โลก AI ช่วงนี้ไม่เคยเงียบเลย เหมือนเป็นซีซั่นใหม่ของซีรีส์ที่มีดราม่าผุดขึ้นทุกสัปดาห์ และตอนล่าสุดที่กำลังติดเทรนด์ก็คือเรื่องของ ChatGPT กับ “โฆษณาที่บอกว่าไม่ใช่โฆษณา” จนผู้ใช้หลายคนตั้งคำถามแรงประมาณว่า “นี่เราจ่ายรายเดือนเพื่อเห็นโปรโมชันเหรอเนี่ย?”
ดราม่านี้สะเทือนถึงผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI ที่ต้องออกมาชี้แจงแทบจะพร้อมกัน และกลายเป็นบทเรียนชิ้นใหญ่ของบริษัท AI ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
บทความนี้จะพาไปเจาะทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่ต้นเหตุ ปฏิกิริยาผู้ใช้ ไปจนถึงท่าทีของผู้บริหาร OpenAI และวิเคราะห์ว่าอนาคตโมเดลรายได้ของ ChatGPT จะไปทางไหนกันแน่
เตรียมเปิดโหมดจับผิดแบบสนุก ๆ แล้วลุยกันเลย
เรื่องมันเริ่มยังไง? เมื่อผู้ใช้ ChatGPT เห็นข้อความ “เหมือนโฆษณา” โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว
ประเด็นนี้เริ่มจากผู้ใช้ระดับ สมัครแบบจ่ายเงิน ของ ChatGPT ที่แชร์ภาพตัวอย่างการสนทนาที่มีข้อความโปรโมตสินค้าจากแบรนด์ดัง เช่น Peloton, Target โผล่ขึ้นมาคล้ายคำแนะนำ
ผู้ใช้หลายคนสตั๊นไป 1 วิ ก่อนพิมพ์ถามว่า
“นี่คือโฆษณาใช่ไหม?”
และเมื่อไม่มีการประกาศใด ๆ มาก่อน ความไม่พอใจจึงลุกลามอย่างไว
แม้บางข้อความจะดูเหมือน “แนะนำฟีเจอร์ในแอป” แต่ฟีลลิ่งมันใช่เลยว่าเป็นโฆษณากลาย ๆ
เสียงผู้ใช้บางคนส่งตรงถึง OpenAI แบบแสบ ๆ เช่น
“Bruhhh… Don’t insult your paying users.”
คอมเมนต์นี้เดือดพอจะใส่ซาวด์เอฟเฟกต์ไฟลุกได้เลย
OpenAI รีบดับไฟ: ไม่มีโฆษณา! ไม่มีการทดสอบโฆษณา! ทั้งหมดคือการแนะนำแอปบนแพลตฟอร์มเท่านั้น
OpenAI ออกมาตอบหลายเสียงแทบจะพร้อมกัน เพื่อเคลียร์ว่า:
“ไม่มีโฆษณาใน ChatGPT ตอนนี้”
“ไม่มีการทดสอบระบบโฆษณาใด ๆ ทั้งสิ้น”
ใจความสำคัญคือ ข้อความที่ผู้ใช้เห็นเป็นเพียงการ ทดสอบการแนะนำแอปที่สร้างบน ChatGPT App Platform
ไม่มีใครจ่ายเงินให้เพื่อให้โชว์ชื่อแบรนด์เหล่านั้น
หรือสรุปแบบเข้าใจง่ายว่า:
“เราตั้งใจให้เป็นฟีเจอร์ แต่ผู้ใช้คิดว่าเป็นโฆษณา และนั่นคือปัญหาใหญ่”

Mark Chen ยอมรับตรง ๆ ว่า OpenAI “ตกม้าตาย” ในการดีไซน์ประสบการณ์ผู้ใช้
Mark Chen, Chief Research Officer ของ OpenAI ออกมาพูดแบบจริงใจสุดว่า
“เราตกม้าตายกับประสบการณ์ผู้ใช้ และล้มเหลวในการทำให้มันไม่ดูเหมือนโฆษณา”
เขาบอกเพิ่มเติมว่า
ปิดการแสดงผลข้อความลักษณะนี้ไปแล้ว
จะปรับโมเดลให้แม่นขึ้น
เตรียมให้ผู้ใช้ควบคุมระดับการแนะนำฟีเจอร์ได้เอง (ตั้งแต่ “เบา ๆ” ไปจนถึง “ปิดไปเลย ไม่เอาอะไรทั้งนั้น”)
เป็นการยอมรับผิดที่ตรงและเร็ว ซึ่งถือเป็นเรื่องดีในตลาดที่ความไว้ใจคือทุกอย่าง
Nick Turley ของทีม ChatGPT ก็ออกมาเสริมว่า “ข่าวลือเรื่องโฆษณาคือการเข้าใจผิด”
Nick Turley หัวหน้าฝั่ง ChatGPT พิมพ์ชัดเจนว่า
“ไม่มีโฆษณาใด ๆ ในระบบ และภาพที่เห็นบางภาพไม่ใช่ของจริง”
แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธว่า ในอนาคตอาจมีโฆษณา
ถ้าบริษัทเลือกเดินทางนั้นจริง ๆ
แต่จะทำแบบ “เคารพผู้ใช้” และ “รอบคอบ” ที่สุด
ฟังแล้วเหมือนบอกอ้อม ๆ ว่า
“ตอนนี้ไม่มี แต่อนาคตไม่แน่นะ”
แล้วตอนนี้ OpenAI กำลังโฟกัสอะไร? โฆษณาถูกถอดจากลำดับความสำคัญแล้ว
สิ่งที่ทำให้กระแสนี้น่าสนใจขึ้นไปอีกคือรายงานจาก The Wall Street Journal ที่บอกว่า
Sam Altman ส่ง memo แบบ “code red” ถึงทีมงานว่า
“หยุดโปรเจกต์อื่นไว้ก่อน รวมถึงโฆษณา ไปโฟกัสเรื่องคุณภาพของ ChatGPT เป็นอันดับหนึ่ง”
เป็นท่าทีที่สื่อถึงความกังวลของผู้บริหารว่า
ถ้าตัวโมเดลหลักไม่ดีพอ ดันมีข่าวโฆษณาซ้อนเข้ามาอีก…
อาจทำให้ผู้ใช้เสียใจยิ่งกว่าเจอสปอยล์ตอนจบซีรีส์บนหน้าไทม์ไลน์
ดราม่านี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับทิศทาง AI ระดับโลก?
1) ความไว้วางใจคือสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของ ChatGPT
แม้ AI จะเก่งแค่ไหน ถ้าผู้ใช้รู้สึกว่าโดนยัดเยียดโฆษณา ความเชื่อใจจะหายวับทันที
2) ระบบแนะนำคอนเทนต์ กับ โฆษณา เส้นมันบางมาก
เหมือนเดินบนลวดเส้นเล็ก ถ้าพลาดนิดเดียว ผู้ใช้ตีความว่าเป็นโฆษณาทันที
3) OpenAI ต้องรักษาฐานผู้ใช้ระดับจ่ายเงินให้เหนียวแน่นที่สุด
เพราะคนกลุ่มนี้คือพลังหลักที่จะผลักโมเดลธุรกิจของบริษัท
4) บริษัท AI ต้องโปร่งใสกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลยุคก่อนหลายเท่า
ยุคนี้ผู้ใช้ไวต่อประเด็นโฆษณาและความเป็นส่วนตัวมากขึ้น การสื่อสารต้องชัดตั้งแต่วันแรก
ความเห็นจากสายรีวิว: ดราม่านี้คือสัญญาณเตือนว่า “AI Platform เริ่มโตถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ”
พอเห็นเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่า…น่าสนใจมากว่า AI ยุคต่อไปจะหาเงินยังไง
เพราะ:
ถ้าขายโฆษณา = เสี่ยงเสียความเชื่อใจ
ถ้าขายสมาชิกรายเดือนอย่างเดียว = รายได้โตช้า
ถ้าขายฟีเจอร์พรีเมียม = ต้องออกแบบดีมาก ไม่งั้นโดนโวย
ตลาด AI ตอนนี้กำลังเข้าสู่ “ยุครวมร่างธุรกิจ” ที่ต้องเลือกโมเดลให้เหมาะที่สุด
ดรามาครั้งนี้จึงอาจเป็นเพียงตอนแรกของเรื่องยาวว่าด้วย
“AI หาเงินอย่างไร โดยไม่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าถูกขายของโดยไม่ได้ขออนุญาต”
สรุป: ไม่มีโฆษณาใน ChatGPT ตอนนี้ แต่บทเรียนครั้งนี้ทำให้ OpenAI ต้องระวังทุกก้าว
ดราม่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า แม้บริษัทจะไม่ตั้งใจทำสิ่งใด แต่การ “ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าเป็นโฆษณา” ก็ถือเป็นบาดแผลที่ต้องเร่งแก้
OpenAI รับผิดเร็ว ปิดฟีเจอร์ที่ก่อปัญหา และประกาศชัดว่าต้องโฟกัสคุณภาพของ ChatGPT ก่อนเสมอ
แต่ก็แอบส่งสัญญาณว่าถ้ามีโฆษณาในอนาคต จะเป็นแบบที่เคารพผู้ใช้สุด ๆ
สรุปคือ…
ดรามาครั้งนี้ไม่ใช่คอนเทนต์ขายของ แต่เป็นบทพิสูจน์ความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม AI ที่คนทั้งโลกจับตามอง

