ดวงตะวันดวงน้อย: วันที่ความรักประกาศตัวกลางวงเพื่อน
บทนี้เปิดมาด้วยบรรยากาศชิลๆ ตอนพักกินข้าวกลางวัน แต่จู่ๆ ก็โดนความรักลูกใหญ่โผล่มาเซอร์ไพรส์จนทั้งโต๊ะอุทานกันระนาว
เสียง “โว้ว” ของซ่งเต้า เสียง “ว้าย” ของหลินเฟย และเสียง “เอ๊ะ” ของเหยียนอวี้ ประสานกันออกมาในจังหวะเดียว แค่มองภาพหูเหว่ยเดินเข้ามาพร้อมสาวสวยสูงโปร่งที่ท่าทางเขินอาย ก็เดาได้ไม่ยากว่านี่ไม่ใช่ผู้ช่วย แต่คือ แฟนตัวจริง
ซ่งเต้าได้แต่นั่งมองลูกศิษย์ที่แอบรักเงียบๆ แบบไม่หลุดปากบอกใคร ตอนเช้ามายังมาช่วยเก็บบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอตกบ่ายดันพาแฟนมาเปิดตัวแบบไม่ให้ตั้งตัวเสียอย่างนั้น
เพื่อนร่วมรุ่น กลายมาเป็นว่าที่คนในครอบครัว
บรรยากาศยิ่งพีคขึ้นไปอีก เมื่อเหยียนอวี้จำหญิงสาวคนนั้นได้ทันที
นี่ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่คือ หวังลู่ เพื่อนร่วมรุ่นจากจงยาง ที่เคยตั้งวงดนตรีด้วยกัน เอกดนตรีจีน ฝีมือกู่เจิงกับผีผาถือว่าระดับท็อปของรุ่น
เธอทักทายอย่างสุภาพ: “สวัสดีค่ะอาจารย์ซ่ง พี่เฟย พี่เหยียนๆ”
เหยียนอวี้ดีใจจนรีบลุกไปคว้ามือถามตรงๆ ว่า “นี่พวกเธอ… คบกันเหรอ?”
หวังลู่หน้าแดงระเรื่อ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ให้คำตอบแทนทุกอย่าง
หูเหว่ยรีบทำหน้าประจบ ยกมือถูอย่างเกร็งๆ แล้วพูดกับซ่งเต้าและหลินเฟยด้วยความเกรงใจ ว่าพึ่งตกลงคบกันไม่นาน เลยอยากพามาแนะนำให้ “ผู้ใหญ่” ได้รู้จักอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้น จะได้ไม่ต้องไปโผล่ในข่าวซุบซิบทีหลังให้เสียฟอร์ม
จากโต๊ะอาหาร ทุกคนย้ายไปนั่งโซนรับแขก บรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย เหยียนอวี้เลยรับหน้าที่เป็นพิธีกรแนะนำตัว
เธอเล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ตอนเรียนด้วยกัน หวังลู่เป็นคนเก่ง มีพรสวรรค์ และเคยเล่นวงด้วยกันมาก่อน แต่กลับไม่เคยดูออกเลยว่าอีกฝ่ายแอบมีใจให้รุ่นพี่อย่างหูเหว่ย
หวังลู่หัวเราะรับแบบไม่ปิดบัง เธอบอกตรงๆ ว่าตัวเอง “เล็ง” หูเหว่ยมานานหลายปีแล้ว สมัยก่อนเขามีแฟนอยู่แล้ว เธอเลยได้แต่ซ่อนความรู้สึกเอาไว้ ทำตัวเป็นแค่คนคอยเชียร์เงียบๆ อยู่ข้างหลัง
ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่า นี่ไม่ใช่ความรักสายเกาะกระแส แต่คือคนที่อยู่ข้างกันตั้งแต่ช่วงชีวิตตกต่ำที่สุด
จากบาร์มืดหม่น สู่วันที่ใจกล้าพูดคำว่ารัก
หูเหว่ยเล่าอย่างเก้ๆ กังๆ ว่าสองปีที่ผ่านมา เวลาเขาไปร้องเพลงตามบาร์ ลู่ลู่ก็คอยตามไปเชียร์แทบทุกครั้ง แต่เพราะสภาพชีวิตช่วงนั้นมันพังมาก เขาเลยไม่กล้าเปิดใจให้ใคร รู้สึกว่า ไม่อยากดึงใครมาจมไปกับชีวิตที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง
จนกระทั่งวันหนึ่ง เนื้อเพลงที่ซ่งเต้าส่งมา กลายเป็นตัวจุดชนวนทุกอย่าง
หวังลู่สารภาพตรงๆ ว่าเธอ “เห็นแก่ตัว” เพราะกลัวอย่างเดียว ไม่ใช่กลัวแฟนจะดังหรือจะรวยน้อยไป แต่กลัวว่า ความมั่นใจที่หูเหว่ยพึ่งสร้างขึ้นมา จะถูกทำลายลงเพราะความรักสักอย่างที่ยังไม่พร้อม
คำพูดนั้นทั้งจริงใจ ทั้งอบอุ่น ไม่มีความเสแสร้งแม้แต่นิดเดียว จนทุกคนรู้สึกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ “ดีเกินกว่าจะมองข้าม”
ซ่งเต้าก็ยืนยันว่าความรักไม่ใช่อุปสรรคของงานดนตรี หลินเฟยเองยังร้องเพลงเศร้าได้ทั้งที่ไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่หูเหว่ยมีใครสักคนข้างกาย มันคือเรื่องดีล้วนๆ
เพลงหนึ่ง เปลี่ยนสถานะจากเพื่อนให้กลายเป็นคนรัก
ความลับหลักของวันนี้ ไม่ใช่แค่การเปิดตัวแฟน แต่คือความจริงที่ว่า เพลง 《ให้พวกเธอ》 คือจุดเปลี่ยนความสัมพันธ์
หูเหว่ยเล่าว่า ตอนที่ได้รับเนื้อเพลงจากซ่งเต้า เขารู้สึกสะเทือนใจมาก เพราะมันเหมือนสะท้อนเรื่องราวของเขากับลู่ลู่แบบตรงๆ
ลู่ลู่แอบชอบและสนับสนุนเขาเงียบๆ มาหลายปี
ตัวเขาเองก็ทึ่มจนไม่รู้ตัว แถมพอรู้ก็ไม่กล้าทำอะไร
แต่เนื้อเพลงทำให้เขาเริ่มถามตัวเองจริงๆ ว่า “เธอต้องการอะไร?” และ “ตัวเขาเองต้องการอะไร?” พอคำตอบในใจชัดเจน เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาหวังลู่ทันที แล้วร้องเพลงนี้ให้เธอฟังผ่านสาย
ฝ่ายหวังลู่เอง ถึงกับเล่าว่าพอได้ยินเพลงนั้น เธอร้องไห้โฮทันที ถามเขาตรงๆ ว่า “คนในเพลงคือใครกันแน่?” และได้รับคำตอบว่า—
อาจารย์ตั้งชื่อเพลงว่า 《ให้พวกเธอ》
แต่ในใจพี่ พี่หวังให้มันเป็นเพลง “ของพวกเรา”
ประโยคเดียว เปลี่ยนจากการแอบรักที่ยืดเยื้อมาหลายปี ให้กลายเป็น ความสัมพันธ์ที่ถูกพูดออกมาชัดเจนในที่สุด
เหยียนอวี้ถึงกับหัวเราะแซว ว่าเจ้าชายเพลงเศร้าอย่างหูเหว่ยก็มีมุมโรแมนติกกับเขาเหมือนกัน หลินเฟยก็เสริมว่าคำหวานระดับนี้ ใครได้ฟังก็คงไม่รอด
ยิ่งคิดถึงว่าเพลงนี้วันหนึ่งอาจถูกนำไปร้องในงานแต่งงานของทั้งคู่ ความหมายมันเลยยิ่งลึกซึ้งเข้าไปอีก
ตัวตนที่แท้จริงของ “มหาเทพเพลง” และความดีใจของแฟนคลับตัวจริง
ระหว่างที่ทุกคนกำลังหัวเราะเฮฮา จู่ๆ ก็สังเกตเห็นว่าซ่งเต้าเหมือนจะเหม่อไปชั่วขณะเดียว บรรยากาศเลยเงียบลงอย่างสมบูรณ์ เหยียนอวี้ หลินเฟย และหูเหว่ยพากันเงียบกริบโดยไม่ได้นัดหมาย
หวังลู่เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนไปของบรรยากาศ แต่ก็โดนหูเหว่ยส่งสัญญาณให้เงียบ เธอเลยทำได้แค่นั่งมองตาแป๋วด้วยความลุ้น
ในใจของเธอไม่ใช่แค่ความตื่นเต้นในฐานะแฟนของหูเหว่ย แต่ยังเป็นความรู้สึกของ แฟนเพลงที่บูชา “สุ่ยจีซานเชียน” มาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ หูเหว่ยไม่เคยบอกว่าซ่งเต้ากับสุ่ยจีซานเชียนคือคนเดียวกัน จนกระทั่งในวันที่ทั้งสองคนตกลงคบกัน เขาถึงเปิดเผยความจริงนี้ให้เธอรู้
ผลลัพธ์คือ หวังลู่ช็อกจนพูดไม่ออก เพราะในหัวของเธอเคยคิดภาพอาจารย์ของแฟนตัวเองเป็นคุณลุงนักแต่งเพลงสายคร่ำครึ ไม่ใช่นักร้องนักแต่งเพลงหนุ่มฮอตระดับประเทศแบบนี้
เธอทั้งเคารพในฐานะ “มหาเทพดนตรี” และทั้งตื่นเต้นในฐานะคนวงการเดียวกัน แต่ก็รู้ดีว่าชื่อนี้มีความหมายต่อหูเหว่ยมากแค่ไหน เธอเลยเก็บอาการนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้ในใจจะกรี๊ดจนแทบล้มทั้งยืนก็ตาม
เมื่อยอดกวีหยิบปากกา: จุดเริ่มต้นของ 《ดวงตะวันดวงน้อย》
ซ่งเต้าไม่ได้เหม่อนาน แค่ไม่กี่วินาทีเขาก็เงยหน้าขึ้นมาพูดว่า เขานึกถึงเพลงอีกเพลง ที่เหมาะกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ยิ่งกว่า 《ให้พวกเธอ》 แถมยังเหมาะจะเอาไปขึ้นเวทีอีกด้วย
เหยียนอวี้รีบลุกไปคว้ากระดาษกับปากกามาวางตรงหน้าซ่งเต้า พร้อมแซวว่า “เชิญค่ะ ยอดกวี ปากกา!” ราวกับประกาศเริ่มโชว์พิเศษ
สำหรับหลินเฟย เหยียนอวี้ และหูเหว่ย การได้ดูซ่งเต้าแต่งเพลงสดๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นอะไรที่ ดูอีกกี่ครั้งก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อ ส่วนหวังลู่ถึงขั้นแทบลืมหายใจ เพราะนี่คือโอกาสที่คนฟังเพลงทั้งชีวิตอาจไม่มีวันได้เห็นด้วยตาตัวเอง
ในที่สุด ซ่งเต้าก็จรดปากกา แล้วเริ่มเขียนเพลง 《ดวงตะวันดวงน้อย》 ลงบนกระดาษ—
“ในค่ำคืนที่ฝนเพิ่งหยุดตก”
“ฉันเดินเตร็ดเตร่อยู่ลำพัง”
“ผ่านตู้โชว์แล้วตู้โชว์เล่า”
“รอเพียงให้ฟ้าสาง”
ช่วงต้นเพลงยังคงกลิ่นอายความหม่นแบบเพลงประจำตัวของหูเหว่ย เป็นการแต่ง “ให้พอดีกับคนร้อง” แบบที่โปรดิวเซอร์ระดับตำนานเท่านั้นจะทำได้
แต่พอท่อนฮุกเริ่มไต่ขึ้นมา โดยเฉพาะท่อน—
“เธอมักจะยิ้มแย้มสดใสเสมอ”
“เฝ้ามองดูฉันที่มัวเมาและสิ้นหวัง”
“แต่ฉันกลับไม่เคยรู้ตัวเลยว่ารักแท้”
“เดิมทีอยู่ข้างกาย”
รอยยิ้มบนหน้าหูเหว่ยค่อยๆ เลือนหาย กลายเป็นขอบตาที่แดงจัดเงียบๆ
คำที่เหมือนค้อนปอนด์ ทุบลงกลางหัวใจคนแอบรัก
ถ้าเนื้อท่อนต้นยังอินแค่ในฐานะ “เพลงเพราะ” ท่อนต่อมาคือมีดเล่มหนึ่ง ที่จงใจแทงลงมาที่หัวใจของคนอย่างหวังลู่แบบเต็มแรง
ซ่งเต้าเขียนต่ออย่างลื่นไหล เหมือนน้ำหมึกไหลตามความคิด—
“เธอสมควรได้รับการทะนุถนอม ใส่ใจ จริงจัง และรักอย่างสุดซึ้ง”
“ถูกประคองไว้กลางฝ่ามือ”
“เหมือนเรือที่ไม่เคยได้เทียบท่า”
“ในที่สุดก็เจออ่าวพักใจของเธอ”
แค่ประโยคเหล่านี้ น้ำตาของหวังลู่ก็ไหลพรากทันที เธอยกมือขึ้นปิดปากเพราะกลัวเสียงสะอื้นจะรบกวนสมาธิของคนเขียน แต่หยุดน้ำตาไม่ได้เลยสักนิด
สำหรับคนที่แอบรักมานานปี เนื้อเพลงนี้คือการเล่าเรื่องของเธอแบบ ไม่ต้องเปลี่ยนแม้แต่รายละเอียดเดียว
แล้วเพลงก็เดินหน้าแทงใจอีกดอก—
“เธอมอบความรักที่ไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนให้ฉัน”
“ให้ฉันได้ตอบแทนเธอบ้าง”
หูเหว่ยเองที่ผ่านเพลงเศร้ามานับไม่ถ้วน ร้องจนชินชา น้ำตายากจะไหล ยังกลั้นไม่อยู่ในครั้งนี้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เพลง แต่มันคือการ สรุปเรื่องราวระหว่างเขากับลู่ลู่ทั้งชีวิตในไม่กี่บรรทัด
น้ำตาหลังฝน กับแสงของดวงตะวันดวงน้อย
แม้แต่เหยียนอวี้กับหลินเฟย ซึ่งถือว่าเป็นคนนอกของความสัมพันธ์นี้ ยังรู้สึกจุกในอก แค่เหลือบไปมองหูเหว่ยที่น้ำตาไหลเงียบๆ และหวังลู่ที่ปิดปากร้องไห้ ทั้งคู่ก็เริ่มจมูกแสบตามไปด้วย
นี่ไม่ใช่น้ำตาแบบเศร้าหมอง แต่มันคือ น้ำตาแห่งความสุขหลังผ่านพายุ
เหมือนฟ้าหลังฝนที่สายรุ้งเริ่มโผล่ขึ้นมาอย่างช้าๆ ดวงตะวันดวงใหญ่บนท้องฟ้าอาจยังไม่ส่องแสงเต็มที่ แต่ดวงตะวันดวงเล็กในหัวใจคนสองคน ได้สว่างขึ้นแล้วเต็มเปี่ยม
สองสาวมองซ่งเต้า—ชายหนุ่มที่เคยโดนเรียกว่า “เครื่องจักรผลิตเพลงผู้ไร้หัวใจ”—กำลังสร้างเพลงที่อ่อนโยนและซื่อตรงต่อความรู้สึกของมนุษย์อย่างที่สุด
ในวินาทีนั้น ทั้งหูเหว่ยและหวังลู่ ไม่ได้แค่ได้เพลงใหม่
พวกเขาได้ หลักฐานชิ้นเป็นลายลักษณ์อักษรของความรัก ที่จะอยู่คู่กับชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล
และในวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเพลง 《ดวงตะวันดวงน้อย》 ดังขึ้นบนเวทีต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก ไม่มีใครรู้หรอกว่า น้ำตาคนแอบรักที่ครั้งหนึ่งเคยไหลเงียบๆ อยู่ในมุมเล็กๆ ของห้องรับแขก คือที่มาของทุกวรรคทุกท่อนในเพลงนี้
แต่สำหรับพวกเขาแค่สองคน และคนที่อยู่ในห้องวันนั้น ทุกอย่าง ชัดเจนยิ่งกว่าแสงอาทิตย์
[จบแล้ว]

