รับแอปรับแอป

ไขปริศนา "เพื่อนสนิท" ทำไมชีวิตเด็ก มช. ถึงต้องไปถ่ายที่มหา’ลัยอื่น?

นพดล รัตนชัย01-29

เพื่อนสนิท: หนังในตำนานที่ไม่ได้ถ่ายในรั้ว มช.

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมภาพยนตร์รักในดวงใจอย่าง “เพื่อนสนิท” ที่เล่าเรื่องชีวิตนิสิตคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลับไม่ได้ถ่ายทำในรั้ว มช. จริง ๆ?

หนังพูดถึงเชียงใหม่ พูดถึงชีวิตเด็ก มช. แทบทั้งเรื่อง แต่โลเคชั่นหลักกลับย้ายไปใช้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตภาคพายัพแทน ทำให้แฟนหนังและศิษย์เก่าหลายคนคาใจมาตลอดว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างวงการหนังไทยกับรั้วสีม่วงแห่งนี้กันแน่?

คำตอบอาจต้องย้อนกลับไปดู “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ของการใช้ มช. เป็นโลเคชั่นในหนังไทยยุคก่อน

ยุคทองที่เชียงใหม่คือเมืองหลวงของหนังรัก

ช่วงทศวรรษ 2520 เชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คือ โลเคชั่นในฝัน ของวงการหนังไทย โดยเฉพาะสายโรแมนติก วัยรุ่น ความรักใส ๆ ที่ทำเอาคนทั้งประเทศอยากแพ็กกระเป๋าขึ้นเหนือ

กระแสความนิยมพุ่งถึงขีดสุดในปี 2526 กับภาพยนตร์เรื่อง “วันวานยังหวานอยู่” และภาคต่อ “วันนี้ยังมีเธอ” ที่ไม่เพียงปั้นวง “แมคอินทอช” ให้โด่งดัง แต่ยังส่งนางเอกสาว อรพรรณ พานทอง ให้กลายเป็นไอคอนยุคนั้นไปพร้อมกัน

ภาพของ มช. ในหนังถูกเล่าในฐานะ ดินแดนแห่งความรัก ความฝัน และวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง จนทำให้เด็กทั่วประเทศจินตนาการว่า ชีวิตมหา’ลัยในเชียงใหม่ต้องโรแมนติกแบบนั้นแน่ ๆ

วันวานยังหวานอยู่ (2526) จึงไม่ใช่แค่หนังรักธรรมดา แต่คือผลงานที่ช่วย “สร้างภาพจำ” ให้ มช. กลายเป็นโลเคชั่นในฝันของทั้งคนดูและคนทำหนังไปพร้อมกัน

เมื่อความกล้าหาญเปลี่ยนทิศทางประวัติศาสตร์

ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งปี 2529 ที่ภาพยนตร์เรื่อง “ฉันผู้ชายนะยะ” ปรากฏตัวขึ้น และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวงการหนังกับ มช. ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่หนังดราม่าทั่วไป แต่ถูกพูดถึงในฐานะ หนึ่งในจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ LGBTQ+ ไทย เพราะมันกล้าหยิบเรื่องเพศสภาพ ความหลากหลาย และบาดแผลในใจของตัวละครมาเล่าอย่างตรงไปตรงมา ในยุคที่สังคมไทยยังไม่เปิดรับประเด็นเหล่านี้เท่าไรนัก

“ฉันผู้ชายนะยะ” ดัดแปลงจากบทละครเวทีตะวันตกชื่อดัง “The Boys in the Band” ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ในไทยมาแล้วทั้งในแวดวงละครเวที ก่อนจะถูกต่อยอดให้กลายเป็นภาพยนตร์เต็มตัว

ปาร์ตี้วันเกิดที่กลายเป็นสนามรบทางอารมณ์

ภายใต้การกำกับของ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล (หม่อมน้อย) หนังเล่าเรื่องของเหล่าเพื่อนเกย์/กะเทยในบริบทไทย ผ่าน “ปาร์ตี้วันเกิด” ที่เริ่มต้นเหมือนงานสังสรรค์ปกติ แต่กลับค่อย ๆ กลายเป็นเวทีเปลือยใจสุดบีบคั้น

กติกาโหดของงานเลี้ยงคือ ทุกคนต้อง ยกหูโทรศัพท์ไปบอกรัก “คนที่ตัวเองรักที่สุด” ต่อหน้าเพื่อน ๆ ทำให้บาดแผลในใจของแต่ละคนถูกดึงขึ้นมาเผชิญหน้าแบบไม่เหลือที่หลบ

นักแสดงที่มาร่วมสร้างมิติให้เรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะหนังรวบรวมเอานักแสดงระดับตำนานไว้เพียบ ทั้ง ชลิต เฟื่องอารมย์, สุรศักดิ์ วงษ์ไทย, มารุต สาโรวาท, ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง รวมถึง อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ในบทบาทที่ท้าทายค่านิยมสังคมยุคนั้นอย่างแรง

นอกจากนี้ยังมีการร่วมงานกับ ดร.เสรี วงศ์มนทา ในการเขียนบท และที่สะดุดตาอย่างยิ่งคือการมีส่วนร่วมของกลุ่มนางโชว์ LGBTQ+ จาก มช. เอง

โรสเปเปอร์: ตัวแทนสีสันและความหลากหลายในรั้ว มช.

กลุ่ม “โรสเปเปอร์” แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือคาบาเร่ต์โชว์ในตำนานของยุคนั้น สมาชิกคือเหล่านักศึกษาสาวประเภทสองที่รวมตัวกันตั้งคณะโชว์ตั้งแต่ปี 2521 และใช้ชื่อ “โรสเปเปอร์” อย่างเป็นทางการในปี 2522

สิ่งที่น่าทึ่งคือ กลุ่มนี้ เกิดขึ้นก่อน โรงละครทิฟฟานี่ที่พัทยาเสียอีก นั่นทำให้หลายคนมองว่า โรสเปเปอร์คือหนึ่งในต้นธารสำคัญของวัฒนธรรมโชว์สาวประเภทสองในไทย และเชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยในยุคนั้น

การที่ “โรสเปเปอร์” ปรากฏตัวใน “ฉันผู้ชายนะยะ” จึงเหมือนการดึงเอาโลกจริงในรั้ว มช. เข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์อย่างชัดเจน ทั้งสีสัน ความกล้า และความเป็นตัวของตัวเอง

เสียงสะท้อนจากคนดูที่โตมากับหนังเรื่องนี้

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ค้นพบ “ฉันผู้ชายนะยะ” ในช่วงวัยเรียน และมองว่ามันเป็นหนึ่งในงานที่เปิดโลกมากที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังสับสนหรือค้นหาตัวตนด้านเพศและความสัมพันธ์

หนังไม่ได้เล่าแค่เรื่องเกย์หรือกะเทยแบบตัวตลก แต่มันชวนให้เห็นว่า การเป็น LGBTQ+ มีหลากหลายความเป็นไปได้ ทั้งความเหงา ความหวัง ความกลัว การเสแสร้ง การปกป้องตัวเอง และการอยากได้รับการยอมรับ

หลายคนมองว่าเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของหม่อมน้อยมีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งการดัดพล็อตฝรั่งมาเล่าในบริบทไทย การใช้ภาษา การสะท้อนสายตาของคนภายนอกที่มองเข้ามา รวมถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างฉากย้อนอดีตของตัวละคร “มด” ที่มีกลุ่มกะเทยแต่งหญิงโผล่ไปโผล่มาในหลายช่วงของเรื่อง

แน่นอนว่า การจะดูหนังเรื่องนี้ให้สนุก ต้องมองด้วยกรอบของความเป็นหนังไทยในยุคนั้นด้วย เพราะหลายอย่างสะท้อนทัศนคติสังคมเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งต่างจากปัจจุบันมาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง นั่นเองที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

เมื่อศิลปะปะทะภาพลักษณ์สถาบัน

หลังจาก “ฉันผู้ชายนะยะ” ออกฉาย ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งเสียงชื่นชมเรื่องความกล้าและพลังทางการแสดง และเสียงคัดค้านจากคนที่มองว่าหนังแรงเกินไปสำหรับยุคนั้น

อย่าลืมว่าสมัยนั้น ความหลากหลายทางเพศยังไม่ถูกพูดถึงอย่างเปิดเผย เหมือนทุกวันนี้ การที่ภาพยนตร์กล้าพาเรื่องราวของเกย์/กะเทยมาอยู่กลางเวที จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ ชื่อของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับหนังอย่างแนบแน่น จะถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงถกเถียงด้วย

มีการสันนิษฐานกันว่า ความร้อนแรงของกระแสตอบรับในตอนนั้น อาจทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรู้สึกลำบากใจ เพราะต้องเผชิญกับทั้งการเมืองเรื่องภาพลักษณ์ ภาพจำของสถาบัน และความคาดหวังจากสังคมที่ยังไม่พร้อมรับประเด็นเหล่านี้อย่างเต็มที่

ผลคือ มช. อาจเลือกที่จะ เพิ่มระดับความระมัดระวัง ต่อการอนุญาตให้ใช้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ กลายเป็นเหมือน “นโยบายเงียบ” ที่แม้ไม่มีประกาศเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ส่งผลยาวนานต่อเนื่องหลายสิบปี

จากยุคแช่แข็ง สู่การเปิดประตูอีกครั้ง

มีข้อมูลสอดคล้องกันหลายทางที่บอกว่า หลังจากกระแสของ “ฉันผู้ชายนะยะ” ซาไปแล้ว ก็แทบไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนได้เข้าไปถ่ายทำในพื้นที่ มช. อีกเลย เป็นเวลายาวนาน

จนกระทั่งปี 2554 หม่อมน้อยคนเดิมก็ได้กลับมาขอใช้สถานที่ใน มช. อีกครั้ง กับภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ที่มีการถ่ายทำฉากบ้านโบราณในพื้นที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.

คราวนี้มหาวิทยาลัยอนุญาต แต่ก็มีการ ตรวจบทภาพยนตร์อย่างละเอียดและพิจารณาอย่างเข้มงวด สะท้อนให้เห็นว่า มช. ยังเปิดประตูให้วงการหนัง เพียงแต่ไม่ใช่การเปิดเต็มที่แบบยุคโรแมนติกในวันวานอีกต่อไป

อุโมงค์ผาเมือง – 2554 จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการกลับมาพบกันอีกครั้งระหว่างมหาวิทยาลัยกับโลกภาพยนตร์ แต่ในเงื่อนไขที่รัดกุมและรอบคอบกว่าที่เคยเป็นมา

แล้วเพื่อนสนิทเกี่ยวอะไรกับทั้งหมดนี้?

เมื่อย้อนมองไปยัง “เพื่อนสนิท” จะเห็นว่านี่คือหนังรักที่หยิบเอาชีวิตนิสิต มช. มาเล่าอย่างอบอุ่นและจริงใจ ตั้งแต่บรรยากาศคณะวิจิตรศิลป์ ไปจนถึงความสัมพันธ์แบบไม่ชัดเจนระหว่างเพื่อนสองคนที่ไม่กล้าบอกรักกันตรง ๆ

แต่ในความเป็นจริง หนังกลับต้อง ย้ายโลเคชั่นไปถ่ายทำที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตภาคพายัพ แทน นั่นหมายความว่า แม้เรื่องราวจะถูกเซ็ตในโลกของ มช. แต่รั้วสีม่วงจริง ๆ กลับไม่ได้ปรากฏในจอหนัง

นี่เองที่ทำให้หลายคนเชื่อว่า เรื่องราวในอดีตของ “ฉันผู้ชายนะยะ” และกระแสตอบรับที่ถาโถมใส่ มช. ในยุคนั้น อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้มหาวิทยาลัยเลือกจะระมัดระวังมากขึ้นกับการอนุญาตให้หนังเข้าไปถ่ายในพื้นที่

ไม่มีเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่าเหตุการณ์นั้นคือจุดเริ่มต้นของนโยบายเข้มงวด แต่มันก็เป็นจิ๊กซอว์ที่วางลงแล้ว “พอดี” จนน่าคิดว่า เพื่อนสนิทอาจเป็นหนึ่งในเหยื่อของประวัติศาสตร์ภาพลักษณ์และความอ่อนไหวทางสังคมในอดีตโดยไม่รู้ตัว

จากกล่องไปรษณีย์สีแดง สู่ตำนานเพื่อนสนิท

“เพื่อนสนิท” ดัดแปลงมาจากนิยายต้นฉบับ “กล่องไปรษณีย์สีแดง” เรื่องเล่าที่จับหัวใจคนอ่านด้วยบรรยากาศเชียงใหม่ ความเขินอายแบบเด็กมหา’ลัย และความรักที่พูดไม่ออกแต่ส่งสัญญาณชัดเจนอยู่ทุกการกระทำ

แม้ภาพในหนังจะไม่ได้ถูกถ่ายจริงในรั้ว มช. แต่สำหรับใครหลายคน เชียงใหม่ใน “เพื่อนสนิท” ก็ยังคงเป็นเชียงใหม่ในจินตนาการที่ผูกติดกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่ดี

และเมื่อมองภาพกว้าง เราอาจเห็นได้ว่า เพื่อนสนิทไม่ใช่แค่หนังรักในความทรงจำ แต่ยังเป็นเงาสะท้อนบางอย่างของประวัติศาสตร์ที่มองไม่เห็น — ประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นจากหนัง LGBTQ+ ที่กล้าท้าทายกรอบของยุคสมัย และทิ้งแรงสั่นสะเทือนยาวนานเสียจนทำให้หนังรักใส ๆ อีกเรื่องหนึ่ง ต้องย้ายที่ถ่ายไปอยู่ในมหา’ลัยอื่นแทน

ในโลกของหนังรัก ทุกความบังเอิญอาจซ่อนเหตุผลไว้เสมอ เพียงแต่เหตุผลนั้นบางครั้งซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์ที่เราไม่เคยถูกเล่าอย่างชัด ๆ เท่านั้นเอง