รับแอปรับแอป

โคตรพลังผู้กำกับพันล้าน: โต้ง บรรจง กับสูตรลับทำหนังให้สนุกจนไม่มีวันจบ

ชยุต ชัยมงคล01-30

20 ปีบนถนนสายหนังของคนชื่อ “โต้ง บรรจง”

กว่า 20 ปีที่ โต้ง – บรรจง ปิสัญธนะกูล ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของภาพยนตร์ จากคนทำหนังที่มาพร้อมพลังล้น ๆ จนกลายเป็นผู้กำกับพันล้านเบื้องหลังหนังดังอย่าง “พี่มาก…พระโขนง”, “ร่างทรง”, “กวน มึน โฮ”, “สี่แพร่ง”, “5 แพร่ง” และอีกหลายเรื่องที่คนดูจำได้ไม่ลืม

เส้นทางที่เขาเดินมาไม่เคยง่าย ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าหนังแต่ละเรื่องจะทำเงินเท่าไหร่ จะได้รางวัลไหม หรือจะกลายเป็นตำนานหรือเปล่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือ อินกับมัน ทำให้สุด แล้วทำให้ดีกว่าเดิมทุกครั้ง

โปรเจกต์ใหม่ หนังไทยไม่ใช่แค่ผีกับตลกอีกต่อไป

โต้งเล่าว่าโปรเจกต์ล่าสุดที่เขารับบทโปรดิวเซอร์คือภาพยนตร์เรื่อง “ซองแดงแต่งผี” ที่ได้บิวกิ้น–พีพีมาประกบคู่กัน ส่วนงานอื่น ๆ ยังอยู่ในช่วงคิดและพัฒนา ซึ่งเจ้าตัวเชื่อว่าจะมีหนังใหม่ ๆ ให้คนดูกลับมาตื่นเต้นกันอีกแน่นอน

เขาไม่เชื่อว่าหนังไทยจะต้องเป็นแค่ หนังผี หรือ หนังตลก ถึงจะประสบความสำเร็จ เพราะความจริงแล้วหนังผี หนังตลกที่เจ๊งก็มีให้เห็นเต็มไปหมด

ทุกวันนี้กลับกลายเป็นว่า หนังม้ามืด อย่าง “หลานม่า” และ “วิมานหนาม” ที่ไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จเดิม ๆ กลับทำรายได้ถล่มทลาย

เขามองว่าในยุคนี้ ไม่มีใครทำนายอนาคตของหนังเรื่องหนึ่งได้เลย หนังที่ไปได้ไกลมักมีสิ่งสำคัญบางอย่างร่วมกัน คือ

  • ความสดใหม่

  • ความเข้มข้นของเนื้อหา

  • ความแตกต่างจากสิ่งที่คนดูเคยเจอ

เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกผสมเข้ากับ บทที่แข็งแรง การแสดงดี ภาพรวมเป๊ะ และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ลงตัว มันจึงกลายเป็นหนังที่คนพร้อมจะเดินออกจากบ้านไปซื้อตั๋วดู และ “หลานม่า” ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

ไม่มีสูตรลับ มีแค่ความเสี่ยงและความบ้าพลัง

โต้งย้ำว่า “สูตรสำเร็จของวงการหนังไม่มีอยู่จริง” บางครั้งทำหนังแนวพาณิชย์ ใช้นักแสดงแม่เหล็กดึงคนดู แต่สุดท้ายหนังกลับขาดทุนก็มี

ธุรกิจภาพยนตร์สำหรับเขาคือ ธุรกิจที่โหดสุด ๆ

  • ทำหนังแล้วได้เงิน และได้รางวัล = ความสำเร็จสุด ๆ

  • แต่การไปถึงจุดนั้น = ยากมาก

ในฐานะผู้กำกับ เขารู้ดีว่าทุกครั้งที่ลงมือทำงานต้อง เอาชนะทั้งตัวเองและคนดู งานนี้ทั้งท้าทาย ทั้งเหนื่อย แต่เขายังเลือกจะทำเพราะ เขารักมันและสนุกกับมันจริง ๆ

เขาไม่เคยถามตัวเองเลยว่า “ตอนนี้เราถือว่า Success แล้วหรือยัง” เพราะสิ่งที่อยากทำมีแค่อย่างเดียวคือ ทำหนังให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

  • อยากทำหนังที่ตัวเองก็อยากดู

  • และหวังว่าคนดูก็อยากดูเหมือนกัน

สำหรับเขา คำว่า “เอาแค่นี้แหละ” ไม่มีอยู่ในชีวิต เพราะหนังแต่ละเรื่องต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีในการทำ ทุกองค์ประกอบจึงต้องดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงจะเครียดขนาดไหน เขาก็ยอมแลก

เขาเข้าใจดีว่า ทำงานหนัก 2-3 ปี สุดท้ายถูกตัดสินในโรงหนังแค่ 3-4 วัน ถ้าเจ๊งก็คือเจ๊งไปเลย (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นสู้ต่ออยู่ดี

ทำไมยังรักการทำหนัง ทั้ง ๆ ที่โคตรโหด?

เขาบอกตรง ๆ ว่า สิ่งที่ทำไม่ใช่แค่ “เราอยากทำอะไร ก็ทำอันนั้น” แต่ทุกครั้งจะเริ่มจากคำถามว่า

  • เรื่องไหนที่เราอยากเล่า

  • เรื่องไหนที่ทำให้เราตื่นเต้นไปกับมัน

  • ถ้าเราเป็นคนดู เราอยากดูอะไร

ไม่ได้คิดในมุมว่า “ทำเรื่องนี้สิ ได้ตังค์แน่” เพราะถ้าโลกหนังมันง่ายขนาดนั้น คนทำหนังก็คงรวยกันหมดแล้ว ทั้งที่ในความจริงหนัง 100 เรื่อง เจ๊งไปแล้วราว ๆ 90%

แต่ก็ยังมีคนอยากทำหนังไม่หยุด ซึ่งเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าทำไม บางทีอาจเป็น ความเข้าใจผิดอันหวานอมขมกลืนของคนทำหนัง (หัวเราะ)

ถ้าถามว่าทำหนังมันสนุกตรงไหน เขาตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “ผมทำอย่างอื่นไม่เป็น”

เขารักการดูหนัง เลยไหลมาสู่การรักการทำหนังโดยปริยาย ที่สำคัญคือการทำหนังทำให้เขาได้ใช้ทุกศาสตร์ที่มีอยู่ในตัว

  • การเขียนบท

  • กำกับบทและกำกับการแสดง

  • กำกับศิลป์

  • งานภาพ

  • งานดนตรี

ทุกกองถ่ายทำให้เขารู้สึกอินกับสิ่งที่กำลังทำ และสนุกไปกับมันทุกครั้ง

เขาไม่รู้หรอกว่าการเป็นผู้กำกับหนังมัน “ดียังไง” ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับตัวเอง ทุกครั้งที่เริ่มทำเรื่องใหม่ มันเหมือนได้เดินเข้าไปในโลกใหม่ ที่น่าค้นหาเสมอ

ตอนทำ “ร่างทรง” เขาเดินทางไปทั่วภาคอีสานและภาคเหนือ เพื่อค้นหาเรื่องเล่าและความเชื่อบางอย่าง

ระหว่างทาง เขาได้

  • ค้นหาชีวิตของผู้คน

  • สำรวจความเชื่อและศรัทธาของตัวเอง

  • เจอร่างทรงที่เขารู้ว่า “ไม่จริง” แต่คนกลับเชื่อกันหมด

สิ่งที่เขาเข้าใจมากขึ้นคือ เมื่อคนเราเจ็บป่วย หรืออ่อนแอทางใจ ทุกคนต้องการ “ที่พึ่ง” และในบางมุม ร่างทรงก็ทำหน้าที่คล้ายจิตแพทย์คนหนึ่ง

เขาจึงไม่มองว่าตัวเองเป็นใครที่มีสิทธิไปตัดสินหรือ judge ใคร การทำหนังสำหรับเขาเลยกลายเป็นเหมือน การเดินทางของชีวิต ที่พาเราเข้าไปในโลกแปลกใหม่ตลอดเวลา และมันสนุกมากจริง ๆ

บ้าพลัง อินงาน และไม่ชอบคนทำงานแบบรูทีน

โต้งนิยามตัวเองว่าเป็นคน อินกับงานหนักมาก ถ้ามีทีม เขาก็อยากให้ทุกคนอินและสนุกไปกับงานเหมือนกัน

เขาไม่ชอบการทำงานแบบรูทีนวันต่อวันโดยไม่รู้สึกอะไรกับมัน แต่ชอบคนที่

  • กระตือรือร้น

  • พร้อมจะสนุกไปในโปรเจกต์เดียวกัน

ตัวเขาเองมี แพสชันกับงานแบบเต็มถัง ถ้าให้บอกความเป็น “โต้ง บรรจง” สั้น ๆ เขามองตัวเองว่าเป็นคน

  • บ้าพลัง

  • ตลก ขำ ๆ

  • เนิร์ด และโคตรบ้างาน

เขามีความสุขกับการได้ทำงาน แม้ในวันที่เครียดจนแทบจะไม่ไหว แต่ก็ยังทำให้คนรอบข้างหัวเราะได้เสมอ ต่อให้เป็นมุกประชดประชันก็เถอะ (หัวเราะ)

ทำงานมา 20 ปี แต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเอง “หมดไฟ” เลย

เขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนทะเยอทะยาน และมีเป้าหมายชัดเจนว่า อยากให้หนังไทยโกอินเตอร์ไปให้ไกลที่สุด

สำหรับเขา การได้ไปสู่ความเป็น World Wide หมายถึงโอกาสที่กว้างขึ้น ได้ทำงานในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น และนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกสนุกกับการเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่มีแนวคิดต่างออกไป

หนังไทยยุคใหม่: ไม่จำกัดแค่ผีหรือตลก ขอแค่ดีจริงก็พอ

ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โต้งมองเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของหนังไทย เพราะหนังที่ประสบความสำเร็จมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้ติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ

ตัวอย่างที่เขาพูดถึง เช่น

  • “สัปเหร่อ” – เขาชอบมาก ทั้งในแง่การเล่าเรื่องและรายได้

  • “หลานม่า”

  • “วิมานหนาม”

  • “ธี่หยด”

หนังเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ยังมีคนพร้อมเดินออกจากบ้านไปดูหนังไทยในโรงอยู่จริง ๆ

เขาบอกว่าตัวเองมีความหวังกับอนาคตของหนังไทยมากขึ้น ไม่ได้ติดกับคำว่า “หนังผี” หรือ “หนังตลก” อีกต่อไป ขอแค่ว่า

  • หนังต้องดี

  • มีคุณภาพ

  • เล่าเรื่องได้ทรงพลัง

อย่าง “วิมานหนาม” กับ “หลานม่า” ที่เป็นหนังดราม่า แต่กลับมีคนดูเยอะมหาศาล หรือ “หลานม่า” ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ และหลุดเข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้าย ยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นไปกับอนาคตของวงการมากขึ้นไปอีก

ความสำเร็จในแบบโต้ง บรรจง: ทำต่อไป สนุกต่อไป ไม่หยุดพัฒนา

โต้งยืนยันว่าตัวเองจะยัง พยายามทำงานให้ดีที่สุด และจะสู้ต่อไปในฐานะผู้กำกับคนหนึ่ง

สำหรับเขา “ความสำเร็จ” ไม่ได้จบลงแค่ตัวเลขรายได้ หรือถ้วยรางวัล แต่คือการที่ได้ทำงานที่รักอย่างเต็มที่ อินกับมันจนสุด และยังมีแรงอยากลุกขึ้นทำเรื่องต่อไป

เพราะในวันที่เดิมพันสูง ใช้เวลา 2-3 ปี แล้วโดนตัดสินใน 3-4 วัน ถ้าไม่มีความสนุกและความรักในงานมาค้ำอยู่ก่อน คงไม่มีใครยอมฝ่าด่านโหดแบบนี้ได้

สำหรับโต้ง บรรจงแล้ว Success = ความสนุกที่ไม่มีวันจบ และความกล้าที่จะเริ่มต้นโลกใหม่ในทุกเรื่องที่กำกับ