รับแอปรับแอป

จากน้ำอบในวังสู่รางวัลออสการ์น้ำหอมโลก: เส้นทาง SIAM 1928 ที่ห้ามพลาด

ณัฐวดี ชูศรี02-01

จากกลิ่นในวัง สู่แบรนด์น้ำหอมไทยสมัยใหม่

ณัท เวชชศาสตร์ คือทายาทรุ่นที่ 4 ของ “น้ำอบปรุงเจ้าคุณ” น้ำปรุงกลิ่นโบราณที่ถือกำเนิดมาเกือบศตวรรษ ก่อนจะถูกต่อยอดให้กลายเป็นแบรนด์น้ำหอมร่วมสมัยในชื่อ SIAM 1928 ซึ่งกำลังพาน้ำหอมสาย Niche ของไทยบุกตลาดโลก

จุดเริ่มต้นทั้งหมดมาจากคุณทวด คุณหญิงบุญธรรม บริรักษ์นิติเกษตร ที่เคยทำงานอยู่ในวัง ก่อนออกมาเปิดร้าน “ทิพยโอสถสถาน” ในปี พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) ขายตั้งแต่ดอกไม้ ไปจนถึงเอกสารราชการ และเริ่ม ทำน้ำปรุงตามสูตรของตัวเอง มาตั้งแต่นั้น

คุณทวดมีพื้นฐานด้านเครื่องหอม จึงไม่เพียงแค่นำกลิ่นจากในวังออกมาขาย แต่ ดัดแปลงความรู้และรสนิยมส่วนตัว ให้กลายเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของตระกูล

หากถามว่า “น้ำอบปรุงเจ้าคุณ” คืออะไร คำตอบง่าย ๆ คือมันคือน้ำปรุงแบบไทย แต่ใช้ชื่อว่าน้ำอบเพราะขั้นตอนการทำต้อง ใส่น้ำลงโถลายคราม จุดเทียนแล้วอบควัน ให้กลิ่นหอมอบอวลอยู่ภายในโถอย่างประณีต

สูตรน้ำอบนี้ถูกสืบทอดต่อจากคุณทวดมาถึงคุณตา แล้วมาถึงคุณแม่ของณัท ทว่าตัวณัทเองตอนแรกไม่ได้อินกับธุรกิจครอบครัวมากนัก หลังเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขาเลือกเดินสายโปรดักชั่นและโฆษณาเต็มตัว จนถึงจุดที่เริ่มรู้สึกอิ่มตัวและอยากลองทำอย่างอื่น

วันหนึ่งคุณแม่ไม่ได้บังคับ แต่เพียงชวนว่า “ลองมาช่วยแม่ดูไหม” นั่นคือจุดเปลี่ยนที่พาเขาเข้าสู่วงการน้ำหอมอย่างจริงจังในปี 2561

ด้วยพื้นฐานด้านโฆษณา ณัทมองว่าหากจะทำอะไรสักอย่างต้อง “รู้ลึก รู้จริง” เพราะถ้าไม่เข้าใจจริงจะเล่าเรื่องนั้นให้คนอื่นฟังได้ยาก เขาเริ่ม อินกับมรดกของคุณทวด จากความรู้สึกเฉย ๆ กลายเป็นความภูมิใจที่ได้สืบต่อสิ่งที่อยู่มากว่า 90 ปี

ณัทเล่าว่า วิธีการทำน้ำหอมของคุณทวดเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากลแล้วไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร การใช้ใบเนียม ดอกไม้แช่ในแอลกอฮอล์ การค่อย ๆ สกัดกลิ่น ล้วนเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับศาสตร์การปรุงน้ำหอมแบบมืออาชีพทั่วโลก เพียงแต่ถูกทำออกมาในบริบทแบบไทย

SIAM 1928: เมื่อความเป็นไทยถูกเล่าผ่านกลิ่น

เมื่อณัทรับช่วงต่อจากคุณแม่อย่างจริงจัง เขาเริ่มคิดถึงการสร้างแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนขึ้น จึงเกิดเป็น SIAM 1928 ที่ตั้งชื่อขึ้นเพื่อให้เกียรติคุณทวด และเชื่อมโยงกับปีที่สูตรน้ำปรุงถือกำเนิด

คำว่า “สยาม” มาจากความหลงใหลส่วนตัวของณัทต่อยุคที่ประเทศไทยยังใช้ชื่อนี้อยู่ ในจินตนาการของเขา ยุคสยามคือช่วงเวลาที่ วรรณคดี ศิลปะ และวิถีชีวิตเฟื่องฟูอย่างงดงาม จนกลายเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ไทยในปัจจุบัน

ปรัชญาของแบรนด์จึงชัดเจนว่า น้ำหอมแต่ละกลิ่นต้องตอบคำถามสำคัญว่า

  • เป็น “ไทย” หรือไม่

  • ไทยแบบไหน

  • ยังเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และจิตวิญญาณแบบไทยอยู่หรือเปล่า

เพื่อยกระดับแนวคิดของแบรนด์ ณัทไปเรียนต่อเรื่องการทำแบรนด์กับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกในงาน Bangkok Design Week 2019 ด้วยสามกลิ่น “เหมันต์ – คิมหันต์ – วสันต์”

แต่การเปิดตัวครั้งแรกก็ทำให้ SIAM 1928 เจอปัญหาใหญ่สองข้อคือ บรรจุภัณฑ์ และ ราคา

จากขวดแก้วจีนสู่ขวดเซรามิก: แก้ Pain Point ด้วยดีไซน์

ประเทศไทยแทบไม่มีโรงงานผลิตขวดแก้วเฉพาะทางสำหรับน้ำหอม ทำให้ต้องสั่งซื้อจากจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งแม้จะสะดวก แต่สุดท้ายก็พบว่า ดีไซน์ขวดไปซ้ำกับแบรนด์อื่นในตลาด ขาดเอกลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตน

ณัทจึงเลือกหักมุมด้วยการเปลี่ยนมาใช้ ขวดเซรามิกพอร์ซเลน ซึ่งมีข้อดีหลายอย่าง เช่น

  • เก็บกลิ่นได้ดีกว่าและไม่ให้แสงลอดเข้าไป

  • น้ำหนักเบากว่าที่หลายคนคิด

  • มีคอนเซ็ปต์สอดคล้องกับ “โถลายคราม” ที่เคยใช้อบน้ำหอมในอดีต

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องราคา SIAM 1928 เคยเริ่มด้วยน้ำหอมขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 890 บาท ซึ่งดันไปอยู่ตรงกลางของ สงครามราคาน้ำหอมไทย ในตลาด โดยเฉพาะเมื่อกลิ่นในยุคแรก ๆ ยังออกโทนโบราณ จึงแม้จะขายได้เรื่อย ๆ แต่ไม่ตอบโจทย์ในเชิงการวางตำแหน่งแบรนด์

ณัทจึงค่อย ๆ ปรับทิศทางแบรนด์ให้ชัดขึ้น เมื่อปล่อยกลิ่นหนึ่งออกไป เขาคาดหวังให้ผู้ใช้ จินตนาการต่อจากแรงบันดาลใจเริ่มต้น บางคนอาจไม่ได้รู้สึกตรงกับสิ่งที่แบรนด์ตั้งใจเล่า และนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งสำคัญคือการให้ “วัฒนธรรมไทย” ได้ถูกส่งต่อผ่านการตีความใหม่ ๆ ของผู้คน

เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “วัฒนธรรมที่มีขาเดิน” กลิ่นหอมกลายเป็นพาหนะพาความเป็นไทยเดินทางข้ามกาลเวลาและข้ามประเทศไปเรื่อย ๆ

เมื่อมาถึงขั้นตอนการตั้งชื่อคอลเล็กชั่น ณัทตั้งใจเลี่ยงการใช้ความเป็นไทยแบบซ้ำ ๆ ที่คนคุ้นจนเดาได้ เขาหันไปใช้เสน่ห์ของภาษาไทยที่มีความวิจิตรซับซ้อนมากกว่านั้น

ตัวอย่างเช่น กลิ่น “ลักษวิกา” ที่เล่าเรื่องคืนเดือนมืดที่ดวงดาวส่องแสงชัดที่สุด สถานที่ที่เห็นดาวได้ดีที่สุดคือบนภูเขา จึงกลายเป็นการตีความในรูปของกลิ่นที่มีความ เอิร์ทตี้ เย็น และมีสไปซ์บาง ๆ ซ่อนอยู่

อีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่สร้างชื่อคือ “นกกรวิก (Karawik)” เปิดตัวในปี 2565 โดยหยิบเอานกในป่าหิมพานต์ที่กินมะม่วงเป็นอาหารมาเป็นตัวเดินเรื่อง กลิ่นจึงเล่นกับโทน มะม่วงดิบที่เมื่อสัมผัสผิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความหวานของมะม่วงสุก คล้ายภาพนกกรวิกค่อย ๆ จิกชิมเนื้อมะม่วงจนถึงแก่นสุกด้านใน

คว้า “ออสการ์น้ำหอมโลก” ด้วยกลิ่นเมฆาอารัญ

ก้าวสำคัญที่ทำให้ชื่อของ SIAM 1928 ดังไกลไปทั่ววงการคือการที่กลิ่น “เมฆาอารัญ (Mekha Aranya)” คว้ารางวัล The Winner สาขา Artisan จากเวทีระดับโลกอย่าง Art and Olfaction Awards ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา

งานนี้ถูกยกให้เป็นเหมือน “ออสการ์ของวงการน้ำหอม” และที่สำคัญคือใช้ระบบ Blind Judging กรรมการไม่รู้ชื่อแบรนด์หรือผู้เข้าประกวด ทำให้การตัดสินโปร่งใสและอิงตัวผลงานอย่างแท้จริง

“เมฆาอารัญ” มีความหมายว่า ป่าแห่งเมฆ เล่าเรื่องของ “มอม” สัตว์ในตำนานล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อจีน เป็นผู้เฝ้าประตูวัดและมักจะพบอยู่บนสถาปัตยกรรมในภาคเหนือของไทย

ตามตำนาน มอมอาศัยอยู่ในป่าบนสรวงสวรรค์หรือ “ป่าแห่งเมฆ” ณัทจึงเลือกใช้ ดอก Osmanthus หรือดอกหอมหมื่นลี้ จากภูเขาที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย–จีนมาเป็นโน้ตหลักของกลิ่น เพื่อให้ดอกไม้ชนิดนี้ทำหน้าที่แทนตัวมอมในเชิงสัญลักษณ์

เขาเสริมด้วยกลิ่น Aldehyde ให้เป็นโน้ตเปิดที่ให้ความรู้สึกเบาบาง ล่องลอยราวเมฆยามเช้า สร้างมิติเบาสว่างตัดกับกลิ่นดอกไม้ที่ลึกและละเมียดกว่า

ณัทเล่าว่า หลังคว้ารางวัล ทุกเวทีในวงการน้ำหอมต่างชาติเริ่มรู้จัก SIAM 1928 มากขึ้น เขากลายเป็นเหมือน “คนดังในวงการน้ำหอม Niche” แม้รางวัลนี้จะไม่ได้แปลตรง ๆ ว่ายอดขายจะพุ่งทันที แต่สิ่งที่มันการันตีคือ

  • ความสดใหม่และความสร้างสรรค์ของผลงาน

  • การยืนยันว่าการ “เล่าเรื่องความเป็นไทยผ่านกลิ่น” ในบริบทร่วมสมัยนั้น มีคุณค่าในระดับสากล

จตุมหาราชิกา: เมื่อน้ำหอมไทย Niche รวมพลังกัน

อีกก้าวที่น่าจับตาคือการเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ “จตุมหาราชิกา (Catumaharajika Collection)” ซึ่ง SIAM 1928 เลือกใช้วิธี คอลแลบกับ 4 แบรนด์น้ำหอมไทยสาย Luxury Niche ได้แก่

  • Odyssey

  • Skonx Perfumery

  • Tada Perfumer

  • Stranger Parfumerie

จุดเด่นของคอลเล็กชั่นนี้คือแนวคิดที่เปิดพื้นที่ให้แต่ละกลิ่น เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบจิตวิญญาณวัฒนธรรมไทย นักปรุงน้ำหอมแต่ละคนไม่ได้รับเพียงโจทย์เชิงสัญลักษณ์ แต่ได้รับเสรีภาพในการตีความผ่าน

  • ประสบการณ์ส่วนตัว

  • มุมมองทางศิลปะ

  • ภาษากลิ่นที่ตนถนัด

ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นชุดน้ำหอมที่ มีชีวิต มีอารมณ์ และมีบุคลิกชัดเจน แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

ณัทเผยว่า SIAM 1928 ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Artisan และ Niche โดยเริ่มต้นธุรกิจอย่างจริงจังในปี 2562 ด้วยยอดขายราว 1 ล้านบาท การเปิดตัว “จตุมหาราชิกา” เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของแผนธุรกิจช่วงครึ่งหลังปี 2568 ที่ตั้งเป้าดันยอดขายให้ทะลุ ไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 70% เมื่อเทียบกับปี 2567

แรงหนุนหลักมาจาก

  • การขยายตลาดต่างประเทศ

  • การเปิดตัวกลิ่นใหม่

  • การได้รับรางวัลระดับนานาชาติที่ช่วยเพิ่มการรับรู้และความเชื่อมั่นต่อแบรนด์

ปัจจุบันรายได้ของ SIAM 1928 มาจาก

  • ต่างประเทศประมาณ 85%

  • ภายในประเทศราว 15%

ตลาดน้ำหอม Artisan & Niche: เวทีใหญ่ของแบรนด์เล่าเรื่องเก่ง

รางวัลระดับโลกที่ SIAM 1928 ได้รับ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องการันตีฝีมือของทีมปรุงน้ำหอมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่า น้ำหอมสัญชาติไทยกำลังเป็นที่ยอมรับในเวทีสากล โดยเฉพาะในกลุ่ม Artisan และ Niche ที่มุ่งเน้นงานคราฟต์และเรื่องราวเบื้องหลัง

จากรายงานของ Market Report World ตลาดน้ำหอมกลุ่ม Artisan และ Niche มีมูลค่าราว 2.74 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตไปถึง 5.73 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.5% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าตลาดน้ำหอมภาพรวมที่โตเฉลี่ยเพียง 5-6%

ตลาดสำคัญที่มีแนวโน้มเติบโตสูงได้แก่

  • เอเชีย

  • ยุโรปและยุโรปตะวันออก

  • สหรัฐอเมริกา

สำหรับกลุ่ม Luxury Niche ที่เน้นงานคราฟต์จัดเต็ม ภาพลักษณ์เด่น และใช้วัตถุดิบพรีเมียม คาดว่ามีมูลค่าราว 4.28 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 และจะขยายสู่ 11.5 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 13.2% ต่อปี

สิ่งที่ทำให้ตลาด Niche น่าสนใจคือ มันเปิดกว้างสำหรับแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจนและมีวัฒนธรรมเฉพาะตัว โดยเฉพาะแบรนด์ที่เล่าเรื่องได้ลึกและจริงใจ SIAM 1928 มองว่าแบรนด์จากเอเชียและไทยมีศักยภาพสูงในสนามนี้ เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้มองหาน้ำหอมเพียงในฐานะ “สินค้า” แต่เป็น ประสบการณ์ที่มีความหมาย

ทำไมต่างประเทศเข้าใจ Niche เร็วกว่าไทย

ณัทยอมรับว่า แนวโน้มน้ำหอม Niche ในเอเชียและยุโรปตะวันออกยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ มองหาน้ำหอมที่มีรากวัฒนธรรมและความไม่ซ้ำใคร

ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น มีความคุ้นเคยกับ Niche Fragrance มานาน พวกเขารู้วิธีอ่านรายละเอียดของกลิ่น และให้คุณค่ากับที่มาของแรงบันดาลใจอย่างจริงจัง

ในขณะที่ตลาดไทยเพิ่งเริ่มทำความรู้จักกับแนวคิดนี้ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคุ้นเคยกับ

  • แบรนด์แมสที่เห็นตามห้าง

  • กลิ่นหวานติดง่าย ใช้ได้ทุกวัน

  • ความคุ้นเคยมากกว่าการทดลองอะไรใหม่ ๆ

SIAM 1928 จึงต้องทำหน้าที่ ให้ความรู้ และพาคนไทยค่อย ๆ เปิดใจ ต่อตลาดน้ำหอม Artisan และ Niche ไปพร้อมกัน

ทุกวันนี้แบรนด์มีตัวแทนจำหน่ายทั้งออนไลน์และหน้าร้านรวม 22 แห่ง ใน 9 ประเทศทั่วโลก ได้แก่

  • ไทย 5 แห่ง: Rebellion lab and perfume bar, Skonx สาขาเกสร, Skonx สาขาทรงวาด, Thai perfume runway MBK, ICONCRAFT ICON SIAM

  • จีน 4 แห่ง

  • ไต้หวัน 1 แห่ง

  • ญี่ปุ่น ขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Kousekibanri

  • สหรัฐอเมริกา 7 แห่ง

  • ฝรั่งเศส ออนไลน์ 1 แห่ง ที่ Periyard

  • อาบูดาบี (UAE) 1 แห่ง

  • ลิเบีย 1 แห่ง

  • ฮังการี 1 แห่ง

ยอดขายต่างประเทศของ SIAM 1928 มีการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 20-25% ต่อปี จากการได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ Craft Fragrance ล่าสุดแบรนด์กำลังเตรียมบุกตลาดรัสเซีย เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่สนใจงานคราฟต์ด้านกลิ่นซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตลาดใหญ่ที่กำลังเติบโต

สรุป: กลิ่นที่เล่าเรื่องไทยให้โลกฟัง

เส้นทางของ SIAM 1928 คือภาพสะท้อนของการนำ มรดกกลิ่นโบราณ มาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย โดยไม่ทิ้งรากเหง้าความเป็นไทย

ณัท เวชชศาสตร์ ไม่ได้เพียงแค่สืบทอดสูตรน้ำอบจากคุณทวด แต่เขากำลังใช้ภาษาใหม่ของโลกยุคนี้—ภาษาของกลิ่น—เพื่อเล่าเรื่องวัฒนธรรมไทยในมิติที่จับต้องได้ด้วยประสาทสัมผัส

สำหรับคนรักน้ำหอมสาย Niche นี่คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ถ้าแบรนด์จับแก่นตัวเองได้ชัด และกล้าเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง กลิ่นหนึ่งขวดก็สามารถพาเรื่องราวจากบ้านเราไปถึงจมูกของคนทั้งโลกได้อย่างงดงาม