip Planner วิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้ แล้วออกแบบทริปที่ตอบโจทย์เฉพาะคนแบบรายบุคคล
แต่ละผลงานไม่ได้แค่ “ใช่ในเชิงไอเดีย” แต่ยังมีศักยภาพต่อยอดเป็นธุรกิจจริงได้ในอนาคต
มุมมองจาก OKMD: จากเวทีแข่งขันสู่ต้นแบบธุรกิจจริง
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สบร. (OKMD) มองว่างานรอบตัดสินครั้งนี้คือบทสรุปของการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพด้าน AI อย่างเป็นรูปธรรม
เขาชี้ให้เห็นว่า เวทีนี้สะท้อนให้เห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนจากการ Upskill – Reskill ของผู้เข้าร่วม ผ่านโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย และสามารถนำไปต่อยอดได้จริง
เป้าหมายระยะยาว คือให้ผลงานที่ได้รับรางวัลเติบโตเป็น:
ต้นแบบผลิตภัณฑ์ (Prototype/MVP)
หรือต้นแบบโมเดลธุรกิจที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ OKMD คาดหวังคือ การเปลี่ยนไอเดีย AI เหล่านี้ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระดับประเทศ
Dino cut: จากปัญหาขาดคนตัดต่อ สู่นวัตกรรมตัดคลิปด้วย AI
สำหรับคนสายตัดต่อวิดีโอ โปรเจ็กต์ที่น่าจับตาที่สุดในงานนี้ต้องยกให้ Dino cut จากทีมของนายธนาวุฒิ ทิมพิทักษ์ (น้องเอิร์ธ) บัณฑิตจากคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
จุดเริ่มต้นของไอเดียไม่ได้มาจากทฤษฎี แต่มาจากปัญหาหน้างานล้วน ๆ เมื่อเจ้าตัวติดตามไลฟ์สตรีมของช่อง G-Spotted แล้วเห็นปัญหาว่า ขาดแคลนคนตัดต่อวิดีโอ อย่างหนัก
จาก pain point นี้ เขาจึงเริ่มคิดว่า ถ้าใช้ AI มาช่วย “ดูคลิปแทนคน” แล้วเลือกช่วงสำคัญออกมาได้เลยล่ะ จะช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนได้ขนาดไหน
AI ตัดไฮไลต์แทนมนุษย์: Dino cut ทำงานยังไง
หัวใจของ Dino cut คือการใช้ AI วิเคราะห์ทั้งเนื้อหา (Content) และบริบทของภาษาในวิดีโอ เพื่อดึงเฉพาะส่วนที่เป็น “ไฮไลต์” ออกมาโดยอัตโนมัติ เหมาะกับยุคที่คอนเทนต์ยาว แต่คนดูมีเวลาสั้นลงเรื่อย ๆ
จุดเด่นที่ทำให้ Dino cut ชนะใจกรรมการ คือความเร็วที่ทิ้งการตัดต่อแบบ Manual แบบไม่เห็นฝุ่น
ตัวอย่างเปรียบเทียบแบบชัด ๆ:
วิดีโอประเภท Podcast ความยาว 8 ชั่วโมง
ถ้าใช้คนตัดต่อแบบปกติ อาจต้องใช้เวลา 4–6 วันกว่าจะคัดไฮไลต์และตัดคลิปเสร็จแต่ระบบ AI ของ Dino cut สามารถจัดการทั้งหมดให้เสร็จภายในประมาณ 10 นาที เท่านั้น
สำหรับตอนนี้ Dino cut รองรับไฟล์เสียงและวิดีโอ ภาษาไทย เป็นหลัก เพื่อให้ระบบเข้าใจบริบทและการสื่อสารได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะขยายไปสู่ภาษาเพื่อนบ้านในอาเซียนในอนาคต
สำหรับคนทำคอนเทนต์ นี่คือเครื่องมือที่ช่วยให้:
ตัดต่อคลิปไฮไลต์ได้เร็วขึ้นอย่างมหาศาล
ลดภาระทีมตัดต่อ และลดค่าใช้จ่าย
เพิ่มปริมาณคอนเทนต์สั้นได้ โดยไม่ต้องเพิ่มคน
กิจกรรมเสริม: ไม่ได้มีแค่เวทีแข่งขัน
นอกจากการแข่งขันสุดเข้มข้น Learn Lab Power 2025 ยังจัดเต็มกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกลับบ้านพร้อม “ของจริง” ที่ใช้ได้ในชีวิต
ภายในงานมีกิจกรรมอย่างเช่น:
เวิร์กชอป Life Portfolio
สอนวิธีสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ใช้งานได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่แค่แฟ้มสวย ๆ แต่คือการออกแบบตัวตนบนกระดาษและออนไลน์ให้มีพลังบริการถ่ายภาพโปรไฟล์ระดับมืออาชีพ
ผู้เข้าร่วมสามารถถ่ายรูปโปรไฟล์คุณภาพสูงไปใช้ในพอร์ตโฟลิโอ หรือบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่วยอัปเกรดภาพลักษณ์ให้ดูมืออาชีพยิ่งขึ้น
Young Power เวทีเสวนาที่ชวนมองอนาคต
อีกหนึ่งไฮไลต์ในงานคือเวทีเสวนา Young Power ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลองมองอนาคตผ่านประสบการณ์ของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เติบโตในตลาดจริง
ผู้ร่วมเสวนาหลัก ได้แก่:
คุณธีรพัฒน์ ธิติโสตถิกุล
CEO & Co-Founder OneCharge Solutions สตาร์ตอัปแพลตฟอร์มสำหรับรถ EV ชั้นนำของไทยคุณกนิษฐ์ ธีรชาติธำรง
ผู้ร่วมก่อตั้ง RAWMAT Coffee นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างแบรนด์ตั้งแต่อายุยังน้อย
บนเวที ทั้งสองคนถ่ายทอดทั้งเส้นทางธุรกิจ มุมมองต่ออนาคต และบทเรียนจากการลงสนามจริง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมสตาร์ตอัปและคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมงาน
สรุป: จากเวทีประกวดสู่จุดเริ่มต้นของคลื่น AI รุ่นใหม่
เมื่อมองภาพรวม Learn Lab Power 2025 ไม่ได้จบแค่วัน Final Pitching แต่เหมือนเป็น จุดสตาร์ตของคนรุ่นใหม่ที่อยากใช้ AI สร้างอนาคตตัวเอง
Dino cut แสดงให้เห็นว่าปัญหางานตัดต่อวิดีโอที่กินเวลาหลายวัน สามารถถูกลดเหลือไม่กี่นาทีได้ด้วย AI
Speech Elephant ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเข้าไปช่วยด้านสุขภาพและการฟื้นฟูการสื่อสารของผู้ป่วยได้จริง
Tourthai ทั่วไทย ยืนยันว่า AI มีบทบาทสำคัญในการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวเฉพาะบุคคล
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า เมื่อไอเดียดีมาชนกับ AI และการบ่มเพาะที่ถูกทาง ก็สามารถกลายเป็นนวัตกรรมนำเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าได้จริง ไม่ใช่แค่บนกระดาษ

